อย่าเป็น “กบต้มนั่งอธิษฐานในเรือรั่ว”
คอลัมน์ : เช้านี้ที่ซอยอารีย์ ผู้เขียน : ดร.พงศ์นคร โภชากรณ์ (pongnakornp@fpo.go.th)
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา คำถามยอดฮิตคือ เศรษฐกิจไทยเข้าขั้นวิกฤตอย่างที่ถกเถียงกันแล้วหรือยัง ? ผมคิดว่าตัวเลขระยะสั้นยังไม่ชี้ว่าเราวิกฤต แต่ถ้าตัวเลขย้อนไปยาว ๆ ผมว่าเรากำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง เพราะเรามีปัญหาใหญ่หลวงและฝั่งรากลึกมานาน จนทำให้เศรษฐกิจอ่อนเปลี้ยและซึมยาว ผมเรียกสถานการณ์นี้ว่า “กบต้มนั่งอธิษฐานในเรือรั่ว” โดยมีเหตุผล 3 ประเด็น ได้แก่
1.ในระดับเศรษฐกิจมหภาคนั้น สัดส่วนการลงทุนในปี 2539 อยู่ที่ร้อยละ 51 ของ GDP แต่หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540-2541 สัดส่วนนี้ลดลงเหลือไม่เกินร้อยละ 25 ของ GDP แน่นิ่งยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน สิริรวม 25 ปี โดยการลงทุนภาคเอกชนก็ไม่เคยเกินร้อยละ 20 ของ GDP การลงทุนภาครัฐก็ไม่เคยเกินร้อยละ 10 ของ GDP
ส่วนในระดับท้องถิ่น ไปดูเงินอุดหนุนที่รัฐบาลให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะพบว่าท้องถิ่นไหนเก็บรายได้ได้น้อย กลับได้เงินอุดหนุนน้อยตามไปด้วย ทำให้ท้องถิ่นขาดงบประมาณและศักยภาพในการหารายได้ และเป็นแบบนี้มาหลายปี จนทำให้ท้องถิ่นจำนวนมากพัฒนาช้า สถานการณ์นี้อุปมาอุปไมยเหมือนกบที่นั่งแช่ในน้ำที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ และบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร กบทนได้ กว่าจะรู้ตัวก็สู่ขิตเสียแล้ว นี่คือที่มาของคำว่า “กบต้ม”
2.ในช่วงที่การลงทุนกลายเป็นยักษ์หลับหมดพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราก็ได้เครื่องยนต์ตัวใหม่คือ การส่งออกสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมากและรวดเร็วหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้การส่งออกจากที่มีสัดส่วนร้อยละ 41 ของ GDP ในปี 2539 กระโดดขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์ที่มีแรงม้ามากที่สุด นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ปี 2565 สัดส่วนนี้อยู่ที่ร้อยละ 69 ของ GDP
ฉะนั้น หากเศรษฐกิจโลกดี เศรษฐกิจไทยก็จะขยายตัวดีตามไปด้วย แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกแย่ เราก็จะแย่ตามไปด้วย เสมือนเราฝากการเติบโตไว้กับเศรษฐกิจโลกที่ควบคุมไม่ได้ แถมมีความเสี่ยงมากขึ้นทุกวัน นี่คือที่มาของคำว่า “อธิษฐาน”
3.เมื่อดูการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย เทียบกับเศรษฐกิจโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พบว่าช่วง 5 ปีแรก (2546-2550) ไทยขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5.6 ต่อปี โลกร้อยละ 5.1 ต่อปี ช่วง 5 ปีที่สอง (2551-2555) ไทยขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 3.3 ต่อปี โลกร้อยละ 3.2 ต่อปี สะท้อนว่า 10 ปีแรก เราโตเร็วกว่าโลกนิดหน่อย
แต่ช่วง 5 ปีที่สาม (2556-2560) ไทยขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 1.9 ต่อปี โลกร้อยละ 3.5 ต่อปี ช่วง 5 ปีที่สี่ (2561-2565) ไทยขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 0.9 ต่อปี โลกร้อยละ 2.6 ต่อปี สะท้อนว่า 10 ปีหลังไทยและโลกเติบโตช้าลง ต่างไร้พลังในการฟื้นตัว ซ้ำร้ายไทยโตช้ากว่าโลกชัดเจน
ฉะนั้น การพึ่งพาเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มโตช้าลง และในช่วง 2-3 ปีข้างหน้านี้ ยังไม่เห็นวี่แววว่าเศรษฐกิจโลกกลับไปเติบโตในระดับร้อยละ 5 ต่อปีแบบในอดีต แปลว่าการส่งออกก็คงไม่ได้ขยายตัวมากแบบในอดีตเช่นกัน นี่คือที่มาของคำว่า “เรือรั่ว”
ทั้งหมดที่เล่ามาต้องการชี้ให้เห็นว่า เพื่อป้องกันไม่ให้อาการเศรษฐกิจอ่อนเปลี้ยและซึมยาวลุกลามเป็นปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องเข้าห้องไอซียู เราคงต้องช่วยกัน “ปลุกการลงทุน” ให้ขึ้นมาเป็นฮีโร่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกครั้งโดยด่วน เพื่อปลุกศักยภาพและขีดความสามารถในการเติบโตของประเทศให้ฟื้นและแข็งแรงกว่าเดิม
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้ผูกพันเป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัด
- เศรษฐกิจไทยปี’67 กับความท้าทายเชิงโครงสร้าง
- ประเทศไทย …จะไปทางไหน
- เศรษฐา ลั่น แลนด์บริดจ์สร้างโอกาส-อำนาจต่อรองให้ประเทศไทย
- คำแนะนำจาก IMF ถึงรัฐบาลไทยและ ธปท. นโยบายแบบไหนควร-ไม่ควรทำ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อย่าเป็น “กบต้มนั่งอธิษฐานในเรือรั่ว”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net