แผลเบาหวานทำไมน่ากลัว? รักษายาก-หายช้า ร้ายแรงถึงขั้นตัดขา?
แผลเบาหวาน (Diabetic Ulcer) เป็นแผลเรื้อรังที่ผู้ป่วยเบาหวานพบได้บ่อยที่สุดเนื่องจากผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะมีไขมันที่ไม่ย่อยสลายไปจับกับเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดตีบและแข็งเกิดการอุดตันในที่สุด ส่งผลให้แผลหายยากเพราะไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงนอกจากผู้ป่วยระบบประสาทรับความรู้สึกจะเสื่อม รับความรู้สึกได้น้อยลงหรือไม่ได้เลยจึงทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย เนื่องจากอาการเจ็บที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติช่วยให้ระวังการเกิดบาดแผล
9 อาการเบาหวาน สัญญาณที่อาจมองข้าม เช็กก่อนคุมไม่ได้อันตรายถึงชีวิต
“เบาหวาน” ควบคุมน้ำตาลในเลือดไม่ดี เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนร่างกายทั้งระบบ
ดังนั้นบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยเบาหวานมีแผล กว่าจะรู้ตัวแผลก็ลุกลามไปมากแล้ว อีกทั้งการที่ระบบประสาทสั่งการผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เท้าผิดรูป เท้าบิดเบี้ยว เนื้อบริเวณปุ่มกระดูกบางแห่งต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกิดเป็นแผลได้เช่นกัน
กว่าจะรู้สึกเมื่อแผลก็รุนแรงแล้ว ทำให้รักษายาก หายช้า และอาจร้ายแรงถึงขั้นตัดเท้า
กลุ่มเสี่ยงแผลเบาหวาน
กลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดแผลเบาหวาน คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นแผลเบาหวานเรื้อรังมานาน 5 – 10 ปี ยิ่งเป็นเบาหวานนานหลายปียิ่งเสี่ยงที่จะเกิดบาดแผล
ลักษณะของแผลเบาหวาน
- แผลต้องเกิดกับผู้ป่วยเบาหวาน
- แผลมักเกิดในตำแหน่งปลายมือ ปลายเท้า หรือตำแหน่งรับน้ำหนัก
- แผลหายช้าหรือไม่หาย
อันตรายของแผลเบาหวาน
- เรื้อรังรักษายาก เพราะแผลเบาหวานเป็นแผลเรื้อรัง ถ้าควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดีจะหายยาก
- หายช้า เนื่องจากแผลเบาหวานเกิดจากหลอดเลือดแดงตีบ ทำให้เลือดนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายได้ไม่ดี ทำให้แผลขาดเลือดไปเลี้ยง แผลหายยาก หายช้า หรืออาจไม่หาย
- ปลายประสาทเสื่อม เกิดจากอาการชา ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ ไม่รู้ว่าเกิดแผล ทำให้แผลลุกลามมากได้
- เท้าผิดรูป ร่วมกับผิวแห้งหนาผิดปกติ เกิดหนังหนา ๆ เป็นก้อนนูนออกมากดเนื้อเยื่อข้างใต้ เรียกว่า Callus หากเท้าผิดรูปบิดเบี้ยว เกิดแรงกดเฉพาะที่จะทำให้เนื้อเยื่อตายรักษายาก
- ระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อม เนื่องจากเส้นประสาทไม่ดี มีผลต่อต่อมไขมันและต่อมเหงื่อ ทำให้การผลิตและหลั่งไขมันลดลง ส่งผลให้ผิวแห้ง แตก เกิดแผลได้ง่าย
- เสี่ยงสูญเสียนิ้วและเท้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดแผลเรื้อรังและติดเชื้อรุนแรงมากกว่าคนปกติ
หลักการดูแลรักษาแผลเบาหวาน
ดูแลเหมือนแผลทั่วไปตามคำแนะนำและการรักษาของแพทย์เฉพาะทาง
รักษาที่ต้นเหตุหรือสิ่งที่ทำให้เกิดแผล ได้แก่ ควบคุมน้ำตาล ดูแลเส้นเลือดตีบ ดูแลเส้นประสาทที่เสื่อม หากเท้าผิดรูปควรแก้ที่รองเท้า ระวังไม่ให้เกิดแรงกดทับบริเวณ Callus เช่น หนุนตรงอื่นไม่ให้ถูกกดทับ เป็นต้น
การบำบัดรักษาด้วยออกซิเจนความดันสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy – HBOT) โดยให้ผู้ป่วยหายใจด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ขณะนอนอยู่ในห้องที่มีความดันภายในมากกว่าความกดดันของบรรยากาศ (Hyperbaric Chamber) เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนในปริมาณที่สูงกว่าลดการบวมของเนื้อเยื่อ ส่งเสริมการซ่อมแซมบาดแผล ทำให้แผลหายเร็ว
ชนิดโรคเบาหวานตามสาเหตุของโรค เช็กสัญญาณเสี่ยงโรคแทรกซ้อนอันตราย
ดูแลรักษาเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน
- ควบคุมเบาหวานให้ดี
- ทำความสะอาดเท้าทุกวัน
- ตรวจเท้าและฝ่าเท้าทุกวัน เช็กดูว่ามีแผลที่เท้าหรือมีรอยถลอกหรือไม่
- ทาครีมไม่ให้เท้าแห้งแตก ยกเว้นซอกนิ้วเท้าไม่ต้องทาต้องให้แห้งอยู่เสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- ถ้าเท้าผิดรูปอาจต้องตัดรองเท้าให้รับกับรูปเท้า
ทั้งนี้ควรรักษาที่ต้นเหตุหรือสิ่งที่ทำให้เกิดแผล ได้แก่ ควบคุมน้ำตาล ดูแลเส้นเลือดตีบ ดูแลเส้นประสาทที่เสื่อม หากเท้าผิดรูปควรแก้ที่รองเท้า ระวังไม่ให้เกิดแรงกดทับบริเวณ Callus เช่น หนุนตรงอื่นไม่ให้ถูกกดทับ เป็นต้น เรื่องสำคัญที่ต้องรีบรักษาโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้แผลลุกลามรุนแรงจนเกินเยียวยา ซึ่งการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านการดูแลบาดแผลที่พร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีในการรักษา พร้อมทั้งการติดตามดูแลรักษากับแพทย์เฉพาะทางด้านโรคเบาหวาน ย่อมช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น และทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ
น้ำตาลในเลือดตก ควรรีบกินอะไร? แนะวิธีป้องกันอาการเวียนหัวง่ายวูบบ่อย
ป่วยเบาหวานก็ออกกำลังกายได้ ยึดหลัก FITT ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้น!