โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนเวลามาเป็นพระชายากับระบบสมาร์ตโฟนต่างมิติ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 24 เม.ย. 2567 เวลา 11.30 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2567 เวลา 11.30 น. • Kawebook
จู่ๆ ของที่กดสั่งไว้ในเถาเป่าเมื่อชาติก่อน กลับปรากฏอยู่ตรงหน้าในชาตินี้! ทว่า…ทุกสิ่งย่อมมีข้อแลกเปลี่ยน แต่ภารกิจสุดพิสดารนี่มันเกินไปไหม?!

ข้อมูลเบื้องต้น

จู่ๆ ของที่กดสั่งไว้ในเถาเป่าเมื่อชาติก่อน กลับปรากฏอยู่ตรงหน้าในชาตินี้! ทว่า…ทุกสิ่งย่อมมีข้อแลกเปลี่ยน แต่ภารกิจสุดพิสดารนี่มันเกินไปไหม?!

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :Nanjing Wenqi Information Technology Co.,Ltd

ประพันธ์โดย :妖行天下

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย :Glory Forever Co.,LTD (สนพ.กวีบุ๊ค)

แปลและเรียบเรียงโดย : ประกายมุก แก้วไสว

พิสูจน์อักษร :รมิดา แสงสวัสดิ์

บรรณาธิการ : วลีรัตน์ แทนคง

เดิม ‘เยว่เฟิงเกอ’ หวังเพียงสืบทอดตระกูลศิลปะการต่อสู้โบราณ

ทว่า…บัดนี้ต้องมาแต่งเข้าจวนอ๋องต่างเมืองแทน!

ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ ถ้าไม่ใช่เพราะหม้อไฟแสนเอร็ดอร่อย

นางคงไม่ต้องย้อนเวลามาเกิดใหม่อย่างน่าเศร้าเช่นนี้…

.

จู่ๆ ของที่กดสั่งไว้ในเถาเป่าก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้า!!!

นางมองเงินในเถาเป่าที่เหลืออยู่ มีเพียงแค่ห้ามูลค่าการซื้อเท่านั้น…

ไม่ได้การ! ต่อให้บุกป่าฝ่าดงนางต้องหาทางแลกแต้มให้ได้!

.

จุ๊บท่านอ๋องหนึ่งที ได้ยี่สิบมูลค่าการซื้อ

แต๊ะอั๋งหน้าอกท่านอ๋องหนึ่งที ได้สามสิบมูลค่าการซื้อ

ขโมยกางเกงลิงท่านอ๋อง ได้ห้าสิบมูลค่าการซื้อ

.

นี่มันภารกิจโรคจิตแบบไหนกัน!

เอาเถอะ! เมื่อแสงสว่างยังส่องถึงชีวิตก็ต้องไปต่อ

เพื่อบัตรโทรศัพท์ หม้อไฟสุดที่รัก และชีวิตอันมั่งคั่ง เยว่เฟิงเกอย่อมทำได้!

ม่อหลิงหาน said “เยว่เฟิงเกอ คิดจะเล่นกับเปิ่นหวางใช่หรือไม่ ได้สิ เปิ่นหวางจะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเอง อยากจะรู้เหมือนกันว่าใครจะแน่กว่า”


แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ

บทที่ 1 ย้อนอดีต

เยว่เฟิงเกอนอนอยู่บนพื้นเฉอะแฉะ ท่ามกลางความมึนงงสับสน นางได้ยินเพียงเสียงเอะอะของคนแว่วดังอยู่ข้างหู

“ท่านอ๋อง ขอร้องพระองค์ ได้โปรดรีบช่วยพระชายาของหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป พระชายาของหม่อมฉันจะต้องไม่รอดแน่นอนเพคะ” เสียงร้องอ้อนวอนของสาวน้อยคนหนึ่งดังลอดเข้าหูเยว่เฟิงเกอ

เยว่เฟิงเกอฝืนออกแรงลืมตา ก่อนจะเห็นสาวใช้คนหนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นที่ห่างออกไปไม่ไกล คนดูเหมือนจะอายุราวๆ สิบสามสิบสี่ปี ดวงหน้าในยามนี้อาบย้อมไปด้วยน้ำตา ทั้งยังกำลังโขกศีรษะให้ชายร่างสูงใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า

“ท่านอ๋อง เมื่อครู่เป็นชายารองที่เตะพระชายาของหม่อมฉันจนตกลงไปในสระบัว ขอร้องพระองค์ ได้โปรดรีบช่วยพระชายาด้วยเถิดเพคะ” สาวใช้ตัวน้อยสะอื้นไห้ทั้งน้ำตาด้วยหวังว่าชายตรงหน้าจะเชื่อคำของนางแล้วยื่นมือเข้าช่วยเจ้านายตน

ทว่า ชายที่นางเรียกขานว่าท่านอ๋องกลับยังคงไม่กล่าววาจาใด และเป็นเวลาเดียวกันนั้นเองใบหน้าของนางกลับถูกคนผู้หนึ่งตบเข้าหนึ่งฝ่ามือ

“ทาสชั้นต่ำ เจ้าหาได้มีสิทธิ์กล่าววาจาที่นี่ไม่ อย่ามาพ่นเลือดใส่ผู้อื่น [1] ต่อหน้าท่านอ๋องเช่นนี้ นายหญิงของข้าจะทำเรื่องไร้คุณธรรมเช่นนั้นได้อย่างไร เป็นพระชายาของเจ้าต่างหากที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ถึงได้กระโดดลงไปในสระบัวเอง แต่เจ้ากลับเอ่ยวาจาโป้ปด ใส่ร้ายนายหญิงของข้าต่อหน้าท่านอ๋อง ข้าจะตีเจ้าให้ตาย”

สาวใช้อีกนางหนึ่งเอ่ยขึ้น จากนั้นกระหน่ำตบตีลงบนใบหน้าของสาวใช้ตัวน้อยด้วยมือทั้งซ้ายขวา

เยว่เฟิงเกอมองฉากตรงหน้า รู้สึกเพียงว่าศีรษะปวดร้าวจนแทบระเบิด

เดิมทีเธอกำลังนั่งกินหม้อไฟกึ่งสำเร็จรูป [2] อยู่ในบ้าน หม้อไฟนั้นเผ็ดร้อนเป็นอย่างยิ่งจนเธอถึงกับต้องสบถออกมาว่า เผ็ดชิ--าย ก่อนที่สุดท้ายดวงตาทั้งคู่จะมืดดับไปพร้อมๆ กับสติสัมปชัญญะที่เลือนหายไปในทันที

มิคาดเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาจะได้พบฉากน้ำเน่าเช่นนี้ตรงหน้า

ในยามที่เยว่เฟิงเกอกำลังรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งอยู่นั้น ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของตัวเธอพลันถาโถมเข้ามาในสมอง

วินาทีนั้นเธอถึงได้รู้ตัวว่า แท้ที่จริงแล้วตนเองได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่อย่างน่าเศร้า มิหนำซ้ำยังต้องย้อนเวลากลับมาในแคว้นเป่ยชวนที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนด้วย

เจ้าของร่างเดิมนั้นเป็นองค์หญิงจากแคว้นอื่นที่มีนามว่า ‘แคว้นเสวี่ยอวี้’ โดยฐานะในปัจจุบันคือ ชายาจั้น [3] อ๋องแห่งแคว้นเป่ยชวน

ตามหลักแล้วองค์หญิงแห่งแคว้นเสวี่ยอวี้ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องอันใดกับจั้นอ๋องแห่งแคว้นเป่ยชวน

ทว่าเจ้าของร่างเดิมกลับได้ยินมาว่าจั้นอ๋องผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรด้านการสงครามผู้นี้กลับมีชายารองอยู่เพียงผู้เดียว ยังไม่ได้แต่งตั้งพระชายาเอก

ดังนั้น ยามที่เจ้าของร่างเดิมได้เห็นภาพเหมือนของจั้นอ๋อง ก็เกิดอาการหลงดอกไม้ [4] ปักจิตปักใจคิดแต่จะแต่งเข้ามาอยู่แคว้นเป่ยชวน จึงได้ไปขอร้องอ้อนวอนเสด็จพ่อให้ประทานตนให้แต่งกับจั้นอ๋องแห่งแคว้นเป่ยชวน

ฮ่องเต้แคว้นเสวี่ยอวี้ทรงรักใคร่องค์หญิงพระองค์นี้มาก จึงอาศัยข้ออ้างที่สองแคว้นมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นต่อกัน ส่งเจ้าของร่างเดิมมาแต่งให้ท่านอ๋องแห่งสงครามไกลถึงที่นี่ ให้นางได้เป็นชายาจั้นอ๋องสมดังใจปรารถนา

ส่วนสาวใช้ที่ถูกตบปากก็คือสาวใช้แต่งเข้าตามภรรยา นามว่าชิงจื่อ

เยว่เฟิงเกอมองอาภรณ์ที่เปียกซ่กบนร่างก็ตระหนักได้ว่าเมื่อครู่เป็นชายารองฉินหว่านที่ถีบเจ้าของร่างเดิมจนตกลงไปในสระบัว ทำให้คนต้องจมน้ำตายในที่สุด

กระทั่งจั้นอ๋องมาถึง ฉินหว่านถึงได้ทำทีให้คนควานหาเอาร่างเจ้าของร่างเดิมขึ้นมา ทั้งยังแสร้งสร้างสถานการณ์ว่าเป็นเจ้าของร่างเดิมที่กระโดดลงสระลงไปเองเพราะอยากจะฆ่าตัวตาย

อีกทั้งเหตุการณ์เมื่อครู่นี้เยว่เฟิงเกอยังเห็นเต็มสองตาว่าสาวใช้ข้างกายของฉินหว่านถึงขั้นตบหน้าชิงจื่อ ขณะที่จั้นอ๋องและชายารองฉินหว่านกลับทำเพียงยืนอยู่ตรงนั้น เมียงมองคนถูกกระทำด้วยสายตาเย็นชา ไม่มีใครมีความคิดที่จะเข้าขัดขวางเลยแม้แต่น้อย

เยว่เฟิงเกอทนไม่ไหวอีกต่อไป นางหยิบก้อนหินก้อนเล็กข้างกายขึ้นมาแล้วเขวี้ยงไปทางสาวใช้นิสัยไม่ดีคนนั้นทันที

ชั่วครู่ต่อมาหญิงผู้เคราะห์ร้ายได้แต่ส่งเสียงร้อง “กรี๊ด” ออกมาอย่างน่าเวทนา ดวงตาของนางถูกก้อนหินน้อยๆ กระทบเข้าอย่างจัง ความรู้สึกเจ็บปวดนี้ทำเอานางต้องกุมดวงตาไว้ ทรุดกายนั่งลงกับพื้นทันที

เมื่อนางนำมือที่เกาะกุมดวงตาออกมาดู ก็เห็นว่ากลางฝ่ามือเต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน

เรื่องนี้เกิดขึ้นกะทันหันเกินไป แม้แต่จั้นอ๋องและชายารองฉินหว่านเองก็ยังมองไม่ทันเห็นว่าใครเป็นผู้เขวี้ยงก้อนหินก้อนนั้นมา

และก็แน่นอนว่า ไม่มีใครคาดคิดว่าพระชายาเยว่เฟิงเกอที่เดิมทีน่าจะตายไปแล้ว

ยามนี้ได้นางจะกลับมามีชีวิตอีกครา…

เชิงอรรถ

[1] พ่นเลือดใส่ผู้อื่น(血口喷人)หมายถึง การใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นอย่างร้ายกาจ

[2] หม้อไฟกึ่งสำเร็จรูป(自热火锅)หมายถึง หม้อไฟในถ้วยที่สามารถร้อนได้เองโดยไม่ต้องเติมน้ำร้อน ขอแค่มีน้ำเปล่าขวดเดียวก็พอ เพราะภายในถ้วยได้บรรจุถุงร้อนไว้

[3] จั้น(战)แปลว่า สงคราม

[4] หลงดอกไม้(花痴)เป็นคำสแลง แปลว่า บ้าผู้ชาย

บทที่ 2 เยว่เฟิงเกอ เจ้าเป็นคนหรือเป็นผี

เยว่เฟิงเกอยืนขึ้นมองฉินหว่านด้วยสายตาเย็นชา แม้สตรีนางนี้จะหน้าตางดงามยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน ทว่าจิตใจกลับมืดมิดดำสนิท

“คนของข้า เจ้ากลับกล้าแตะต้อง ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ สินะ! ” เสียงของเยว่เฟิงเกอดังแว่วเข้าหูของคนทั้งกลุ่ม

เมื่อฉินหว่านได้ยินเสียงของอีกฝ่ายก็มีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างว่องไว นางหันศีรษะไปมองเยว่เฟิงเกอที่ยามนี้มาหยุดยืนอยู่ข้างชิงจื่อแล้ว

“เยว่เฟิงเกอ เจ้าเป็นผีหรือเป็นคน? ” ฉินหว่านคล้ายเห็นผีก็ไม่ปาน ดวงหน้าซีดขาวหาใดเปรียบ

ยามนี้เยว่เฟิงเกอไม่แม้แต่จะมองฉินหว่าน นางทำเพียงก้มศีรษะลงไปมองใบหน้าของชิงจื่อที่บวมแดงเป็นแถบ อีกทั้งมุมปากยังมีหยดเลือดไหลซึมออกมาอีกด้วย

เมื่อชิงจื่อได้ยินเสียงของเยว่เฟิงเกอ นางไม่แม้แต่จะหวาดกลัว ซ้ำยังรีบหันศีรษะไปทางผู้เป็นนายด้วยใจตื่นเต้น

ยามที่ชิงจื่อสบเข้ากับดวงตากระจ่างใสกลมโตของเยว่เฟิงเกอ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้น “พระชายา ท่านยังไม่ตาย ช่างดีเหลือเกินเจ้าค่ะ”

เยว่เฟิงเกอไม่กล่าววาจา นางเพียงกวาดสายตาไปมองเหล่าคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้

ในเวลาเดียวกันนี้ ยามสาวใช้ที่ถูกหินกระแทกตาได้ยินเสียงของเยว่เฟิงเกอเข้าก็ตกใจจนอดตัวสั่นไม่ได้

นางเงยหน้าขึ้นมองเยว่เฟิงเกอด้วยดวงตาที่เหลืออีกข้าง

ยามได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดๆ ก็ถึงกับตกใจจนเกือบหวีดเสียงร้องออกมา

ใบหน้าของสตรีตรงหน้าเต็มไปด้วยสีสัน ใต้ขอบตาคู่นั้นยังมีเส้นทึบสีเข้มวาดไว้อยู่เลย

ยิ่งไปกว่านั้น ผมเผ้าที่ถูกปล่อยสยายกระเซอะกระเซิงของอีกฝ่ายยังชวนให้ตื่นตกใจเสียยิ่งกว่าเจอผี

ส่วนชายที่ถูกเรียกว่าท่านอ๋อง ยามเห็นหน้าของเยว่เฟิงเกอก็อดขมวดคิ้วไม่ได้

เขาไม่ชอบใจพระชายาที่มีรูปลักษณ์เช่นนี้เท่าไรนัก วันทั้งวันเอาแต่แต่งเติมสีสันละเลงลงไปบนใบหน้า อีกทั้ง บนร่างของนางก็ไม่รู้รมกำยานไว้กี่ชนิด กลิ่นที่เสียดจมูกนั้นแทบจะทำให้คนสำลักตาย

ยิ่งไปกว่านั้น พระชายาองค์นี้ยังชอบมาปรากฏกายต่อหน้าเขา อยู่ดีไม่ว่าดี ไม่มีเรื่องอะไรก็ยังชอบมาโผล่ตรงหน้าเขา ท่าทางของนางเหมือนภมรหลงมวลบุปผาไม่มีผิด สายตาที่จดจ้องมองมาที่เขา ช่างทำให้คนที่ได้เห็นรู้สึกอยากจะอาเจียน

เยว่เฟิงเกอไม่รู้ว่าในใจของเขากำลังคิดสิ่งใด ยามนี้ความสนใจทั้งหมดของนางจดจ่ออยู่เพียงเรื่องที่ชิงจื่อถูกตบเท่านั้น

ถึงแม้ระหว่างนางและชิงจื่อจะไม่มีความผูกพันใดต่อกัน แต่จะอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นถึงสาวใช้ที่แต่งเข้าตามของเจ้าของร่างเดิม แค่ในจุดนี้ เยว่เฟิงเกอก็เห็นสมควรให้ต้องลุกขึ้นมาปกป้องอีกฝ่ายให้ดีแล้ว

สำหรับเยว่เฟิงเกอคนนี้เป็นคนที่ชอบให้ท้ายคนของตนเป็นที่สุด คนของนาง นางแตะได้เพียงคนเดียว หากคนอื่นบังอาจมาแตะต้องย่อมจะเท่ากับกำลังรนหาที่ตาย

เมื่อถูกสายตาเย็นชาของเยว่เฟิงเกอเบิกถลึงจ้องใส่ สาวใช้นามเฉี่ยวอวี้ก็ยิ่งตกใจจนได้แต่ใช้มือกุมดวงตาแล้วก้มหน้างุด ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองอีก

ฉินหว่านมองสาวใช้ของตนที่ถูกหินทำร้ายจนบาดเจ็บ ชั่วขณะนั้นนางก็เข้าใจในทันที เยว่เฟิงเกอต้องเป็นคนทำอย่างแน่นอน

ยามนี้นางโกรธจนอยากจะตวัดมือตบหน้าเยว่เฟิงเกอ แต่เพราะจั้นอ๋องยังทรงยืนอยู่ข้างกาย จึงไม่อาจทำอันใดให้มากความได้ สิ่งที่นางทำได้มีแค่การหันศีรษะไปมองจั้นอ๋อง ม่อหลิงหาน เพียงเท่านั้น

“ท่านอ๋อง ขอพระองค์ทรงคืนความยุติธรรมกับหม่อมฉันด้วยเพคะ หม่อมฉันไม่เคยเตะพระชายาตกให้สระน้ำ เป็นนางที่คิดไม่ตก จึงได้กระโดดลงไปในสระบัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น หม่อมฉันยังเป็นคนสั่งให้บ่าวรับใช้ดำน้ำลงไปช่วยนางขึ้นมา เรื่องนี้ฟ้าดินเป็นพยานให้ได้นะเพคะ”

ม่อหลิงหานมองเยว่เฟิงเกอด้วยสายตาเย็นชา ไม่กล่าววาจาแม้ประโยคเดียว

จนถึงตอนนี้เขาก็นับว่ารู้แล้วว่าก้อนหินเมื่อครู่เป็นผู้ใดที่เขวี้ยงมาเช่นกัน

เยว่เฟิงเกอไม่สนใจฉินหว่านเลยแม้แต่น้อย นางมองสาวใช้ชิงจื่อที่คุกเข่าอยู่บนพื้น “เจ้า ลุกขึ้นเถิด คุกเข่าอยู่บนพื้นเช่นนั้น คงหนาวแย่”

ชิงจื่อเงยหน้ามองม่อหลิงหาน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่กล่าววาจาใด ถึงได้ลุกขึ้นยืน จากนั้นจึงใช้มือทั้งสองข้างกอบกุมพวงแก้มที่บวมแดงไว้แล้วก้มหน้าลงไปอย่างขลาดกลัว ไม่กล้าส่งเสียงใด

ริมฝีปากบางของบุรุษขยับเปิด สุรเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความเย็นชาถูกเปล่งออกมา “เยว่เฟิงเกอ ก้อนหินเมื่อครู่ เจ้าเป็นคนเขวี้ยงมาหรือ? ”

ตอนนี้เองเยว่เฟิงเกอถึงได้หันไปมองบุรุษผู้นั้น

บทที่ 3 ทำให้ตาอีกข้างของนางบอดเช่นกัน

บุรุษผู้นี้สวมอาภรณ์ยาวสีขาวสลับดำ รูปร่างสูงโปร่ง แผ่นหลังตั้งตรงเหยียดสง่า ผมดำสยายยาวราวสายน้ำตก เขาใช้เพียงปิ่นหยกชิ้นเดียวกลัดไว้กลางศีรษะ ดวงหน้าประณีตงดงาม กลิ่นอายสูงส่งไม่ธรรมดา

ยามนี้ริมฝีปากบางสีแดงอ่อนของเขาขบเม้มน้อยๆ หว่างคิ้วขมวดแน่น ท่าทีดูรำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง

ที่แท้เขาก็คือจั้นอ๋องม่อหลิงหานที่เจ้าของร่างเดิมปักใจอยากตบแต่งด้วย หน้าตาช่างชวนสร้างความโกลาหลให้ทั้งสวรรค์ชั้นฟ้าและผืนพิภพจริงๆ มิแปลกใจเลยที่เจ้าของร่างเดิมจะลุ่มหลงเขาถึงเพียงนั้น

น่าเสียดายที่นางไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม

นางไม่สนใจบุรุษที่เลือดเย็นไร้น้ำใจเช่นนี้

“ถูกต้อง ข้าเป็นคนเขวี้ยงหินนั่นเอง” เยว่เฟิงเกอพูดไปก็ยักคิ้วไปด้วย ท่าทางของนางยามนี้ราวกับกำลังกล่าวว่า แล้วจะอย่างไร เจ้าจะทำอะไรข้าได้?

ม่อหลิงหานคิดไม่ถึงว่าเยว่เฟิงเกอจะยอมรับแต่โดยดี อีกทั้งยังรวดเร็วถึงเพียงนี้ เขาชี้นิ้วไปที่สาวใช้นามเฉี่ยวอวี้ “ก้อนหินเมื่อครู่ขว้างถูกดวงตานาง หากว่าตาของนางไม่เป็นกระไรก็ช่างมันเถอะ ทว่าหากตาของนางบอดขึ้นมาจริงๆ เจ้าจะต้องรับผิดชอบทั้งหมด”

เยว่เฟิงเกอคิดไม่ถึงว่าในจวนของจั้นอ๋อง สถานะของเจ้าของร่างเดิมยังเทียบสาวใช้คนหนึ่งไม่ได้ด้วยซ้ำ

ถึงแม้เจ้าของร่างเดิมจะสูงส่งเป็นถึงพระชายาเอก แต่เพราะลุ่มหลงในตัวจั้นอ๋องมากเกินไปจนมักจะแสดงนิสัยและท่าทางอ่อนแอต่อหน้าเขาเสมอ นานวันเข้าจึงทำให้ตนต้องตกอยู่ในสถานะที่มีแค่ฐานะ แต่ไร้ซึ่งอำนาจ

ด้วยเหตุนี้ เจ้าของร่างเดิมจึงถูกชายารองฉินหว่านรังแกอยู่เสมอ อีกฝ่ายมักจะสรรหาสารพัดวิธีมาหลอกล่อ ทว่า เพียงเพื่อจะได้พบจั้นอ๋อง เจ้าของร่างเดิมถึงได้ยังคงยอมเชื่อคำของฉินหว่านเรื่อยมา

ครั้งนี้ก็เป็นฉินหว่านที่หลอกเจ้าของร่างเดิมให้มาที่นี่ นางบอกว่าจั้นอ๋องชวนนางมาชมดอกบัว สุดท้ายเจ้าของร่างเดิมที่ยังไม่ทันได้พบจั้นอ๋อง กลับได้แรงถีบของฉินหว่านมาแทน

เวลาเดียวกับที่ภายในใจของเยว่เฟิงเกอกำลังนึกสงสารเจ้าของร่างเดิมอยู่นั้น บนใบหน้าของนางกลับค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มเย็นชาออกมา นางชี้ไปที่สาวใช้นามเฉี่ยวอวี้ ก่อนกล่าวว่า “หากว่าดวงตาข้างนี้ของนางบอดสิ้น เช่นนั้นหม่อมฉันก็จะทำให้ดวงตาอีกข้างของนางบอดตามไปด้วย”

“บังอาจ” ม่อหลิงหานคิดไม่ถึงว่าเยว่เฟิงเกอจะกล้ากล่าววาจาเลวร้ายเช่นนี้ออกมา ในใจเขายามนี้จึงยิ่งดูถูกดูแคลนสตรีตรงหน้ามากขึ้นไปอีก

หากไม่ใช่เพราะฮ่องเต้ทรงร้องขอให้อภิเษกองค์หญิงแห่งเสวี่ยอวี้องค์นี้เป็นภรรยา เขาไม่มีทางเห็นสตรีเช่นนี้อยู่ในสายตาแน่

สำหรับจั้นอ๋องที่ไม่ชมชอบการใกล้ชิดกับสตรีใด ไม่ว่าจะแต่งกับใครก็ล้วนเป็นแค่การแต่งงานทางการเมืองทั้งสิ้น

เขาไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกใดกับสตรีทั้งสองนาง เพียงแค่เลี้ยงดูพวกนางไว้ในจวนอ๋องเป็นพอ

ดังนั้น การแย่งชิงทะเลาะเบาะแว้งเล็กๆ ระหว่างพวกนาง เขาไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว ทั้งยังไม่อนุญาตให้บ่าวรับใช้คนใดนำเรื่องเช่นนี้มาแจ้งต่อเขาด้วย

ทว่า หากไม่ใช่เพราะครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ ม่อหลิงหานคงไม่มัวมาสนใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นอยู่ที่นี่แน่

“ท่านอ๋องดูสิเพคะ นางกล่าวอันใดออกมา ทั้งๆ ที่อยู่ต่อหน้าพระองค์แท้ๆ แต่นางก็ยังกล้าบอกว่าจะทำให้ดวงตาอีกข้างของสาวใช้หม่อมฉันบอด ท่านอ๋องจะปล่อยนางไปไม่ได้นะเพคะ มิฉะนั้นคงจะเป็นการเลี้ยงลูกเสือไว้ให้เป็นภัยในภายหลัง” ฉินหว่านจับชายชุดของม่อหลิงหาน ดวงตาทั้งคู่รีบบีบหยาดน้ำให้ไหลริน

เพียงแต่สายตายามที่นางมองเยว่เฟิงเกอกลับดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง

ฉินหว่านไม่มีทางปล่อยโอกาสที่จะได้ล้มชายาเอกในครั้งนี้ให้หลุดมือไปแน่

ในเมื่อเยว่เฟิงเกอกล้ากล่าววาจาชั่วร้ายออกมาต่อหน้าม่อหลิงหาน เช่นนั้นนางก็มีความมั่นใจมากว่าจะสามารถทำให้ม่อหลิงหานสังหารเยว่เฟิงเกอเสียเดี๋ยวนี้ได้

เมื่อก่อนไม่ว่าฉินหว่านจะรังแกอีกฝ่ายอย่างไร ม่อหลิงหานก็ล้วนลืมตาข้างหนึ่งปิดตาข้างหนึ่งเสมอ ทำเอานางนึกเข้าใจมาตลอดว่าม่อหลิงหานรักใคร่ตน แต่เพราะนิสัยของเขาที่ติดจะเย็นชาและไว้ตัว ถึงได้ไม่ยินดียินร้ายต่อนาง

แต่ที่จริงแล้วใจเขาอยู่ข้างนางเสมอ

ทางด้านม่อหลิงหาน ชายชุดของเขาถูกฉินหว่านจับไว้เช่นนั้น ความไม่พอใจในใจก็ปะทุขึ้นมาทันที

เขาเป็นโรครักความสะอาดขั้นสุด จึงรังเกียจการถูกผู้อื่นสัมผัส คงยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถูกฉินหว่านฉุดกระชากอาภรณ์สะอาดสะอ้านของเขาเช่นนี้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...