โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

อย่าเป็น “กบต้มนั่งอธิษฐานในเรือรั่ว”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ม.ค. 2567 เวลา 01.16 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. 2567 เวลา 00.33 น.

คอลัมน์ : เช้านี้ที่ซอยอารีย์ ผู้เขียน : ดร.พงศ์นคร โภชากรณ์ (pongnakornp@fpo.go.th)

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา คำถามยอดฮิตคือ เศรษฐกิจไทยเข้าขั้นวิกฤตอย่างที่ถกเถียงกันแล้วหรือยัง ? ผมคิดว่าตัวเลขระยะสั้นยังไม่ชี้ว่าเราวิกฤต แต่ถ้าตัวเลขย้อนไปยาว ๆ ผมว่าเรากำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง เพราะเรามีปัญหาใหญ่หลวงและฝั่งรากลึกมานาน จนทำให้เศรษฐกิจอ่อนเปลี้ยและซึมยาว ผมเรียกสถานการณ์นี้ว่า “กบต้มนั่งอธิษฐานในเรือรั่ว” โดยมีเหตุผล 3 ประเด็น ได้แก่

1.ในระดับเศรษฐกิจมหภาคนั้น สัดส่วนการลงทุนในปี 2539 อยู่ที่ร้อยละ 51 ของ GDP แต่หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540-2541 สัดส่วนนี้ลดลงเหลือไม่เกินร้อยละ 25 ของ GDP แน่นิ่งยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน สิริรวม 25 ปี โดยการลงทุนภาคเอกชนก็ไม่เคยเกินร้อยละ 20 ของ GDP การลงทุนภาครัฐก็ไม่เคยเกินร้อยละ 10 ของ GDP

ส่วนในระดับท้องถิ่น ไปดูเงินอุดหนุนที่รัฐบาลให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะพบว่าท้องถิ่นไหนเก็บรายได้ได้น้อย กลับได้เงินอุดหนุนน้อยตามไปด้วย ทำให้ท้องถิ่นขาดงบประมาณและศักยภาพในการหารายได้ และเป็นแบบนี้มาหลายปี จนทำให้ท้องถิ่นจำนวนมากพัฒนาช้า สถานการณ์นี้อุปมาอุปไมยเหมือนกบที่นั่งแช่ในน้ำที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ และบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร กบทนได้ กว่าจะรู้ตัวก็สู่ขิตเสียแล้ว นี่คือที่มาของคำว่า “กบต้ม”

2.ในช่วงที่การลงทุนกลายเป็นยักษ์หลับหมดพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราก็ได้เครื่องยนต์ตัวใหม่คือ การส่งออกสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมากและรวดเร็วหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้การส่งออกจากที่มีสัดส่วนร้อยละ 41 ของ GDP ในปี 2539 กระโดดขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์ที่มีแรงม้ามากที่สุด นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ปี 2565 สัดส่วนนี้อยู่ที่ร้อยละ 69 ของ GDP

ฉะนั้น หากเศรษฐกิจโลกดี เศรษฐกิจไทยก็จะขยายตัวดีตามไปด้วย แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกแย่ เราก็จะแย่ตามไปด้วย เสมือนเราฝากการเติบโตไว้กับเศรษฐกิจโลกที่ควบคุมไม่ได้ แถมมีความเสี่ยงมากขึ้นทุกวัน นี่คือที่มาของคำว่า “อธิษฐาน”

3.เมื่อดูการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย เทียบกับเศรษฐกิจโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พบว่าช่วง 5 ปีแรก (2546-2550) ไทยขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5.6 ต่อปี โลกร้อยละ 5.1 ต่อปี ช่วง 5 ปีที่สอง (2551-2555) ไทยขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 3.3 ต่อปี โลกร้อยละ 3.2 ต่อปี สะท้อนว่า 10 ปีแรก เราโตเร็วกว่าโลกนิดหน่อย

แต่ช่วง 5 ปีที่สาม (2556-2560) ไทยขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 1.9 ต่อปี โลกร้อยละ 3.5 ต่อปี ช่วง 5 ปีที่สี่ (2561-2565) ไทยขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 0.9 ต่อปี โลกร้อยละ 2.6 ต่อปี สะท้อนว่า 10 ปีหลังไทยและโลกเติบโตช้าลง ต่างไร้พลังในการฟื้นตัว ซ้ำร้ายไทยโตช้ากว่าโลกชัดเจน

ฉะนั้น การพึ่งพาเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มโตช้าลง และในช่วง 2-3 ปีข้างหน้านี้ ยังไม่เห็นวี่แววว่าเศรษฐกิจโลกกลับไปเติบโตในระดับร้อยละ 5 ต่อปีแบบในอดีต แปลว่าการส่งออกก็คงไม่ได้ขยายตัวมากแบบในอดีตเช่นกัน นี่คือที่มาของคำว่า “เรือรั่ว”

ทั้งหมดที่เล่ามาต้องการชี้ให้เห็นว่า เพื่อป้องกันไม่ให้อาการเศรษฐกิจอ่อนเปลี้ยและซึมยาวลุกลามเป็นปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องเข้าห้องไอซียู เราคงต้องช่วยกัน “ปลุกการลงทุน” ให้ขึ้นมาเป็นฮีโร่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกครั้งโดยด่วน เพื่อปลุกศักยภาพและขีดความสามารถในการเติบโตของประเทศให้ฟื้นและแข็งแรงกว่าเดิม

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้ผูกพันเป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อย่าเป็น “กบต้มนั่งอธิษฐานในเรือรั่ว”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...