[จบ] เจ้าของร้านพิศวง
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของร้านพิศวง [我真不是邪神走狗]
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Ciweimao
---------------------------------------
นิยายแปลเรื่อง เจ้าของร้านพิศวง [我真不是邪神走狗]
ผู้แต่ง : 等到夜深 ผู้แปล : ทีมงาน EnjoyBook
หลินเจี๋ยมีงานอดิเรกชอบสะสมหนังสือจากทั่วทุกมุมโลก แต่น่าเศร้าที่ลำพังเงินเดือนของเขาไม่พอ
จึงไม่สามารถตอบสนองความเป็นหนอนหนังสือตัวพ่อของตัวเองได้
แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง หนอนหนังสืออย่างเขาก็ได้ไปพบหนังสือศาสตร์มืด และเมื่อทำตามนั้น ชายหนุ่มก็พลันทะลุมิติมายังประเทศอาซีร์
ต่างโลกช่วงยุค 90 แถมทำให้เขาได้ครอบครองร้านหนังสือที่มีหนังสือให้อ่านไม่รู้จบ!
ทว่า คนมันก็ยังต้องกินต้องใช้ ดังนั้นเขาจึงเปิดบริการเช่า-ซื้อขายหนังสือ และคอยให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตเพื่อหลอกขายหนังสือ
ประทังชีวิตมายาไส้ในแต่ละวัน ซึ่งดูเหมือนลูกค้าแต่ละคนของเขาท่าทางจะไม่ใช่คนธรรมดาเสียด้วย!
และที่สำคัญ คำที่ชายหนุ่มพูดกับสิ่งที่ลูกค้าเข้าใจ ทำไมมันถึงได้เข้าใจกันไปคนละทิศคนละทางกันหมดแบบนี้!
มี E-Book จำหน่ายแล้ว คลิกที่นี่ https://bit.ly/3NmlLay
บทที่ 1 : ยินดีต้อนรับ
บทที่ 1 : ยินดีต้อนรับ
หลินเจี๋ยเปิดประตูไม้เก่าของร้านหนังสือออกตามปกติ
เสียงอู้อี้ดังขึ้นจากระฆังทองสัมฤทธิ์ พร้อมสายน้ำที่ไหลลงมาจากกรอบประตูจากด้านบน ทิ้งร่องรอยไว้บนหน้าต่างวงกบที่คลุมด้วยสิ่งสกปรก
ท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดครึ้ม ฝนข้างนอกเทลงมาอย่างหนัก ทำให้ไอระเหยเอ่อล้นออกมากลายเป็นม่านหมอก
เรียกได้ว่าฝนตกหนักสะสมจนทำให้หลุมบ่อตื้น ๆ นอกร้านกลายเป็นแอ่งน้ำ
“วันนี้ฝนตกหนักชะมัดเลยแฮะ”
หลินเจี๋ยกล่าวพลางขมวดคิ้ว
การที่ทั้งเสื้อและกางเกงเปียกไปด้วยน้ำฝนทำให้เขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
“ฝนที่ตกหนักตั้งแต่เมื่อคืนนี้จะยังคงดำเนินต่อไปอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกคำเตือนให้เป็นเขตพื้นที่สีเหลือง ซึ่งอาจเพิ่มเป็นสีแดงในภายหลั…”
เสียงจากทีวีของร้านข้าง ๆ ดังมาได้พักหนึ่งก่อนจะถูกฝนกลบอย่างรวดเร็ว
สำหรับร้านหนังสือแล้ว ไม่น่าจะมีลูกค้าคนไหนแวะเข้ามาในสภาพอากาศเช่นนี้ได้
"เฮ้อ"
หลินเจี๋ยพลิกกระดานไม้ที่ด้านหลังประตูเปลี่ยนเป็น ‘เปิด’
แน่นอนว่าคนมีลูกค้าไม่มากด้วยสภาพอากาศเช่นนี้ และวันนี้ก็คงจะกลายเป็นวันที่เงียบงันสำหรับร้านหนังสือของเขาเช่นเคย
'แทนที่จะเปิดร้าน ทำงานน่าเบื่อที่คงจะไม่มีลูกค้า ทำไมไม่กลับไปนอนต่อที่บ้านซะล่ะ' นี่อาจเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิด
"แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าร้านปิดแล้วมีคนต้องการที่หลบฝนผ่านมาล่ะ?"
หลินเจี๋ยหยิบหนังสือจากชั้นวาง เดินไปที่เคาน์เตอร์ จุดตะเกียงให้แสงไฟอุ่น ๆ เบา ๆ ส่องออกมา ก่อนจะวางผ้าเช็ดตัวไว้ข้าง ๆ ชงชาร้อนสองถ้วย ก่อนที่จะนั่งลงด้านหลังเคาน์เตอร์
เขาพลิกหนังสือไปยังหน้าที่อ่านค้างไว้ แล้วจึงผลักถ้วยชาร้อนผ่านเคาน์เตอร์ ราวกับส่งต่อให้ผู้มาใหม่
หนังสือและชาร้อนหนึ่งถ้วย
นี่คือสิ่งที่จำเป็นในการทำให้ร่างกายและจิตวิญญาณของผู้คนที่ผ่านไปมาอบอุ่นขึ้น
หลินเจี๋ยจิบชาด้วยรอยยิ้ม
เขาก็แค่คนโรแมนติกที่มีจิตใจดีทั่ว ๆ ไป เป็นคนธรรมดา ๆ ที่ลูกค้าของเขาต่างรู้จักกันในฐานะผู้ชายที่ซื่อสัตย์ ที่ปรึกษาปัญหาชีวิต และผู้เชี่ยวชาญในการพูดคุยเปิดใจ
ยังไงซะ ชีวิตที่ดีก็ควรเต็มไปด้วยความคาดหวัง ใช่ไหมล่?
---
ครึก!
ภายในตรอกแห่งหนึ่ง ท่ามกลางสายฝน จี้จือซู่หักคอของชายที่เธอกำลังบีบคออยู่ อย่างไรก็ตามการต่อสู้นั้นยังไม่จบ หญิงสาวหันกลับไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว พร้อมชักดาบออกมาตัดคอชายอีกคน
ฟึ่บ…
หัวของชายคนนั้นร่วงลงกับพื้น โดยที่ดวงตายังคงเบิกกว้าง
เมื่อจัดการศัตรูเรียบร้อย จี้จือซู่ก็ผลักร่างทั้งสองให้พ้นทาง ก่อนจะเดินออกจากตรอกไป กองศพที่มีซากมากกว่าสิบศพถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง จากนั้นพวกมันก็ค่อย ๆ ลุกไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน
นี่คือผลพวงจากการต่อสู้ในตรอกแห่งนี้
เลือดที่ไหลซึมผ่านชุดเดรสสีดำของเธอในระหว่างการต่อสู้ได้หยดลงบนพื้น ระเหยกลายเป็นไอก่อนจะถูกฝนซัดหายไป
อุณหภูมิร่างกายของหญิงสาวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่เลือดและกล้ามเนื้อของเธอเริ่มกระตุก ย้ำเตือนเจ้าของร่างอย่างเจ็บปวดถึงอาการบาดเจ็บและซี่โครงที่หักไป
แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับจี้จือซู่เลย
ในฐานะนักล่าที่ฉีดเลือดอสูรเข้าสู่กระแสเลือด เวลาเพียงชั่วโมงเดียวก็เพียงพอที่เธอจะฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บดังกล่าว
"เวลา เราต้องการที่พักฟื้น"
จี้จือซู่มองไปข้างหน้า
ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ แสงสลัวจากร้านหนังสือส่องออกมาผ่านหน้าต่างกระจก จนสามารถเห็นชั้นหนังสือที่เรียงรายเป็นแถว ๆ ได้
นอกจากร้านหนังสือแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณนั้นล้วนมืดสนิท…
แม้ว่าจะมีร้านค้าอีกมากในบริเวณใกล้เคียง แต่ด้วยสภาพอากาศเช่นนี้ นี่เป็นเพียงร้านเดียวที่เปิดอยู่
ป้ายแขวนที่ทางเข้า ระบุว่า ‘เปิด’ และขั้นบันไดที่ถูกยกระดับขึ้นมาจากพื้นเพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายที่ทางเข้าของร้านดูไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมแถบนี้ ซึ่งที่บังเอิญยิ่งกว่านั้น ก็คือมันตั้งอยู่ตรงข้ามกับตรอกที่เธอเดินออกมาอย่างน่าประหลาด
“นี่มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญหรือเป็นกับดักกันแน่?”
น่าเสียดายที่จี้จือซู่ไม่มีเวลาจะมาคิดทบทวนใด ๆ หญิงสาวรู้ดีว่าศัตรูของเธอสามารถตามล่าตนเองด้วยประสาทสัมผัสอันเฉียบคม และสามารถไล่ล่าเธอได้ราวกับฉลาม แม้จะเป็นในสภาพอากาศฝนตกหนักเช่นนี้
เธอต้องหาที่ซ่อนโดยเร็วที่สุด เพื่อซื้อเวลาให้เพียงพอสำหรับการฟื้นตัว
ชิ้ง!
ใบมีดยาวในมือของจี้จือซู่หดกลับเข้าไปในกลไกของมัน กลายเป็นไม้เท้าโลหะสีดำธรรมดา ๆ ในชั่วพริบตา จากนั้นหญิงสาวก็รีบเดินไปยังร้านหนังสือท่ามกลางสายฝน และเปิดประตู
ภายในร้านหนังสือนั้นเงียบสงบมาก จี้จือซู่ก้าวเข้ามาพร้อมกับไม้เท้าในมือ เธอใช้เวลาไม่นานนักในการมองหาเจ้าของร้านหนังสือแห่งนี้
ดูเหมือนว่าเจ้าของจะเป็นชายหนุ่มในชุดสีดำสนิทที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ ตรงกันข้ามกับผมสีเข้มและยุ่งเล็กน้อยของเขา ผิวของเขาค่อนข้างซีด นิ้วเรียวของเจ้าตัวกำลังถือถ้วยชา ในขณะที่อีกมือหนึ่งกำลังพลิกหน้าหนังสืออย่างระมัดระวัง
มีถ้วยชาอีกใบวางอยู่บนเคาน์เตอร์โดยที่ยังมีไอน้ำหมุนวนอยู่ ทว่ากลับไม่มีใครอยู่บนเก้าอี้สูงรับรองแขกหน้าเคาน์เตอร์นั้นเลย
จี้จือซู่รู้สึกประหลาดใจมาก มันราวกับว่าถ้วยชาและที่นั่งนั้นได้ถูกเตรียมเอาไว้สำหรับเธอโดยเฉพาะ ความรู้สึกแปลก ๆ นี้ทำให้หญิงสาวรีบกวาดสายตามองไปทั่วทั้งร้านหนังสืออย่างรวดเร็ว
มันแคบมาก
นอกจากจะเต็มไปด้วยชั้นหนังสือที่อัดแน่นแล้ว ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มวางทับกันเป็นกองเกลื่อนไปทั่วพื้น ครึ่งหนึ่งของบันไดที่นำไปสู่ชั้นสองถูกชั้นหนังสือวางขวางไว้ และหน้าต่างส่วนใหญ่ก็เต็มไปด้วยฝุ่น ทำให้เกิดบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกขนลุก
แหล่งกำเนิดแสงเพียงแหล่งเดียวในร้านหนังสืออันมืดมิดแห่งนี้คือตะเกียงที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ อีกทั้งชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างหลังเคาเตอร์เองก็มีบรรยากาศแห่งความลึกลับแผ่ออกมา
นั่นก็เพราะที่เคาน์เตอร์มีผ้าเช็ดตัวเตรียมเอาไว้อยู่เสียด้วย…
ติ๋ง! ติ๋ง!
น้ำหยดไหลลงมาจากตัวของจี้จือซู่ผู้เปียกโชก ผมที่เปียกปอนของเธอติดอยู่ที่คอ ในขณะที่ชุดกระโปรงสั้นก็เผยให้เห็นผิวอันขาวเนียนและอ่อนนุ่ม
"ยินดีต้อนรับ" หลินเจี๋ยเงยหน้าขึ้นมองพร้อมด้วยแสงสีเหลืองอันอบอุ่นที่สะท้อนข้างในนัยน์ตาสีดำของเขา
ชายหนุ่มผลักถ้วยชาร้อนไปทางจี้จือซู่ด้วยรอยยิ้ม
"ดูเหมือนว่าการรอคอยอันยาวนานของฉันจะไม่ได้สูญเปล่าสินะ ฝนที่กำลังตกหนักนี้ได้พัดพาลูกค้าคนสวยเข้ามาที่ร้านหนังสืออันต่ำต้อยของฉันเสียแล้ว"
การชมเชยความงามของลูกค้า ถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริการที่ดี
หญิงสาวตรงหน้าหลินเจี๋ยนั้นเป็นสาวงามอย่างไม่มีข้อกังขา แม้ตัวจะเปียกโชก แต่รูปลักษณ์อันสวยงามดั่งประติมากรรมที่ถูกสลักอย่างประณีต และผิวสีขาวปานงาช้าง ก็ยังคงชัดเจนภายใต้แสงสลัว ทำให้การรอคอยของเขารู้สึกคุ้มค่า
ดูเหมือนว่าลูกค้ารายนี้ต้องการการพูดคุยแบบจริงใจ บางทีเราอาจจะได้เพื่อนใหม่ในวันนี้…ไม่สิ บางทีวันนี้เราอาจจะได้ลูกค้าประจำรายใหม่เลยก็ได้?
นี่ไม่ใช่ความคิดของนักธุรกิจโลภมากอย่างแน่นอน มีแค่ความห่วงใย และความปรารถนาดีจากใจจริง ๆ นะ!
ขณะเดียวกันจี้จือซู่มองมาที่ถ้วยชาตรงหน้าด้วยรูม่านตาที่หรี่ลง
‘การรอคอยอันยาวนาน’ …นี่หมายความว่าชายหนุ่มคนนี้รู้เรื่องของเธอและกำลังรอคอยการมาถึงของเธองั้นเหรอ? หรืออาจจะมีแรงจูงใจอื่นอยู่เบื้องหลัง?
ไม่ว่าจะมองมุมไหน ร้านหนังสือแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยความแปลกประหลาด จังหวะที่บังเอิญจนน่าแปลก และสีหน้าไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใดของชายหนุ่มเจ้าของร้าน ต่างก็บ่งบอกให้เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น
เขามาจาก หอพิธีกรรมต้องห้าม? สมาคมแห่งสัจธรรม? หรือว่าหนึ่งในสมาชิกของวัลเพอร์กิส?
จี้จือซู่ตื่นตัวขึ้นมาทันที เธอค่อย ๆ เลื่อนนิ้วไปยังปุ่มที่เปิดใช้งานกลไกของไม้เท้าสีดำ หากชายหนุ่มปริศนาคนนี้เคลื่อนไหวล่ะก็ ไม้เท้าสีดำนี้ก็จะแปรสภาพเป็นใบมีดสังหารแทงทะลุกะโหลกของเขาในทันที
“คุณกำลังรอฉันอยู่งั้นเหรอ?” หญิงสาวนักล่าถาม ซึ่งหลินเจี๋ยก็ตอบกลับคำถามนั้นด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน
"ใช่ ฉันคิดว่าโชคชะตาทำงานด้วยวิธีที่น่าอัศจรรย์ นำคนแปลกหน้าสองคนมารวมตัวกันได้อย่างคาดไม่ถึง"
หลินเจี๋ยชี้ไปที่เคาน์เตอร์ก่อนจะพูดต่อ “ใช้ผ้าขนหนูผืนนี้เช็ดตัวให้แห้งได้ตามสบาย ไม่ต้องกังวลไป ฉันยังไม่ได้ใช้มัน ว่าแต่คุณอยากจะให้ฉันเปิดเครื่องทำความร้อนให้ไหม?”
จี้จือซู่หยิบผ้าเช็ดตัวขึ้นมาอย่างลังเลและส่ายหัว "ไม่เป็นไร"
เมื่อมองไปที่ลูกค้าใหม่ หลินเจี๋ยก็สังเกตเห็นคิ้วที่พันกันจนแน่นของเธอ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขาสันนิษฐานว่าหญิงสาวคนนี้คงจะเจอเรื่องแย่ ๆ หรืออุปสรรคในชีวิตมาแน่ ๆ ดังนั้นชายหนุ่มจึงกระแอมในลำคอและถามออกไป
“ดูจากสภาพแล้ว ดูเหมือนว่าคุณน่าจะมีปัญหาบางอย่างรังควานใจอยู่ใช่ไหม?”
บทที่ 2 : ถ้อยคำทั้งช่วยรักษาและสั่งสอน
บทที่ 2 : ถ้อยคำทั้งช่วยรักษาและสั่งสอน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ หลินเจี๋ยได้พูดคุยกับลูกค้ามากมาย จนมีความสามารถในการสังเกตท่าทางของผู้คน และเลือกคำพูดที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ต่าง ๆ
ประโยคที่ว่า 'คุณน่าจะมีปัญหาบางอย่างรังควานใจอยู่ใช่ไหม?' ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งใด ๆ มันเป็นเพียงประโยคเริ่มต้นบทสนทนา คล้ายกับประโยค ‘คุณกำลังมีลางร้ายบางอย่างอยู่รอบ ๆ ตัว’ ของพวกหมอดู ซึ่งเป็นเพียงคำแนะนำทางจิตวิทยา
มันเหมือนกับธงบทสนทนาในเกม เมื่อทุกอย่างดำเนินไปตามเงื่อนไข บทสนทนาส่วนต่อไปก็ดำเนินต่อไปตามทิศทางนั้น
เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนได้ยินคำว่า ‘ปัญหา’ พวกเขาจะเริ่มถามตัวเองว่ากำลังประสบปัญหาอะไรอยู่รึเปล่า ซึ่งโดยปกติแล้ว มันไม่มีทางเลยที่ชีวิตของคนทั่ว ๆ ไปส่วนใหญ่จะราบรื่นไปได้ตลอดทาง
ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ปัญหาก็ยังคงเป็นปัญหา
และเมื่อลูกค้าเริ่มบ่นถึงปัญหาเหล่านั้น อาจารย์หลินก็จะเริ่มพูดคุยเปิดใจของพวกเขาไปทีละนิดเพื่อลดระยะห่างลง
อย่างไรก็ตามบางโอกาส เทคนิคการพูดคุยนี้ก็ใช้ไม่ได้ผล
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนที่โชคดีมาโดยตลอดตั้งแต่เกิด หรือตั้งกำแพงสูงมาก ๆ ไว้ในจิตใจสำหรับคนแปลกหน้า ก็จะทำให้ยากต่อการสื่อสาร
แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป หลินเจี๋ยค่อนข้างมั่นใจว่าเขาสามารถทำให้หญิงสาวผู้เปียกปอนคนนี้เปิดใจได้ เพราะเธอกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่ง
ระหว่างที่จี้จือซู่กำลังเช็ดตัวให้แห้ง เมื่อได้ยินคำถามของอีกฝ่าย จู่ ๆ เธอก็หยุดลง เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่กำลังยิ้มแย้มหลังเคาน์เตอร์พร้อมตอบ “ใช่ ฉันมีปัญหากวนใจอยู่”
เธอไม่สามารถระบุได้ว่าชายคนนี้เป็นมิตรหรือศัตรู และต่อให้เขาเป็นศัตรูจริง ๆ เธอก็ไม่น่าจะสามารถหนีจากตัวตนอันลึกลับตรงหน้า ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอในปัจจุบันได้
อย่างไรก็ตามในเมื่ออีกฝ่ายเลือกที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้ซับซ้อนโดยไม่จำเป็น จี้จือซู่จึงเล่นไปตามน้ำ รอยืนยันวัตถุประสงค์ของชายหนุ่มคนนี้ ดูว่าเขาเป็นคนแบบไหนกันแน่
ถ้าเขาเป็นมิตร นี่ก็คงจะเป็นเรื่องบังเอิญอันน่าประหลาดใจ
แต่ถ้าเขาเป็นศัตรู เธอก็ต้องพยายามถ่วงเวลาเพื่อพักฟื้นร่างกายให้มากกว่านี้
ขณะเดียวกัน หลินเจี๋ยก็สังเกตเห็นว่าดวงตาของแขกผู้มาเยือนนั้นไม่ใช่สีดำ แต่เป็นสีเทาเหมือนกับเหล็ก มีแสงระยิบระยับในนัยน์ตา คล้ายกับอัญมณีที่ถูกขัดมันอย่างสวยงาม ที่ส่วนบนใบหูของเธอมีแผลขนาดสามเซนติเมตรที่ยังคงมีเลือดไหลซิบออกมา
ไม่ว่าจะมองยังไง หญิงสาวคนนี้ก็น่าจะมีเรื่องราวมากมายอยู่เบื้องหลัง
"คุณมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์รึเปล่า?” หลินเจี๋ยถาม
เนื่องจากจนถึงตอนนี้อีกฝ่ายนั้นยังไม่ได้บ่นอะไรออกมา ปัญหาที่หญิงสาวในวัยของเธอมักจะเผชิญก็คือปัญหาด้านความสัมพันธ์
แน่นอนว่าหลินเจี๋ยไม่ได้เจาะจงว่ามันเป็นปัญหาด้านใด ความรัก มิตรภาพ หรือครอบครัว อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้คำว่า ‘ความสัมพันธ์’ เพียงอย่างเดียว
นี่คือเทคนิคการพูดทั่ว ๆ ไปของนักต้มตุ๋น คนทรง และหมอดู คือการพูดสิ่งคลุมเครือออกมา เพื่อจับจุดสำคัญของปัญหาที่อีกฝ่ายกำลังเผชิญได้
ทว่าทันทีที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น หัวใจของจี้จือซู่ก็หนักอึ้งขึ้นมา
ยี่สิบนาทีก่อนหน้านี้ หญิงสาวเพิ่งถูกกลุ่มนักล่าที่ทำงานด้วยกันหักหลังในรังลับ ซึ่งคนที่ไล่ล่าเธอก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกเสียจากอดีตสหายร่วมรบในอดีต
ความโลภได้ทำให้ตาของพวกเขามืดบอด
ดังนั้นที่หลินเจี๋ยบอกว่า เธอกำลังประสบปัญหาด้านความสัมพันธ์ก็ไม่ได้ผิดไปซะทีเดียว
จี้จือซู่ได้แต่ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น การที่บุคคลภายนอกองค์กรจะสามารถรู้เกี่ยวกับปัญหาภายในกลุ่มนักล่าของเธอได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงยี่สิบนาทีนั้นเป็นอะไรที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่างเท่านั้น
หนึ่ง ชายหนุ่มมีหน่วยข่าวกรองหรือผู้ให้ข้อมูลแฝงตัวอยู่ภายในกลุ่มนักล่า และหน่วยข่าวกรองเหล่านั้นก็ได้มารายงานเขาทันทีที่เกิดเรื่องขึ้น
สอง เจ้าของร้านหนังสือตรงหน้าเธอนั้นเป็นคนที่มีความสามารถรอบด้าน
จี้จือซู่มองดูผ้าขนหนูที่เปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงเข้มเงียบ ๆ ไม่นานนักรอยเลือดเหล่านั้นก็ค่อย ๆ ระเหยกลายเป็นควัน หลังจากนั้นเธอก็นั่งลงบนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ ใช้นิ้วแตะถ้วยน้ำชาตรงหน้าเบา ๆ พร้อมพูดด้วยเสียงราวกระซิบออกมา
“ฉันถูกหักหลัง”
โอ้? น่าตกใจจริง ๆ
หลินเจี๋ยเลิกคิ้ว
เป็นปัญหาหนักยิ่งกว่าที่เราคาดไว้ซะอีก เธอถูกแฟนสวมเขา หรือถูกเพื่อนสนิทหักหลังกัน?
เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องซุบซิบนินทาระดับสูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หลินเจี๋ยนั้นเป็นเจ้าของร้านหนังสือที่รับฟังให้คำปรึกษา ไม่ใช่คุณป้าวัยกลางคนที่ชอบพูดนินทาลับหลังคนอื่น
เรื่องแย่ ๆ เหล่านี้เป็นเพียงแค่ประสบการณ์ชีวิตที่เธอจะต้องผ่านไปให้ได้
"ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมีสองด้าน ก็จริงอยู่ที่คุณถูกหักหลัง แต่นี่ก็เป็นโอกาสที่ช่วยให้คุณได้เห็นว่าแท้จริงแล้ว พวกเขาเป็นคนแบบไหน"
หลินเจี๋ยยกกาน้ำชาขึ้น เติมถ้วยชาตรงหน้าหญิงสาวด้วยชาร้อน ๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“คนที่มีชะตาจะต้องจากกัน สักวันนึงก็ต้องจากกันอยู่ดี เมื่อพวกเขาตัดสินใจแล้ว พวกเขาก็พร้อมจะยกเหตุผลร้อยแปดมาอ้างนั่นแหละ”
จี้จือซู่สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่ตนเผชิญกับคำพูดเหล่านั้นได้อย่างลึกซึ้ง
ครั้งนี้ กระจกมนตราเป็นเพียงชนวนที่จุดประกายความโลภของพวกเขาขึ้นมา ต่อให้ไม่มีมัน สักวันหนึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็คงจะตัดสินใจแบบเดียวกันกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้
ผลลัพธ์ไม่ต่างจากเดิม มีเพียงเหตุผลที่แตกต่างออกไป
จี้จือซู่วางมืออันเย็นเฉียบลงบนถ้วยชา พลางพูดราวกับยังไม่อยากจะยอมรับความจริง
“ที่นายพูดมันก็ถูก แต่การทรยศในครั้งนี้ ฉันสูญเสียอะไรหลาย ๆ อย่างมากเกินไป ได้เห็นธาตุแท้ของพวกเขาตอนนี้มันจะไปมีประโยชน์อะไร?”
สูญเสียอะไรหลาย ๆ อย่างมากเกินไป… เธอคงใจสลายจากคนเลว ๆ มาสินะ ฮือ ช่างน่าสงสารจริง ๆ
หลินเจี๋ยรู้สึกเห็นใจ
แผลตามร่างกายรักษาได้ไม่ยาก แต่แผลใจนั้นต้องใช้เวลาในการรักษานานแสนนาน เวลาแบบนี้แหละที่คำแนะนำของเขาจำเป็นที่สุด!
เจ้าของร้านหนังสือเอามือแตะคางพลางตรวจสอบจี้จือซู่อย่างใกล้ชิด ครู่ต่อมา เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงอันแน่วแน่
“มันจะต้องมีประโยชน์ในอนาคตแน่ ๆ อย่างน้อย ๆ คุณก็น่าจะแยกแยะคนที่มีความสัตย์จริงออกจากคนโป้ปดได้ หลังจากนี้คุณจะมาไม่สงสารคนที่เคยทำร้ายคุณ โดยอ้างความสัมพันธ์ในอดีตอีก ความเจ็บปวดในวันนี้จะทำให้คุณฉลาดขึ้นกว่าเดิม”
มันเป็นคำพูดให้กำลังใจที่แข็งแกร่งชัดเจนจนก้องกังวานซ้ำไปซ้ำมา!
จี้จือซู่จ้องไปนัยน์ตาของหลินเจี๋ย ทันใดนั้นดวงตาที่ว่างเปล่า และจังหวะการหายใจของเธอก็พลันเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว
ภายใต้แสงสลัวอันอบอุ่น ดวงตาของชายหนุ่มดึงดูดสายตาของเธอเข้าไปราวกับมีเวทมนตร์ลึกลับบางอย่าง จี้จือซู่สัมผัสได้ถึงความเมตตาและความเข้าใจจากเขา ราวกับว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นตัวตนระดับสูงกว่า ที่พร้อมจะโอบกอดทุกชีวิต ชี้นำมนุษย์ไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง
เวลาครู่ใหญ่ ๆ ผ่านไปกว่านักล่าสาวจะหายจากความงุนงง เธอรีบส่ายหัวอย่างแรง
หญิงสาวรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีเป้าหมายในใจบางอย่าง ตอนนี้ความรู้สึกที่เธอสัมผัสได้ก็คือ อีกฝ่ายนั้นไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นพันธมิตรที่ต้องการช่วยเหลือเธอในการรับมือกับกลุ่มนักล่า…
นักล่าในกลุ่มใช้เลือดอสูรของสัตว์มายาเป็นแหล่งพลังงาน ทำให้พวกเขามักจะถูกเหล่าจอมเวทผู้รักความยุติธรรมมองว่าเป็นคนชั่วร้าย จี้จือซู่จึงอนุมานว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้อยู่ในสังกัดขององค์กรทั้งสามที่เธอคาดเดาก่อนหน้านี้ และน่าจะเป็นจอมเวทระดับสูงที่เกลียดชังนักล่า
จอมเวทผู้มีความเชี่ยวชาญด้านอักขระ ภาษาและคำพูดโดยกำเนิด
"แล้ว…"
จี้จือซู่รวบรวมความตั้งใจพร้อมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
"ฉันควรทำอย่างไรดี?"
“ในเมื่อพวกเขาเป็นฝ่ายที่ประพฤติตัวไร้มนุษยธรรมก่อน คุณก็ไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทกับพวกเขาอีก คุณควรจะจัดการกับพวกเขาในแบบเดียวกันกับที่พวกเขาปฏิบัติต่อคุณ ตาต่อตาฟันต่อฟัน!” หลินเจี๋ยตอบ
ในกรณีนี้เขาไม่คิดที่จะให้คำแนะนำปรึกษาธรรมดา ๆ ปลอบประโลมใจใด ๆ มิฉะนั้นมันอาจทำให้เธอถูกชักจูงจนหลงทาง และยากต่อการรักษาแผลใจให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
เมื่อต้องเผชิญกับคนเลว ๆ ก็ควรตอบโต้กลับไปให้หนัก!
คำพูดนี้อาจจะทำให้ลูกค้าสาวสับสนในตอนแรก แต่ตราบใดที่เขาขีดเส้นทางเอาไว้ให้ เธอก็น่าจะสามารถปลดปล่อยตัวเองออกจากความสับสนนั้นและลงมือเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอด้วยตัวเองได้
ช่างเป็นอุปนิสัยที่สมกับเป็นจอมเวทจริง ๆ!
จี้จือซู่เปิดฝ่ามืออีกข้างที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ มองดูมือที่ถูกปกคลุมไปด้วยเลือด จากนั้นริมฝีปากของเธอก็ขยับเล็กน้อย
…ละทิ้งความเป็นมนุษย์งั้นเหรอ?
เธอยังไม่พร้อม และไม่ได้ตัดสินใจที่จะไปสุดทางขนาดนั้น
“คุณต้องตรวจสอบความคิด ความตั้งใจของตัวเองก่อน ถึงจะสามารถเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม”
หลินเจี๋ยจ้องมองหญิงสาวผู้หม่นหมองด้วยรอยยิ้ม
“ฉันคิดว่า คุณอาจจะต้องการหนังสือเล่มนี้”
ถึงเวลาแล้วที่หลินเจี๋ยจะใช้ไพ่ตายของเขา นำบทสนทนาไปยังสินค้าอย่างราบรื่น
หากพิจารณาจากบรรยากาศแล้ว มันดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ ถ้าหลินเจี๋ยจะหยิบหนังสือออกมาจากชั้นวางด้านหลังเคาเตอร์ เพราะมันจะทำให้ความตั้งใจของเขาเผยออกมาชัดเจนเกินไป
เจ้าของร้านหนุ่มจึงได้ยื่นหนังสือที่เขากำลังอ่านอยู่ก่อนหน้านี้ให้ไปแทน
จี้จือซู่รับมันด้วยใบหน้าอันว่างเปล่า มีคำสามคำที่เขียนไว้บนหน้าปกหนังสือเล่มนั้น ‘เลือดและสัตว์ร้าย’
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาหญิงสาวเคยอ่านหนังสือมามากมาย แต่เธอกลับไม่เคยเห็นหนังสือเล่มนี้มาก่อน
มันถูกเขียนโดยนักเขียนลึกลับจากที่ไหนกัน? นอกจากนี้ ทำไมถึงต้องเป็นหนังสือเล่มนี้?
จี้จือซู่ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางพลิกหน้าหนังสือด้วยความลังเล ครู่ต่อมา รูม่านตาของหญิงสาวก็หดลง จากนั้นสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป
หน้าหนังสือนั้นเต็มไปด้วยตัวอักษรโบราณอัดแน่น บิดเบี้ยว และผันผวนตลอดเวลา ไม่มีอักขระใด ๆ เลยในระยะสองบรรทัดที่เหมือนกัน พวกมันถูกร้อยเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประโยคที่มีความหมายขึ้นมา ตัวอักษรแต่ละตัวล้วนสามารถสร้างคำขึ้นมาได้หลายพันคำ!
นี่มัน… อักขระต้องห้าม!
ใบหน้าของนักล่าสาวซีดลง ร่างกายเริ่มสั่นเทา ข้อมูลที่อยู่ในนั้นน่ากลัวมากเสียจนทำให้เธอคลื่นไส้
จี้จือซู่รีบปิดหนังสือลงทันที พยายามอย่างหนักที่จะควบคุมลมหายใจให้สงบลงอีกครั้ง
ถ้อยคำภายในหนังสือได้สลักความหวาดกลัวลงในจิตใจของเธอ
“กลายพันธุ์เดรัจฉาน!”
บทที่ 3 : เลือดและสัตว์อสูร
บทที่ 3 : เลือดและสัตว์อสูร
“กลายพันธุ์เดรัจฉาน!”
จี้จือซู่เกือบสะดุ้งขึ้นจากที่นั่งด้วยความตกใจ แต่ก็สามารถยับยั้งแรงกระตุ้นเอาไว้ได้ในวินาทีสุดท้าย
คำพูดเหล่านี้ฝังแน่นในใจของเธอราวกับว่าพวกมันฝังรากลึกมาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้หญิงสาวสงสัยว่าความเจ็บปวดที่แผดเผานี้ เป็นความรู้สึกเดียวกันกับการถูกตีตราด้วยเหล็กร้อนรึเปล่า?
สัตว์อสูรกลายพันธุ์ ดึงพลังออกมาจากเลือด และใช้เลือดในการควบคุมพลังนั้น…
เปลือกตาของจี้จือซู่กระตุก ขณะที่เธอกำลังถือหนังสือด้วยมืออันสั่นเทา
นี่มันอะไรกัน!
นักล่าได้พลังมาจากเลือดอสูรของสัตว์มายา การฉีดยาที่ทำมาจากเลือดอสูร ช่วยให้พวกเขาสามารถใช้พลังส่วนหนึ่งของพวกมันได้ อย่างไรก็ตามการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง และมีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิตหลังจากฉีดเข็มแรก
มันเป็นที่รู้จักในฐานะบททดสอบคุณสมบัติสำหรับการเป็นนักล่า
ยิ่งไปกว่านั้น หากปริมาณเลือดอสูรมีมากเกินไป นักล่าก็จะไม่สามารถควบคุมพลังของเลือดอสูรในร่างกายของตัวเองได้อีก และ 'ติดเชื้อ' จนนำไปสู่การกลายพันธุ์
การกลายพันธุ์แบ่งออกเป็นสามระยะ… การบิดเบือนทางบุคลิกภาพ การสูญเสียเหตุผล และการกลายพันธุ์ทางกายภาพ
ยิ่งความเข้มข้นของเลือดอสูรมีมากเท่าไร นักล่าก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่อัตราการกลายพันธุ์เองก็จะยิ่งมีมากขึ้นเช่นกัน
ในบรรดาการกลายพันธุ์ทางกายภาพประเภทต่าง ๆ ผลการกลายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือการกลายพันธุ์เดรัจฉาน
ที่แย่ที่สุดก็คือมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะควบคุมการกลายพันธุ์เดรัจฉาน!
นักล่าเจนศึกที่ได้รับเลือดอสูรปริมาณมาก ล้วนมีความแข็งแกร่งเกินกว่าจะจินตนาการได้ ทว่าในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ต้องทนทุกข์ทรมานกับการกลายพันธุ์
อันที่จริงจี้จือซู่เคยคิดที่จะ 'ละทิ้งความเป็นมนุษย์' และไปรับการฉีดเลือดอสูรครั้งที่สอง เพื่อให้ได้พลังที่จำเป็นในการล้างแค้น อย่างไรก็ตามหญิงสาวไม่คิดมาก่อนเลยว่า จู่ ๆ เจ้าของร้านหนังสือลึกลับคนนี้จะมอบวิธีการควบคุมเลือดอสูรให้กับเธอ!
นี่หมายความว่าเธอจะสามารถควบคุมการกลายพันธุ์เดรัจฉาน ซึ่งเป็นปัญหาพัวพันที่ทั้งนักล่าและจอมเวทไม่สามารถแก้ไขได้ตั้งแต่โบราณกาล!
“หนังสือนี่…”
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังของเลือดในร่างกายที่กำลังค่อย ๆ ไหลเวียนไปตามการควบคุมของเธออย่างช้า ๆ เสียงแหบพร่าของจี้จือซู่ก็สั่นไปด้วยความตื่นเต้น
“นี่คือสิ่งที่นายต้องการให้ฉันงั้นเหรอ?”
ชายหนุ่มตรงหน้าเธอคงจะต้องเสียสติไปแล้วแน่ ๆ!
อีกทั้งยังเป็นคนบ้าที่มีอำนาจอิทธิพลทรงพลังจนน่าทึ่งด้วย!
ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ มันสำคัญมากพอที่จะสามารถทำลายระบบปัจจุบันของกลุ่มนักล่าได้เลยด้วยซ้ำ! ทันทีที่ทักษะนี้แพร่กระจายออกไป นักล่าก็จะหลุดพ้นจากปัญหาของเลือดอสูรได้!
นี่เป็นสิ่งที่เทียบได้กับการรื้อถอนเปลี่ยนระบอบของโลกใบเก่า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ จี้จือซู่อาจจะได้รับการยกย่องว่าเป็นนักบุญ หรือไม่ก็ถูกประณามว่าเป็นคนบาป
ไม่ว่าจะในกรณีใด ทางเลือกแห่งโชคชะตาก็ได้ตกอยู่ในกำมือของหญิงสาวแล้ว และเธอก็ต้องการที่จะทำลายระบอบเก่า ๆ อันล้าหลังนั้น
ขณะที่กำลังก้มหน้ามองหนังสือในมือ ลมหายใจของจี้จือซู่ก็หนักขึ้นเรื่อย ๆ จนเสียงหอบของเธอดังสะท้อนออกมาทั่วร้านหนังสือเล็ก ๆ อันเงียบสงบนี้
อีกด้านหนึ่งหลินเจี๋ยเพียงแต่ถอนหายใจเบา ๆ มองดูหญิงสาวที่กำลังสั่นเทาตรงหน้า
เฮ้อ! เธอเองก็เหมือนกับหญิงสาวคนอื่น ๆ ที่ต้องเผชิญกับการเลิกราสินะ
แม้จะดูเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งและมีอิสระ แต่เธอเองก็มีด้านที่อ่อนแอเหมือนกัน…
แค่ให้กำลังใจ ปลอบโยนไปไม่กี่คำ เธอก็เกือบจะร้องไห้แล้ว…
แต่ในช่วงเวลาแบบนี้ บางทีน้ำตาก็ไม่ได้หมายถึงความโศกเศร้าเพียงอย่างเดียว มันอาจเป็นสัญญาณของการเริ่มต้น และความพร้อมที่จะทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง เตรียมใจที่จะก้าวไปข้างหน้า
หลังจากเปิดเผยด้านที่เปราะบางออกมาแล้ว สิ่งที่เธอต้องการก็คือการสร้างความมั่นใจในตัวเองกลับมา เธอต้องการความกล้าหาญ เพื่อที่จะเชื่อมั่นในตัวเองว่าสามารถยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจต่อหน้าความโหดร้ายของโลกและเผชิญหน้ากับมันได้อีกครั้ง!
“ใช่แล้ว คุณต้องทำมัน คุณต้องทำมัน ละทิ้งสิ่งที่ปิดกั้นไว้ข้างหลังแล้วเผชิญหน้ากับตัวเองอย่างซื่อสัตย์ซะ”
ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ราวกับกำลังพูดกับหญิงสาวและตัวเองไปพร้อม ๆ กัน
“เมื่อเสียงแตรสุดท้ายดังขึ้น ข้าพเจ้าจะเสนอตัวต่อหน้าผู้พิพากษา พร้อมกับหนังสือนี้ในมือ ประกาศเสียงดังว่าข้าพเจ้าได้เป็นผู้กระทำ นี่คือความคิดของข้าพเจ้า นี่คือตัวข้าพเจ้า นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าเป็น ข้าพเจ้าได้ประกาศตัวเอง ณ ที่นี้ บางครั้งชั่วช้า และน่ารังเกียจ บางครั้งมีคุณธรรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างประเสริฐ อย่างที่ท่านได้อ่านไปยังส่วนลึกในจิตวิญญาณของข้าพเจ้า”
หลินเจี๋ยพูดบทบรรยายที่ตัดตอนออกมาจากหนังสือเล่มหนึ่ง
เขามองไปที่จี้จือซู่ด้วยรอยยิ้มและกล่าวต่อ
“เช่นเดียวกับสัตว์ป่า ทุกคนล้วนมีความปรารถนาดั้งเดิม นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงใช่ไหมล่ะ?”
จี้จือซู่เงยหน้าขึ้น มองไปยังมือของหลินเจี๋ยที่ยกถ้วยชนกับถ้วยของเธอ
“คิดว่ายังไงบ้างล่ะ เฉลิมฉลองให้กับวันพรุ่งนี้ไหม?"
หลังจากผ่านไปเป็นเวลานาน…
จี้จือซู่ก็วางหนังสือลงแล้วหยิบชาขึ้นมาดื่มจนหมดถ้วย ก่อนจะยิ้มและพยักหน้าแทนคำตอบ
“ขอบคุณสำหรับการชี้แนะ ฉันจะทำตามความปรารถนานั้นเอง”
หลังจากจิบชาไปแล้ว หลินเจี๋ยที่สังเกตเห็นท่าทีของจี้จือซู่ก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ
เธอดื่มชาจนหมดถ้วยเลยงั้นเหรอ? เมื่อกี้มันเป็นแค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เท่านั้นเองนะ! เราก็แค่อยากให้เธอได้ดื่มชาร้อน ๆ อุ่น ๆ …
นอกจากนี้เราเพิ่งเติมชาไปไม่นานเอง มันน่าจะร้อนจัดเลยไม่ใช่รึไง!
เธอดื่มมันจนหมดในอึกเดียวจนหมดได้ยังไงกัน!
ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร
ก็เธอเพิ่งอกหักมานี่นา บางทีเธอคงจะไม่ได้อยู่ในสภาพที่สติสัมปชัญญะครบถ้วนเท่าไหร่…
หลินเจี๋ยวางถ้วยลงด้วยความไม่สบายใจ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามออกมาในที่สุด
“คุณต้องการไปโรงพยาบาลรึเปล่า?”
จี้จือซู่ส่ายหัว
“ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ แต่ฉันสบายดี”
บาดแผลของเธอส่วนใหญ่หายเป็นปกติแล้ว ระหว่างการพูดคุยก่อนหน้านี้ด้วยพลังของเลือดอสูร
ได้เลย ในเมื่อเธอยืนยันอย่างนั้น เราจะถือว่าเธอสบายดีก็แล้วกัน
ยังไงซะ ถ้าเธอถูกน้ำร้อนลวกปากจริง ๆ เธอก็คงไม่มานั่งพูดสบาย ๆ กับเราแบบนี้หรอก
“คุณอยากพักผ่อนที่นี่อีกสักหน่อยไหม?”
หลินเจี๋ยนำร่มสีดำออกมาจากใต้เคาน์เตอร์แล้วเขย่า
“น่าเสียดายที่ร้านหนังสืออันคับแคบนี้ ไม่ได้มีที่ว่างมากนัก ฉันคงรับรองคุณไว้ได้แค่คืนนี้เท่านั้น”
“รับร่มนี่ไปสิ คุณเอามันกลับไปพร้อมหนังสือได้เลย ระยะเวลายืมหนังสือคือหนึ่งเดือน ขยายเวลาได้สูงสุดเจ็ดวัน ถึงตอนนั้นก็อย่าลืมนำร่มคันนี้ติดมาด้วย ตอนที่แวะมาคืนหนังสือก็พอ”
แทนที่จะเรียกว่าร้านหนังสือ เรียกว่าโกดังหนังสือที่มีบริการซื้อขายและเช่ายืมน่าจะดีกว่า เพราะในร้านนี้นอกจากหนังสือแล้วก็มีเพียงแค่ชั้นหนังสือเท่านั้น
“ไม่เป็นไร อีกเดี๋ยวฉันก็กลับแล้วล่ะ”
จี้จือซู่รับร่มมาพร้อมสมุดลงทะเบียนที่หลินเจี๋ยส่งให้ เพื่อบันทึกรายละเอียดส่วนตัวและลงชื่อยืมหนังสือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหลินเจี๋ย และถามอย่างระมัดระวัง
“นายพอจะบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเองได้รึเปล่า?”
ฉันเหรอ?
นี่เราไม่ได้พูดอะไรเลยเถิดเกินไปใช่ไหม? หรือว่าสาวอกหักจะจิตใจอ่อนแอกว่าที่เราคิด?
หลินเจี๋ยกะพริบตาด้วยความประหลาดใจ แล้วจึงยิ้มออกมาราวกับมืออาชีพอย่างรวดเร็ว
“ฉันชื่อว่าหลินเจี๋ย ก็แค่เจ้าของร้านหนังสือธรรมดา ๆ ที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นเท่านั้นแหละ”
พูดจบชายหนุ่มก็ใส่หนังสือลงในถุงพลาสติกแล้วหันไปดูชื่อบนสมุดลงทะเบียน
จี้จือซู่… หืม?
ถ้าจำไม่ผิด ลูกสาวคนเดียวของจี้ป๋อหนง เจ้าสัวด้านการพัฒนาทรัพยากรในเขตตอนล่างเองก็มีชื่อว่าจี้จือซู่รึเปล่านะ?
หลินเจี๋ยมั่นใจในความทรงจำของตน อีกทั้งชื่อ 'จี้จือซู่' เองก็ค่อนข้างผิดปกติเช่นกัน
นอกจากนี้หญิงสาวตรงหน้าเขายังสวมเสื้อผ้าที่ดูเหมือนถูกสั่งทำพิเศษขึ้นมา ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่เครื่องแต่งกายที่คนทั่ว ๆ ไปจะสามารถหาซื้อมาใส่ได้
หลินเจี๋ยพยายามเต็มที่ เพื่อที่จะรักษาท่าทางอันสุขุมของตนเอาไว้ระหว่างเก็บสมุดทะเบียน
ไม่ผิดแน่ เราตกปลาตัวใหญ่ได้แล้ว
เราโกงได้แน่นอ… ไม่ ๆ หมายถึงหารายได้มากพอที่จะปรับปรุงร้านได้แน่ ๆ!
ในทางกลับกัน จี้จือซู่คิดว่าคำตอบของหลินเจี๋ยหมายความว่าเขาไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยตัวตน แต่เธอก็ไม่ผิดหวังกับคำตอบนี้ ตรงกันข้ามหญิงสาวกลับรู้สึกได้ถึงความคาดหวังที่พุ่งสูงขึ้น
จี้จือซู่คิดว่านี่เป็นบททดสอบของอีกฝ่าย ที่เธอจะต้องพิสูจน์ว่าตัวเองคู่ควร โดยใช้เพียงกำลังของตัวเองกำจัดคนทรยศทั้งหมดและกลับมาภายในกำหนดเวลาหนึ่งเดือนให้ได้
หลังจากนั้น เธอก็จะได้รับขั้นตอนต่อไป…
นักล่าสาวก้าวถอยหลังสองก้าวจากเคาน์เตอร์ ด้วยไม้เท้าซุกอยู่ใต้รักแร้ ถือหนังสือและร่มในมือแต่ละข้าง ก่อนจะก้มคำนับอย่างสุดซึ้ง
“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอตัวก่อน ราตรีสวัสดิ์”
หลินเจี๋ยเกาหัวของเขาด้วยความสับสน แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้หญิงจากตระกูลชั้นสูงผู้ร่ำรวย แต่มารยาทแบบนี้ก็ค่อนข้างจะเวอร์ไปหน่อย
จี้จือซู่หายใจเข้าลึก ๆ เดินออกจากร้าน ปิดประตู เปิดร่ม พร้อมที่จะหายเข้าไปในสายฝนยามค่ำคืน
ทว่าทันใดนั้น จู่ ๆ ร่างกายของหญิงสาวก็ตื่นตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอรีบจับไม้เท้าในทันทีพร้อมที่จะเปิดใช้งานกลไกของมัน
ชายชราถือร่มเข้ามาใกล้เธอ และเขาคนนี้เองก็กำลังถือหนังสืออยู่ในมือเช่นกัน