อยู่ๆ ผมก็กลายเป็นตัวประกอบแสนจืดจาง
ข้อมูลเบื้องต้น
เซียงซีรู้ตัวว่าได้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องหนึ่ง โดยไม่มีความทรงจำเดิมของตัวเอง เขาเข้ามาอยู่ในร่างของตัวประกอบแสนจืดจางที่เป็นหนึ่งในสองเพื่อนสนิทของพระเอกนิยาย ทว่ากลับมีบทน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ก่อนจู่ๆ จะหายตัวไปและไม่มีใครพูดถึงอีกเลย
ทว่าทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปในคืนหนึ่งของวันแต่งงานกับพระเอก ตัวประกอบจืดจางตัวจริงได้พาเซียงซีเข้าสู่ห้วงฝันสีขาวและบอกเล่าถึงเหตุการณ์แท้จริงที่ทำให้ตัวประกอบตัวนี้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
รวมถึงภาระหน้าที่ที่เขาต้องทำเพื่อให้หลุดพ้นจากการวนลูปอันแสนอุบาทของพล็อตนิยายเรื่องนี้
**ข้ออธิบาย
นิยายตลก พระนายปากร้ายผิดคาแรคเตอร์
อ่านฟรีทุกวัน วันละ 1 ตอน จนจบ ไม่รวมตอนพิเศษ
มีการติดเหรียญล่วงหน้าในราคา 4 เหรียญ แต่ใครซื้อแล้วก็ไม่ต้องซื้ออีกหากมีการติดเหรียญถาวร
เปิดอ่านฟรีครบหมดแล้วจะติดเหรียญถาวรภายใน 3 วัน สายฟรีอย่าดองตอนเยอะนะคะเดี๋ยวจะอ่านไม่ทัน
การกลับมาติดเหรียญถาวรอาจมีการปรับราคาขึ้น
ตั้งแต่ตอนที่สิบไปอัพวันละสองตอนเป็นอย่างต่ำ เวลาไม่แน่นอน เป็นการทยอยอัพค่ะ
****คำเตือน****
นิยายอาจมีเนื้อหาไม่เหมาะสม มีฉากทารุณกรรมในตอนต้น ฉากฆ่ากัน ฉากเพศสัมพันธ์และอื่นๆ
อีกทั้งเนื้อหาทั้งหมดเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่ง หากไม่ชอบกดปิดค่ะ ไม่จำเป็นต้องคอมเม้นต์บั่นทอนกันเนอะ
สามารถทักท้วงเรื่องคำผิดได้ตลอดอันนี้เรายินดีแก้ไขให้ค่า
อัพตอนละไม่ต่ำกว่า 1200 คำ ขอบคุณค่ะ
ปล.นิยายเน้นอวดความยียวนปากดีของนายเอกและความค่อยๆ รักกันของพระนาย
แน่นอนพระเอกหลงก่อน55555
ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม)พ.ศ. 2558 ห้ามคัดลอกเนื้อหา ภาพประกอป รวมทั้งดัดแปลงแถบบันทึกเสียง ตลับวีดิโอทัศน์ หรือเผยแพร่ด้วยรูปแบบและวิธีการอื่นใดก่อนได้รับอนุญาต
แต่งงานอย่างไม่ทันตั้งตัว
เซียงซีลืมตาตื่นขึ้นมาบนต้นไม้ใหญ่ข้างสระบัว เขารู้สึกได้ถึงความผันผวนก่อนจะปรากฏข้อมูลบางอย่างซึ่งทำให้รู้ว่าเขาได้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ร่างตัวประกอบแสนจืดจางคนหนึ่งในนิยายเรื่องหนึ่ง โดยตัวประกอบผู้นี้เป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทวัยเด็กของพระเอก และมีบทบรรยายถึงแทบจะนับบรรทัดได้ในตอนต้นเรื่อง
ก่อนอื่นต้องขอเกิ่นก่อนว่านิยายเรื่องนี้นั้นเป็นนิยายแนวชายรักชายเน้นการเมืองพอประมาณในสมัยโบราณของแคว้นฉินที่คนเขียนสมุติขึ้นมาเอง
แคว้นฉินเปิดกว้างในเรื่องรสนิยมทางเพศ ทั้งออกกฏหมายให้บรุษกับบุรุษ หรือสตรีกับสตรีสามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกต้อง โดยแต่ละฝ่ายยังแต่งเข้าอนุหญิงอนุชายเพื่อให้มีบุตรสืบทอดในสกุลได้อีกด้วย
ทว่าข้อกำหนดนั้นค่อนข้างเอนเอียนเข้าข้างไปทางฝ่ายที่รับการแต่งเข้ามากกว่า ส่วนฝ่ายที่แต่งเข้าเป็นภรรยาหรือสามีจะต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าบ้านซึ่งก็คือสามีหรือภรรยาเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเป็นต้น
และตัวประกอบที่เซียงซีจับพลัดจับผลูเข้ามาอยู่มีชื่อแซ่เดียวกัน ทั้งเป็นบุตรชายคนโตของเสนาบดีฝ่ายขวาเซียงจื่อจงกับภรรยาเอกเซียงฮูหยิน บุตรสาวคนเดียวของคหบดีลู่ผู้ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวง
แน่นอน เซียงฮูหยินไม่ใช่ภรรยาเพียงคนเดียวของเซียงจื่อจงซึ่งหมายความว่าเซียงซีเองก็ไม่ใช่บุตรชายคนเดียวของเขาเช่นกัน
คราวนี้มาพูดถึงพระเอกนายเอกกันบ้าง
พระเอกเรื่องนี้แซ่เจี้ยน นามหยวน เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของอดีตแม่ทัพเจี้ยน ทว่าปัจจุบันจากพล็อตที่ได้มาครอบครัวเจี้ยนเหลือเขาเพียงผู้เดียวเพราะบิดามารดานั้นตายกันหมดโดยนิยายไม่ได้มีการอธิบายไว้คล้ายนักเขียนเป็นมือใหม่ที่ไม่ใส่ใจรายละเอียดตรงนี้
เจี้ยนหยวนปรากฏตัวในนิยายตอนอายุสิบเจ็ดปี ศึกษาอยู่ในสำนักบัณฑิตที่ขึ้นตรงกับราชสำนักหลวงในเมืองหลวง มีนิสัยพูดน้อย ไม่ชอบแสดงอารมณ์ มักจะทำตัวเฉยชากับผู้คน ยกเว้นกับเพื่อนสนิทสองคนในสำนักบัณฑิตที่โต้ตอบและแสดงออกถึงอารมณ์มากหน่อย
มากหน่อยที่กล่าวมานี้คือขยับปากพูดมากขึ้นหนึ่งหรือสองประโยค
ด้านนายเอกของเรื่องแซ่โม่ นามถาน ปรากฏตัวตอนต้นเรื่องในฐานนะผู้เข้าสอบระดับเมืองหลวง เป็นเด็กกำพร้าที่โตในอารามวัด นิสัยค่อนข้างจริงจังและมีน้ำจิตน้ำใจต่อเพื่อนฝูง ทำให้มีคนรักใคร่มากมายราวกับตกหลุมเสน่ห์ความเป็นตัวเอกของอีกฝ่าย
ภายหลังสอบระดับเมืองหลวงโม่ถานได้ถูกอาจารย์ผู้หนึ่งชักชวนให้เข้าเรียนในสำนักบัณฑิตที่เดียวกับพระเอก
แม้จะบอกว่าเซียงซีทะลุมิติเข้ามาในนิยาย แต่เขาก็มีความทรงจำในพล็อตเรื่องน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เหมือนกับมันแค่แทรกเข้ามาเพื่อให้ได้รับรู้ว่าเขาไม่ใช่คนของโลกนี้ ส่วนด้านความทรงจำของตัวละครก็ขาดๆ หายๆ รู้เพียงว่าลักษณะนิสัยของตัวประกอบจืดจางผู้นี้ช่างไม่สมกับคุณชายที่บิดามีอำนาจและมารดาร่ำรวยเอาเสียเลย
ร่างเดิมถูกพี่น้องในบ้านเอารัดเอาเปรียบ บ่าวไพร่ไม่เคารพ ซ้ำยังเป็นพวกชอบเก็บตัวไม่กล้าพูด หากไม่ถูกเซียงจื่อจินบังคับให้เรียนก็คงจะหมกตัวอยู่แต่ในเรือนของตนเองไม่ย่างกายออกมาทั้งชีวิต
เซียงซีขบคิดถึงปัญหานิสัยในความทรงจำที่ได้รับมาก็ให้ถอนหายใจหนักหน่วง เขายกมือบิดขี้เกียจบนต้นไม้อย่างเหนื่อยหน่ายแล้วหันไปมองยังกลุ่มบัณฑิตที่กำลังส่งเสียงดังอยู่ภายในศาลาแปดเหลี่ยมกลางน้ำห่างออกไปเล็กน้อย กระทั่งได้สบสายตาเข้ากับเจี้ยนหยวน เพื่อนวัยเด็กของตัวประกอบจืดจาง พลันตกใจจนพลัดกายตกจากต้นไม้ลงไปในน้ำ
ตู้ม!
สายน้ำเย็นฉ่ำสาดกระเซ็นสะท้อนกับแสงอาทิตย์
หลานเฉินเพื่อนสนิทที่โตขึ้นมาด้วยกันอีกคนของเจี้ยนหยวนนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นไม้ได้ยินเสียงของหนักตกลงน้ำพลันสะดุ้งตกใจ ครั้นตาลีตาลานหันมองในสระบัวก็พบกับร่างของเซียงซีที่เปียกปอนเพิ่งจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาจนน่าสังเวช
“เสี่ยวซี ถึงวันนี้จะร้อนมากเจ้าก็ไม่ควรกระโดดลงไปในสระบัวอย่างนั้นนะ เกิดป่วยไข้ขึ้นมามารดาของเจ้าได้ร้อนใจอีกแน่”
เซียงซียกมือลูบใบหน้าแล้วยืนขึ้นเต็มความสูงถึงรู้ว่าน้ำในสระบัวลึกแค่ระดับเอวของเขาเท่านั้น “โทษที ข้าแค่นอนดิ้นไปหน่อย”
หลานเฉินพรูลมหายใจแล้วลุกขึ้นไปยืนริมสระ ยื่นมือไปช่วยฉุดให้เซียงซีขึ้นมาจากน้ำและพูดด้วยความเป็นห่วง “คราวหน้าก็ระวังหน่อย ไม่สิ คราวหน้าเจ้าอย่าปีนขึ้นไปนอนบนต้นไม้อีกน่าจะดีกว่า”
เซียงซีเห็นด้วยเงียบๆ พลางกล่าว “อืม คราวหน้าไม่ทำแล้ว”
หลานเฉินส่งผ้าเช็ดหน้าให้ “เจ้ารีบกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่าไหม น่าจะยังทันเข้าเรียนตอนบ่าย”
“ก็ดี” เซียงซีไม่ดื้อรั้นรับผ้าเช็ดหน้าที่มีกลิ่นหอมของหลานเฉินมาเช็ดหน้า
“ให้ข้าไปขออนุญาตใช้รถม้าของสำนักศึกษาให้เจ้าดีหรือไม่”
“ดี ขอบคุณ” เซียงซีพยักหน้า
แต่ใครจะคาดเดาได้ว่าผ่านการตกน้ำมาไม่กี่วันบวกกับอาการไข้ขึ้นสูง เซียงซีที่มีอาการมึนงงก็พบว่าตนนั้นปิดผ้าคลุ่มหน้าสีแดงอยู่บนขบวนเกี้ยวที่มารับเจ้าสาว และกลายเป็นเจ้าสาวของใครสักคนอย่างไม่ทันตั้งตัวเสียแล้ว
จากนั้นภาพก็ตัดมายังเซียงซีโดนใครผู้หนึ่งจับจูงไปทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินและถูกส่งตัวเข้าห้องหอให้นั่งรอเจ้าบ่าวอยู่บนเตียงพร้อมเสียงดังครื้นเครงที่ด้านนอก
เซียงซีแง้มเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวมองเห็นห้องทั้งห้องประดับประดาด้วยสิ่งของสีแดงเป็นมงคล ตรงกลางห้องวางอาหารและสุราไว้สำหรับพิธีแลกเปลี่ยนเหล้ามงคลของบ่าวสาว
เขาปิดผ้าคลุมลงดังเดิม ใช้เวลาอยู่ตามลำพังในห้องเรียบเรียงพล็อตเรื่องนิยายบางส่วนที่ได้รับมา ทว่ากลับไม่ได้ข้อมูลอันใดเพิ่มเติม ในนิยายนอกจากจู่ๆ วันหนึ่งตัวประกอบที่แสนจืดจางคนนี้หายตัวไปอย่างเงียบๆ แล้ว ก็ไร้บทกล่าวถึงเขาอีก
ไม่รู้สนิทกันอย่างไรหนอ ภายหลังเพื่อนสองคนของเซียงซีอย่างหลานเฉินกับพระเอกถึงไม่เคยมีบทสนทนาเกี่ยวกับตัวประกอบที่หายไปคนนี้อีกเลย
นิสัยพระเอกอย่างเจี้ยนหยวนไม่พูดถึงก็หาได้แปลก แต่นิสัยรักพวกพ้องจริงใจกับเซียงซีอย่างหลานเฉินที่เป็นพระรองไม่พูดเลยมันก็แปลกเกินไปแล้ว
อ้อ ลืมไป ไม่เช่นนั้นจะกล่าวว่าเซียงซีเป็นตัวประกอบที่แสนจืดจางของเรื่องได้อย่างไรหากมีคนพูดถึงไปตลอดทั้งเรื่อง?
ประตูห้องเปิดออกและปิดลงเบาๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาอยู่ตรงหน้าเซียงซี
รองเท้าลายปักมงคลสีแดงที่มองเห็นได้จากใต้ผ้าคลุมหน้าทำให้เซียงซีอยากรู้เหลือเกินว่าใครคือเจ้าบ่าวของเขา
เซียงซีไม่มีความทรงจำในกาลก่อน แต่ก็รู้ว่าตนไม่ได้รังเกียจที่จะแต่งงานกับบุรุษด้วยกัน เพราะหากหน้าตาถูกใจก็อยู่กินกันไป ไม่รักไม่เป็นไรมันเป็นเรื่องของร่างกายมากกว่าความรู้สึกลึกซึ้งพวกนั้นอยู่แล้ว แต่หากไม่ถูกใจการมีบิดาเป็นเสนาบดีก็ใช่ว่าจะเอาไว้อวดเฉยๆ เสียหน่อย
ที่สำคัญ เขายังไม่รู้เหตุผลอันใดเลยว่าทำไมจู่ๆ ถึงถูกจับสวมชุดเจ้าสาวส่งให้บุรุษบ้านอื่นกะทันหันโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าเช่นนี้ เกิดพลีพลามไปอาจเป็นภัยต่อตัวเองที่ได้มีชีวิตใหม่ก็ได้
ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวถูกเปิดออกอย่างเบามือ และทำให้เซียงซีได้เห็นหน้าตาเจ้าบ่าวหมาดๆ ท่ามกลางแสงวูบไหวของเปลวเทียนในห้อง
เซียงซีกะพริบตาปริบ และเมื่อปรับสายตาให้มองใบหน้าเจ้าบ่าวของตัวเองได้ชัดเจนก็อ้าปากถามอย่างงุนงงกับสถานการประหลาดเวลานี้อย่างมาก “อาหยวน เหตุใดเจ้าบ่าวถึงเป็นเจ้าเล่า”
TBC
รุนแรงจังเลยนะสามี
ใบหน้าคมคายก้มมองลงมาสบตาเซียงซีให้ความรู้สึกขนลุกซู่
“เจ้าไม่รู้?” เจี้ยนหยวนกล่าวน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาสีดำตัดขาวชัดเจนมองจ้องราวกับจะจับพิรุธคนบนเตียง
“อ่าฮะ ถ้ารู้ข้าจะถามเจ้าหรือ” เซียงซีไม่คิดจะคงลักษณะนิสัยเดิมของตัวละคร ชักสีหน้าหงุดหงิดพลางลุกขึ้นเดินไปนั่งยกกาสุรารินใส่จอกแล้วดื่มรวดเดียวหมด
หลังหายจากอาการป่วยก็โดนจับแต่งตัวส่งขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวทันที วันนี้ทั้งวันจึงยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเขาทำให้เวลานี้เขาหิวแทบจะกินวัวได้ทั้งตัว
“ข้ากับเจ้ามีสัญญาหมั่นหมายกันตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เรื่องนี้เจ้าก็ไม่รู้หรือ?” เจี้ยนหยวนเดินมานั่งลงฝั่งตรงข้ามกับเซียงซีที่จับตะเกียบคีบอาหารใส่ปากอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดจะรอเขาสักนิดก็ให้รู้สึกหิวขึ้นมาบ้าง แถมตอนอยู่ด้านนอกยังถูกแขกเรื่อในงานจับมอมเหล้าจนเกือบเมาทั้งที่กระเพาะว่าง ตอนนี้จึงแสบท้องอยู่เล็กน้อย
เซียงซีคีบเนื้อลำไยในจานเป็ดผัดเปรี้ยวหวานใส่ปากเคี้ยวอย่างไร้เสียงครั้นพอกลืนลงคอถึงพูดว่า “ไม่เห็นมีใครบอกข้าเรื่องนี้เลย”
เขาช้อนสายตามองคนที่นับเป็นเพื่อนสนิทกับร่างกายนี้ “เจ้ารู้แล้วเหตุใดไม่บอกกับข้า ก่อนหน้านี้เราก็เจอกันในสำนักบัณฑิตทุกวัน?”
เจี้ยนหยวนจับตะเกียบ “ข้าก็เพิ่งรู้ในวันที่เจ้าตกน้ำ อีกอย่างหลายวันมานี้เจ้าไม่ได้ไปเรียน”
“อ้อ งั้นใครบอกเรื่องหมั่นหมายนี้กับเจ้ากัน?” เซียงซีพยักหน้าเข้าใจแล้วยื่นตะเกียบคีบหนังเป็ดใส่ปากรอฟัง
เจี้ยนหยวนมองสังเกตการกระทำที่เป็นไปอย่างลื่นไหลของเซียงซีพลางตอบคำถาม “เป็นบิดาของเจ้าส่งจดหมายที่มีลายมือของบิดาข้ามาให้”
เซียงซีเลิกคิ้วข้างหนึ่งมองสบตาพ่อพระเอก “แล้วเจ้าก็เชื่อเขาเหรอ ใจง่ายเกินไปไหม”
“ข้าจำลายมือของบิดาข้าได้”
“ลายมือสามารถปลอมแปลงกันได้ เจ้าก็เชื่อคนง่าย หากในจดหมายบอกให้เจ้าแต่งกับชายพิการอัปลักษณ์เจ้าก็จะแต่งสินะ”
“คนที่ข้าเชื่อไม่ใช่บิดาของเจ้าหรอกหรือ”
เซียงซีแค่นเสียง “คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจหรอก”
“ปลอมลายมือบิดาข้ามาหลอกข้าเพื่อส่งเจ้าที่เป็นบุตรชายคนโตของภรรยาเอกมาเป็นเจ้าสาว เสนาบดีเซียงจะทำเช่นนั้นไปทำไม ข้าหาได้มีประโยชน์อันใดกับเขาไม่”
“เรื่องนี้มาถามข้า ข้าก็ไม่มีคำตอบให้หรอก” เซียงซีกินอาหารทั้งหมดที่อยู่บนโต๊ะไปเล็กน้อยก็สามารถเติมเต็มกระเพาะของเขาได้แล้ว ก่อนจะรินสุราใส่จอกดื่มล้างคออีกหน เขายกแขนวางบนโต๊ะแล้วเท้าคางมองสบตาคนตรงหน้าอย่างหยอกเย้า “ช่างเถิด แต่งก็แต่งแล้ว ว่าแต่เจ้าจะทำอย่างไรต่อ? ดื่มเหล้ามงคลแล้วเข้าหอกับข้าตามพิธีเหรอ”
“เจ้าอยากร่วมหอกับข้า” เจี้ยนหยวนใบหน้ายังคงเฉยชากล่าวพร้อมกับวางตะเกียบลง หยิบผ้าสะอาดบนโต๊ะขึ้นมาเช็ดปาก
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับเจ้า ข้าถูกจับแต่งเข้าบ้านเจ้า คนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจในเรื่องนี้ก็ควรเป็นเจ้าไม่ใช่หรือ” เซียงซียิ้มพราย ใบหน้าแดงเรื่อ เขาเพิ่งรู้ว่าร่างกายตัวประกอบผู้นี้คออ่อนนัก ดื่มสุราไปสองจอกเล็กๆ กลับเมาเหมือนดื่มมาค่อนคืน
“ค่อยว่ากัน” เจี้ยนหยวนทิ้งผ้าเช็ดปากที่ใช้แล้วลงบนโต๊ะ
เซียงซีหัวเราะ “ค่อยว่ากันของเจ้าคือไม่อยากร่วมหอกับข้าสินะ ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจดีว่าหน้าตาธรรมดาสามัญเช่นข้าไปกระตุ้นอารมณ์คนตายด้านเช่นเจ้าไม่ได้หรอก”
ตัวประกอบจืดจางก็คือตัวประกอบจืดจาง นอกจากบทไม่เด่นยังมีหน้าตาแสนธรรมดาไม่เป็นที่จดจำของใครต่อใครอีกต่างหาก จะให้ไปสู้นายเอกซึ่งมีหน้าตางดงาม ไม่ต้องทำอะไรก็ทำให้ผู้คนเกิดใจหวั่นไหวได้อย่างไร
เซียงซีสะอึกกล่าวต่อ “ให้คนเตรียมน้ำ ข้าอยากอาบน้ำสักหน่อย”
เจี้ยนหยวนมองคนเมาที่แค่ดื่มสุราผลไม้ไปสองจอกอย่างนึกขัน เขาลุกไปเปิดประตูเรียกบ่าวไพร่ด้านหน้าเตรียมน้ำอาบให้เซียงซี พอหันกลับมาเห็นคนเมาตั้งท่าจะดื่มสุราอีกจอก มือขาวซีดก็โดนมือใหญ่รวบไปจับไว้ “ไม่ต้องดื่มแล้ว”
เซียงซีทำเสียงจิจ๊ะ เงยหน้าแดงก่ำมองคนที่ยืนค้ำหัว “ก็ข้าหิวน้ำ ในห้องมีแต่สุรา เจ้าจะให้ข้าดื่มอะไรดับกระหายเล่า น้ำขาหมูบนโต๊ะนี่เหรอ”
“รอเดี๋ยว จะให้คนยกน้ำชามาให้” เจี้ยนหยวนอ่อนอกอ่อนใจกับคนเมา หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่อีกฝ่ายที่เป็นเพื่อนสนิท เขาคงเดินสะบัดแขนเสื้อออกไปนอนในห้องหนังสือนานแล้ว
“ให้ไว” เซียงซีสะอึกติดต่อกันอีกหลายครั้ง ต้องลำบากเจี้ยนหยวนที่ไปเรียกหาน้ำชาจากบ่าวไพร่กลับเข้ามาเห็นสภาพน่าสมเพชของเขาแล้วลูบหลังให้ถึงจะดีขึ้น
บ่าวไพร่ในเรือนสกุลเจี้ยนทำงานที่ได้รับคำสั่งกันอย่างว่องไว ไม่นานน้ำอาบที่อุ่นกำลังดีก็เตรียมเสร็จเรียบร้อยด้านหลังฉากกั้น ส่วนเซียงซีได้ดื่มน้ำชาดับกระหายสมใจแล้วอาการสะอึกก็ลดลงเช่นกัน
“ไปอาบน้ำ” เจี้ยนหยวนยืนรอคนเมาดื่มน้ำชาจนพอใจแล้วจึงเอ่ยปากไล่เสียงเย็น กระนั้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์สุราหรือนิสัยที่เปลี่ยนไปในวันนี้ของเซียงซี ทำให้อีกฝ่ายไม่กลัวเขาเหมือนเมื่อก่อน ที่พอเขาพูดเสียงเย็นก็มักจะก้มหน้าหลบเลี่ยงสายตา หรือแม้กระทั่งสะดุ้งตกใจยามเขาออกคำสั่ง
“รอก่อน ข้าจะอ้วก” สุรากับอาหารในกระเพาะเริ่มตีกันขึ้นมาจุกอยู่บริเวณลำคอของเซียงซี จึงต้องนั่งนิ่งสูดลมหายใจพยายามข่มกลั้นไม่ให้มันพุ่งออกมาอย่างอยากลำบาก
เจี้ยนหยวนเริ่มไม่สบอารมณ์ เขาขมวดคิ้วคิดว่าอีกฝ่ายจงใจทำตัวน่ารำคาญเพื่อให้เขาโมโห “เช่นนั้นก็เรื่องของเจ้าเถอะ”
ครั้นกำลังจะหมุนตัวเดินหนีออกไปนอนในห้องหนังสือกลับถูกมือขาวคว้าหมับเข้าที่แขนจนต้องชะงักหันไปมองอีกฝ่ายซึ่งมีสีหน้าทรมาน ดวงตากลมโตแดงเรื่อปรากฏหยดน้ำใสปริ่มบริเวณหางตา
เจี้ยนหยวนหลุบสายตามองมือที่คว้าแขนเขาไว้อย่างแน่นหนาพลันตัดสินใจขยับเท้าเข้าไปพยุงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นเดินไปด้านหลังฉากกั้น อีกทั้งยังลงมือถอดเสื้อผ้าชั้นนอกให้อย่างนึกสับสนในใจว่าเหตุใดถึงยอมทำให้อีกฝ่ายขนาดนี้ ก่อนจะจับคนเมาโยนลงไปในถังน้ำอุ่นเพื่อจบปัญหาเสียที
เซียงซีผลุบหายลงไปในอ่างน้ำอยู่พักหนึ่งจึงจะโผล่ขึ้นมาวางแขนไว้บนขอบอ่าง เกยคางมองพระเอกที่ถอยออกไปยืนติดฉากกั้นตั้งแต่จับเขาโยนลงมา ป้องกันเสื้อผ้าไม่ให้โดนละอองน้ำกระเซ็นใส่
“รุนแรงจังเลยนะสามี” เซียงซีรู้สึกดีขึ้นจากการโยนลงน้ำ คลี่ยิ้มชั่วร้ายมองพระเอก
“หุบปาก”
เซียงซีถอนหายใจให้คนที่ไม่รับมุกตลกของเขาแล้วเริ่มถอดเสื้อผ้าที่ติดตัวออกทีละชิ้น
“เจ้าจะทำอะไร” เจี้ยนหยวนขมวดคิ้ว คาดไม่ถึงว่าเพื่อนขี้อายของเขาจะกล้าถอดเสื้อผ้าอวดผิวเปลือยเปล่าต่อหน้าเขา
“บ้านเจ้าอาบน้ำทั้งเสื้อผ้าหรือไง” เซียงซีหาได้ใส่ใจใบหน้ามืดครึ้มของพระเอก เขาถอดเสื้อผ้าทั้งหมดออกแล้วก็ใช้มือบิดมันให้หมาดส่งให้อีกฝ่าย “ฝากเอาไปตากให้หน่อย”
“เอาไปตากเอง ข้าไม่ใช่คนรับใช้”
“ข้าก็ไม่ใช่คนรับใช้ ข้าเป็นภรรยาของเจ้า ถ้าไม่อยากทำก็แค่วางไว้ รอข้าอาบน้ำเสร็จแล้วค่อยให้คนเอาไปตาก อ้อ ช่วยหยิบชุดมาให้ข้าเปลี่ยนด้วย” เซียงซีค้างมือที่ถือเสื้อผ้าเปียกไว้ เนื่องจากพระเอกไม่ยอมขยับ เห็นเช่นนั้นเขาจึงเลิกคิ้วพร้อมกับสายตาท้าทาย “หรือเจ้าจะให้ข้าลุกขึ้นไปหยิบเองทั้งสภาพนี้ก็ได้นะ”
“เสี่ยวซีเจ้ากำลังยั่วโมโหข้า”
“ไม่ ข้าไม่ได้กำลังยั่วโม่โหเจ้า” เซียงซีส่ายศีรษะปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลนั้นทิ้งอย่างไม่ใยดี “เร็วสิ” พลางขยับมือเร่งเร้าอีกฝ่ายให้รีบรับเสื้อผ้าไป
เจี้ยนหยวนมองเซียงซีด้วยสายตาเย็นชาก็ตัดสินใจรับเสื้อผ้าเปียกในมืออีกฝ่ายมาพาดทิ้งไว้กับฉากกั้น โดยมีความคิดที่จะหนีออกไปห้องสือไม่สนใจอีก
แต่ขณะเจี้ยนหยวนยื่นมือไปใกล้เป้าหมาย เสื้อผ้าทั้งหมดกลับถูกปล่อยทิ้งลงบนพื้นแล้วมือขาวที่ว่างเปล่านั่นก็คว้าแขนของเขา ฉุดให้ร่างกายเสียหลักล้มเข้ามาในถังน้ำกระทั่งน้ำในอ่างสาดกระเซ็นนองพื้นเหลือไม่ถึงครึ่งถัง
TBC
ซีซีของมัมมี้ก็ช่างซุกซน 555555
เจ้าเป็นวิญญาณหลอนมาทวงเอาร่างคืนหรือ?
“เสี่ยวซี!” เจี้ยนหยวนถลึงตัวลุกขึ้นยืนในอ่าง เขากัดฟันเข่นเขี้ยวมองคนเล่นทีเผลออย่างโกรธเกรี้ยว
“อาบน้ำด้วยกันไง เจ้าจะโกรธทำไมเนี่ย” เซียงซียู่ปาก
“เจ้าเล่นเกินไปแล้ว”
“ข้าก็แค่อยากรู้”
“อยากรู้อะไร”
เซียงซีถอนหายใจช้อนสายตามองคนที่กำลังโกรธโดยไม่มีท่าทีล้อเล่น “เจ้าจะทนข้าได้นานแค่ไหนถึงจะออกไป”
เจี้ยนหยวนชะงักมองตอบคนที่นั่งพาดแขนสองข้างบนขอบอ่างแล้วพิงหลังด้วยท่วงท่าสบายๆ ครึ่งบนเปลือยเปล่าถูกน้ำอุ่นจนเป็นสีแดงเรื่อ
“อะแฮ่ม คือแบบนี้นะ ข้าอยากรู้ว่าที่เจ้ายอมแต่งกับข้าเพราะจดหมายของบิดาของเจ้าจริงๆ หรือมีเหตุผลอื่นซ่อนไว้อยู่อีก? การหมั่นหมายของเราทั้งคู่ อันที่จริงก็มีแค่จดหมายลายมือบิดาเจ้าหนึ่งฉบับ ทั้งนี้ยังมาจากบิดาข้าที่เวลาผ่านมานานขนาดนี้กลับไม่มีใครรู้เรื่องเลยนอกจากเขา อ้อ มารดาข้าอาจจะรู้ แต่เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจเพราะนางเดินทางไปสวดมนต์ที่วัดบ้านเกิดซึ่งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงเพื่อให้ข้าหายป่วยไวๆ จนกลับมาไม่ทันวันแต่ง”
เจี้ยนหยวนจับจ้องการวางตัวสบายๆ ราวกับเรื่องที่พูดไม่เกี่ยวอันใดกับตัวเองของเซียงซีก็ให้สูดลมหายใจปรับอารมณ์ให้เย็นลงดังเดิมกล่าวน้ำเสียงนิ่งขรึม “เสี่ยวซี ข้าไม่ได้โง่”
เซียงซีหัวเราะ หากพระเอกโง่ก็ไม่ใช่พระเอกแล้ว ปัญหามันอยู่ที่ตัวเขาได้รับพล็อตเรื่องของนิยายมาไม่ครบต่างหาก เด็กหนุ่มส่ายหน้า “อาหยวนเอ๋ยอาหยวน ข้าก็ไม่ได้บอกว่าเจ้าโง่นี่”
เจี้ยนหยวนได้ยินเสียงหัวเราะขบขันสดใสของอีกฝ่ายก็ให้รู้สึกคันยุบยิบในใจ เขาพรูลมหายใจบังคับไม่ให้ตัวเองใช้ความรุนแรงกับเพื่อนสนิทที่มีอยู่ไม่กี่คนของเขาพลางนั่งลงอาบน้ำร่วมอ่างด้วยกันไปเสียเลย ติดก็ตรงเขาไม่กล้ามองต่ำลงไปกว่าคอของอีกฝ่ายเท่านั้น
“ข้าไม่ได้มีเหตุผลอื่น เพียงแค่ทำตามความต้องการในจดหมายของบิดา”
“จริงหรือ?” เซียงซีมองพระเอกถอดชุดแต่งงานสีแดงตัวนอกออกกระทั่งเห็นไหปราร้า พระเอกนี่นับได้ว่างดงามราวหลุดออกมาจากภาพวาดสาวงามจริงๆ ไม่สิ สาวงามที่ไหนมีลูกกระเดือก เซียงซีลอบหัวเราะให้กับความคิดเพ้อเจ้อของตัวเอง
“เจ้าน่าจะรู้นิสัยข้าดี” น้ำเสียงสงบนิ่งเอ่ยสำทับ
เซียงซีเลิกคิ้วพลางไตร่ตรองลักษณะนิสัยพระเอกตามพล็อตนิยายที่ได้รับมาในหัวตอนทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างนี้ บวกรวมกับความทรงจำอันน้อยนิดจากร่างกายนี้ที่รู้จักกับพระเอกตั้งแต่อายุห้าขวบปีก่อนจะส่ายหัว
“เจ้าไม่พูดก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าไม่ได้โกหก ช่างเถิด ในเมื่อแต่งงานกันแล้ว ข้าก็นับว่าเป็นภรรยาเอกของเจ้า หากเจ้าไม่ชอบใจจะหย่าหรือไม่ในอนาคตก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่บอกไว้ก่อนถ้ายังไม่หย่าข้าไม่ยอมให้เจ้ารับอนุภรรยาแน่”
แม้จะบอกว่าเพศเดียวกันแต่งงานยังรับอนุภรรยาให้มาสืบสานบุตรได้ทั้งสองฝ่าย แต่ด้วยนิสัยของเซียงซีแล้ว เขาค่อนข้างรับไม่ได้กับการสามีภรรยามีบุคคลที่สามเข้ามาแทรกแทรง ต่อให้ไม่รักก็ควรให้เกียรติกันจริงไหม?
“ถ้าเจ้าอยากมีบุตรสืบสกุล เราก็ต้องหย่ากันก่อน”
“เจ้าไม่อยากมี?” เจี้ยนหยวนแปลกใจ จะอย่างไรเพื่อนของเขาคนนี้แม้จะขี้อายและชอบเก็บตัว แต่ก็เป็นถึงบุตรชายคนโตของภริยาเอกเสนาบดีฝ่ายขวา ยอมตบแต่งเป็นภรรยาแล้วยังไม่อยากมีบุตรสืบสกุลให้ตัวเองมันค่อนข้างเชื่อได้ยาก
“ไม่อยาก” เซียงซีเห็นสายตาไม่เชื่อถือของพระเอกที่มีต่อตัวเขาก็นึกขัน “ทำไม เจ้าไม่เชื่อเหรอ เอาจริงนะ เรื่องคนสืบทอดสกุลข้าไม่กังวลหรอก อย่างน้อยบิดาข้าก็ยังมีบุตรชายจากอนุภรรยาอีกสองคน ไหนจะบุตรีอีกสามคน ข้าไม่มีลูกหลานให้เขาสักคนก็ไม่เป็นไร หากหวังให้ข้ามีจริงจะยอมเปิดเผยเรื่องจดหมายที่มีแต่เขาที่รู้เรื่องนี้ไปทำไม”
“แล้วสกุลมารดาเจ้าล่ะ”
“ท่านตาข้ามีบุตรสาวคนเดียวก็จริง แต่ก็ไม่ได้ห่วงชื่อเสียงตระกูลคหบดีของตัวเองอะไรขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่ปล่อยให้มารดาข้าแต่งออกมาหรอก”
“เจ้าไม่ห่วงมารดาเจ้า?”
“มารดาข้าค่อนข้างแข็งแกร่ง กิจการทั้งหมดของสกุลลู่ซึ่งได้รับมาจากท่านตาที่ตายจากไปอยู่ในมือของนางและเจริญรุ่งเรืองมาตลอด เจ้าคิดว่ามารดาข้าที่เป็นเช่นนี้จะอ่อนแอหรือไง ข้อเสียอย่างเดียวของนางคือตาบอดมาหลงรักบิดาของข้านี่แหละ”
“เจ้าไม่ชอบบิดาตัวเอง”
เซียงซีรู้สึกว่าพระเอกนอกบทตัวเองไปมากก็ให้สะกิดใจว่าอันที่จริงข้อมูลที่เขาได้รับมานั้นมีส่วนไม่จริงนัก ขนาดการบรรยายเวลาอยู่กับเพื่อนสนิทสองคนมีแค่หลานเฉินเป็นคนพูดมากหน่อย ส่วนตัวประกอบอย่างเซียงซี หากไม่ก้มหน้าทำตัวเรียบร้อยอยู่ในกลุ่มก็คอยพยักหน้าทั้งๆ ที่ฟังไม่เข้าใจ การดำเนินชีวิตจืดจางสมชื่อ
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องชอบไม่ชอบ แค่เขาไม่บอกข้าว่าต้องแต่งงานกับเจ้าก็รู้ได้แล้วว่าไม่เห็นข้าสำคัญ” เซียงซีวักน้ำล้างหน้าแล้วยืนขึ้นเต็มความสูงเตรียมไปหาชุดใส่เตรียมเข้านอน วันนี้เขาเหนื่อยจริงๆ ยังไม่ทันหายไข้สนิทก็ต้องมาขึ้นเกี้ยวโยกไปโยกมาตั้งแต่เช้ามืด มันโคตรทำร้ายร่างกายกันสุดๆ
เดินร่างเปลือยอ้อมฉากกั้นไปรื้อค้นหีบของตนที่วางอยู่ในห้องค้นเจอชุดตัวในใส่นอนมาได้ก็รีบสวมทั้งที่ไม่ได้เช็ดตัวให้แห้ง เพราะเขาไม่รู้ว่าผ้าเช็ดตัวของตนอยู่ไหน จากนั้นเปิดปากหาวปีนขึ้นเตียงม้วนผ้าห่มคุมตัวเองอยู่ด้านในโดยไม่รอให้ผมแห้งและหลับไปอย่างรวดเร็ว
เจี้ยนหยวนหลบสายตาออกจากร่างกายเปลือยเปล่าที่ลุกเดินออกไปอย่างหน้าไม่อายของเซียงซีก็ตัดสินใจแช่น้ำต่ออีกสักพัก ครั้นไม่ได้ยินเสียงดังในห้องแล้วถึงลุกขึ้นมาเปิดตู้เสื้อผ้าหาชุดใส่นอน ทว่าพอหันไปมองก้อนกลมบนเตียงก็มีความรู้สึกประหลาดไหลวนเวียนอยู่ในร่างกาย
เจี้ยนหยวนวุ่นเช็ดผมของตนจนแห้งจึงส่งเสียงเรียกบ่าวไพร่ข้างนอกให้มาจัดการกับความวุ่นวายด้านหลังฉากกั้นและโต๊ะอาหารให้เรียบร้อยก่อนจะดับไฟขึ้นไปนอนบนเตียง โดยลืมไปแล้วว่าตอนแรกเขาตั้งใจจะหนีไปนอนห้องหนังสือ
เซียงซีลืมตาขึ้นมาในพื้นที่สีขาวแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าปรากฎร่างกายโปรงแสงซึ่งมีใบหน้าเหมือนกับเขา ไม่สิ หมายถึงเหมือนกับตัวประกอบจืดจางที่เขาอาศัยร่างกำลังยืนรอด้วยท่าทางนิ่งสงบ
“เจ้าเป็นวิญญาณหลอนมาทวงเอาร่างคืนหรือ?” เซียงซีไม่ได้กลัว หัวใจของเขาสงบเยือกเย็นมากกว่าอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
ร่างวิญญาณส่ายหน้า
“หืม ไม่ได้มาทวงร่างคืนแล้วมาทำอะไร”
“ข้าอยากให้เจ้าเห็นพล็อตเรื่องบางส่วนที่ขาดหายไป” เสียงเย็นชืดเหมือนน้ำไหลเอื่อยๆ ในลำธารใสสะอาดดังก้องภายในหู
เซียงซีกอดอก “หมายถึงพล็อตเรื่องที่นักเขียนจงใจไม่ใส่มาอธิบายในเรื่องราวใช่หรือไม่”
“ใช่”
“งั้นเริ่มเลย” เซียงซีไม่อิดออด
TBC
เซียงซีคนก่อน = ตัวประกอบจืดจาง
เซียงซีคนใหม่ = ตัวยั่วโมโหพระเอก