เยียวยาอดีต : การเดินทางของข้าพเจ้า จากนักสู้กู้เสรีภาพสู่ผู้เยียวยา.. (REDEEMING THE PAST: My Journey From Freedom Fighter to Healer)
ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“เราต้องเดินต่อไปพร้อมกับคนอื่นๆ จากทั่วโลก ต่อสู้เพื่อเยียวยา…และทำให้โลกดีขึ้น!”
“การเยียวยาชีวิต…สมควรที่จะเกิดขึ้นได้เสมอ ในโลกแห่งการมีชีวิตอยู่ที่เต็มไปด้วยปรากฏการณ์แห่งความขัดแย้งเช่นทุกวันนี้… สงครามแห่งความบาดหมางโง่งมเกิดขึ้นในเกือบทั่วทุกหัวระแหงของโลก ความขัดแย้งอันเป็นส่วนตัวสั่นสะท้านจนกลายเป็นชนวนเหตุของการเข่นฆ่าระหว่างชีวิตต่อชีวิต!”
ศานติสุขสาบสูญและลับหายไปจากความทรงจำอย่างไม่คืนกลับ… แม้ชีวิตของโลกจะตกอยู่ในภาวะอันน่า อนาถอนาถใจ (หรือ อเนจอนาถ) เช่นนี้… แต่ความเป็นมนุษย์ก็น่าจะต้องขบคิดและตระหนักถึงว่า…
“เราจักต้องเดินทางต่อๆ ไป พร้อมกับคนอื่นๆ จากทั่วโลก… ต่อสู้กับอุปสรรคเพื่อที่จะเยียวยา… และทำให้โลกดีขึ้น… ไม่วันใดก็วันหนึ่งให้จงได้!”
นี่คือสาระใจความจากหนังสืออันทรงคุณค่า ที่สามารถกระตุ้นเร้าให้ใครก็ตาม ผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ความแตกสลาย ตลอดจนความเป็นปฏิปักษ์… สามารถที่จะเฉลิมฉลองชัยชนะแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์ ตลอดจนสามารถที่จะเป็นกำลังใจให้ผู้อ่าน ผู้สัมผัสรู้ทุกคนกล้าที่จะเผชิญหน้ากับอุปสรรคนานา ด้วยหัวใจที่เปี่ยมเต็มไปด้วยความกล้าหาญ และการให้อภัย!
เยียวยาอดีต: การเดินทางของข้าพเจ้า จากนักสู้กู้เสรีภาพสู่ผู้เยียวยา (REDEEMING THE PAST: My Journey From Freedom Fighter to Healer) หนังสือที่ถือเป็นแรงกระตุ้นเร้าให้ใครก็ตามที่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ความแตกสลาย และความเป็นปฏิปักษ์… ได้มีโอกาสเฉลิมฉลองกับจิตวิญญาณของมนุษย์ และสามารถที่จะเป็นพลังใจแก่มนุษย์ทุกคนในเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและอุปสรรคของชีวิต ทั้งด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ และด้วยหัวใจแห่งการให้อภัย!
ผลงานเขียนอันทรงคุณค่าของ “คุณพ่อไมเคิล แลปสลีย์” (Father Michael Lapsley) นักบวชนิกายแองลิกัน ผู้มีบทบาทแข็งขันในการต่อต้านระบบเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ ท่านเกิดที่นิวซีแลนด์ แต่บวชเป็นบาทหลวงที่ออสเตรเลีย ท่านเดินทางสู่แอฟริกาใต้เมื่อปี ค.ศ. 1973 และเริ่มเข้าสู่การมีบทบาทในขบวนการต่อต้านการเหยียดผิวที่นั่น!
ท่านเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรค “เอเอ็นซี” (ANC - African National Congress) พรรคการเมืองหลักและขบวนปลดปล่อยแห่งชาติของแอฟริกาใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อยุติการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) โดยมีผู้นำสำคัญที่โดดเด่นคือ “เนลสัน แมนเดลา” (Nelson Mandela)
หลังเผชิญกับความพยายามลอบสังหาร ท่านได้ก่อตั้งสถาบันเพื่อการเยียวยาความทรงจำในปี ค.ศ. 1998 เพื่อทำงานร่วมกับเหยื่อของความรุนแรง และผู้ที่มี “บาดแผลทางใจ” ทั่วโลก!
“ข้าพเจ้าคิดว่า ในฐานะมนุษย์ เราต้องการมุมมองระยะยาว เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของประวัติศาสตร์ที่เราไม่สามารถควบคุมหรือคาดหมายได้เต็มที่ บางอย่างมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้… อย่างไรก็ตาม เราถูกเรียกร้องให้เป็นเพื่อนร่วมงานในโครงการของพระเจ้าเพื่อโลกของเรา… นี่คือความหมายของความหวัง และด้วยเหตุผลนี้เอง ที่เราจักต้องเดินต่อไปพร้อมกับคนอื่นจากทั่วโลก อันหมายถึง… ผู้ต่อสู้เพื่อเยียวยา… และทำให้โลกดีขึ้น!”
ว่ากันว่า… สำหรับชาวแอฟริกาใต้นับล้านคน การต่อสู้เพื่อต่อต้านการเหยียดผิว ประกอบด้วยการหลบเลี่ยงกฎระเบียบต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมกิจกรรมประจำวัน ทั้งนี้เพื่อสะกัดแรงบันดาลใจในการงานอาชีพ แทนที่จะเปลี่ยนระบบด้วยตัวของเขาเอง พวกเขากลับพึ่งพาคนอื่น เพื่อบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาหวังว่าจะเกิดขึ้น!
สำหรับสามัญชนส่วนใหญ่ในแอฟริกาใต้และที่อื่นๆ ในโลก การเพิกเฉยถือเป็นการป้องกันตัวเองจากการกดขี่ มันก่อให้เกิดพื้นที่สุขสบายที่ซึ่งระบบทรราชต้องยอมรับ เพื่อความอยู่รอดส่วนบุคคลและเชิงวิชาชีพ อันเป็นสิ่งที่คงไว้ซึ่งมาตรฐานความเป็นอยู่ตามที่ต้องการ!
พวกเขาระบุว่า… ทุกๆ การขอสมัครนิรโทษกรรม สำหรับบุคคลที่เพิกเฉยในที่นี้ ก็จักต้องยอมรับเงื่อนไขต่อไปนี้:
- เราในฐานะปัจเจกบุคคล สามารถและควรรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์ที่เราขาดการกระทำที่จำเป็นในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์
- การเพิกเฉยเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและทรงพลัง
- ในหมู่พวกเรา ไม่มีใครเลยได้ทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้ เพื่อให้การต่อสู้คัดค้านการเหยียดผิวเป็นไปในรูปอื่น
- สังคมจะก้าวกระโดดไปข้างหน้า เมื่อปัจเจกบุคคลยอมรับว่าตนเองมีส่วนรับผิดชอบต่อการขาดการกระทำที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น
- ในการเพิกเฉยแทนที่จะมุ่งมั่น เท่ากับเรายอมให้ผู้อื่นสละชีวิตของพวกเขา “เพื่อเสรีภาพของเรา” และทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ของเราดีขึ้น (ซึ่งเท่ากับเป็นความอยุติธรรม)
ณ ศตวรรษที่ 21… คุณพ่อไมเคิลได้ระบุว่า พวกท่านทั้งหมดต่างถูกครอบงำและเต็มไปด้วยความกังวลเกี่ยวกับอาชญากรรม ผลของมัน และวิธีที่จะต่อสู้กับมัน โดยคำตอบของประชาชนส่วนใหญ่ก็คือ เรียกร้องให้นำโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของความล้มเหลวทางศีลธรรมของระบอบเหยียดผิวกลับมาใช้อีกในทันที
และในเวลาเดียวกัน เรือนจำของประเทศชาติบ้านเมืองก็ล้นทะลักไปด้วยผู้คนที่ถูกจำคุก เพราะต้องโทษกันมากขึ้นและนานขึ้น… วิธีนี้เป็นวิธีการที่สหรัฐฯ ใช้อยู่ จากการที่สหรัฐฯ มีนโยบายตัดงบประมาณการใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งการสร้างเรือนจำได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตราการขยายตัวค่อนข้างสูง นักโทษประหารจึงมีจำนวนที่น่าตกใจ และชายฉกรรจ์จำนวนมาก โดยเฉพาะชายอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ก็ถูกละทิ้งเพราะระบบเรือนจำ!
แม้ไม่มีมาตรการใดที่สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมของสหรัฐอเมริกาได้ แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าจะใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นทางเลือกอย่างจริงจัง
ในเวลาเดียวกันที่แอฟริกาใต้ ความจริงที่น่าเศร้าก็คือ การทรมานยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องในระบบความยุติธรรมทางอาญา และภาพยนตร์ที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์เมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ทำงาน ซึ่งบางคนเป็นผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย กำลังถูกสุนัขตำรวจกระโจนเข้าโจมตี!
เพราะขนาดของอาชญากรรมที่รุนแรง ทำให้สาธารณชนมักขาดความเห็นใจต่อ “เหยื่อของการทรมาน”… แต่ก็โชคดีที่ยังมีหลายกรณีที่กล้องจับภาพไว้ได้ อันเป็นเหตุให้พวกเขาได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย ทั้งในระดับท้องถิ่นและนานาชาติ!
คณะกรรมการว่าด้วยการฟื้นฟูและการชดใช้ค่าเสียหาย ถูกเรียกร้องให้เสนอนโยบายให้รัฐบาลชดใช้ค่าเสียหาย… แต่ที่น่าขันคือ ตั้งแต่เริ่มแรก รัฐบาลประชาธิปไตยได้เสนอตัวยอมเป็นผู้ชดใช้แก่เหยื่อจากอาชญากรรมที่ถูกกระทำโดยรัฐที่เหยียดผิวเอง คณะกรรมการว่าด้วยการฟื้นฟูและชดใช้ค่าเสียหายพยายามจัดการกับปัญหาดังกล่าวด้วยการเสนอว่า ให้รัฐบาลจัดหาเงินชดใช้ค่าเสียหายจากภาษีที่เก็บตามความมั่งคั่งเพียงครั้งเดียว หรือจากกลไกอื่นๆ อีกมากมายที่จะดูดเอาทรัพยากรของกลุ่มคนผู้ได้กำไรจากระบอบเหยียดผิวออกมา
แต่ชุมชนคนผิวขาวและกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ได้มีปฏิกิริยาต่อข้อเสนอแนะดังกล่าวด้วยความโกรธจัด ข้างฝ่ายรัฐบาลเองก็โอนเอียงที่จะรับฟังภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในมือของคนผิวขาวอย่างท่วมท้น และปฏิเสธที่จะดำเนินการอะไรนอกเหนือไปจากการยอมให้ความช่วยเหลืออย่างสมัครใจจากภาคธุรกิจ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่ความช่วยเหลือดังกล่าวจะมีอยู่น้อยมาก!
และเมื่อแรงกดดันจากกลุ่มผู้ตกเป็นเหยื่อและภาคประชาสังคมโถมเข้าใส่รัฐบาล ก็เลยเป็นเหตุให้รัฐบาลมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้กระทำผิดหลายคนกลับได้รับการนิรโทษกรรมในเวลาต่อมา ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลของความอยุติธรรม ผู้ตกเป็นเหยื่อจึงรู้สึกว่าถูกโกงและรู้สึกว่ากระบวนการเข้าข้างคนผิดเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย
โดยที่ผู้เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมจะได้รับสิทธิ์ทันที ขณะที่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจักต้องรอคอย และบางคนก็ต้องรอต่อไปอีกหลายปีสำหรับ “การยื่นหมูยื่นแมว” ของพวกเขา อาจสรุปได้ว่า “การฟื้นฟูและการคืนสภาพของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรีความเป็นพลเมืองของเหยื่อ” ที่มีกฎหมายรองรับ กลายเป็นคำจารึกบนหลุมฝังศพมากกว่าคำสัญญา เพราะกลุ่มเหยื่ออายุมากที่สุดกำลังล้มตายอย่างไม่ได้รับการชดใช้ใดๆ ฝ่ายรัฐบาลก็หลบเลี่ยงความอัปยศอดสูได้เสียเป็นส่วนใหญ่ นี่คือความโชคร้ายขั้นสูงสุดที่ทำลายสิ่งที่ควรจะเป็นผลกระทบจากการเยียวยาของผู้ที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ อันหมายถึง…
“มันเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการสรุปว่า… รัฐบาลได้ทำลายศรัทธาแห่งประชาชนของตนไปแล้ว!”
การที่รัฐบาลล้มเหลวในการต่อรองและการออกกฎหมายบังคับการชดใช้ค่าเสียหายให้ถูกจังหวะอย่างใจกว้าง รวมทั้งไม่อาจยืนยันได้ว่าชุมชนคนผิวขาวผู้มั่งคั่งมีส่วนในต้นทุนของการจัดหาการชดใช้ค่าเสียหายนั้น และต้องไม่มีการล้างแค้นและความเคียดแค้น ได้ทำลายอำนาจเชิงศีลธรรมของรัฐบาลไปแล้ว… มันเป็นโศกนาฏกรรมที่ขบวนการที่ถูกป่าวประกาศอย่างถูกต้องไปทั่วโลก กำลังเสี่ยงต่อความล้มเหลวต่อการรับรู้ของประชาชนว่าเป็นการดำเนินการที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้กระทำผิด
และที่น่าเศร้าก็คือ เหยื่อจำนวนมากผู้เต็มใจให้หลักฐาน ปัจจุบันต่างไม่พอใจกับผลของมัน ชาวโลกและผู้รอดชีวิตชาวแอฟริกาใต้ รวมทั้งองค์กรต่างๆ พร้อมใจกันเรียกร้องให้นำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการแสวงหาความจริงและความปรองดองไปปฏิบัติอย่างเต็มที่ในทันที!
ในปี ค.ศ. 1990 (แก้ไขจาก 1900 ตามประวัติศาสตร์จริง) คุณพ่อไมเคิลผู้มีบทบาทแข็งขันในการต่อต้านระบอบเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ ได้เปิด “จดหมายระเบิด” ที่เกือบคร่าชีวิตของเขา แต่แม้จะรอดชีวิต แรงระเบิดก็ทำให้เขาต้องเสียมือทั้งสองข้าง และนัยน์ตาอีกข้างหนึ่ง… บันทึกเล่มนี้จึงคือสิ่งที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของเหตุการณ์อันน่าสยดสยองนี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดจบแห่งการเดินทางตามแรงบันดาลใจของท่าน
ในยุคหลังระบอบเหยียดผิวที่แอฟริกาใต้ ท่านได้ตระหนักว่าประเทศต้องได้รับการ “เยียวยา” ท่านได้ค้นพบ “เสียงเรียกร้องใหม่” นั่นคือการดึงเอาประสบการณ์แห่งบาดแผลทางจิตใจของตนเองมาใช้ เพื่อส่งเสริมการเยียวยาผู้อื่น ทั้งในแอฟริกาใต้รวมทั้งประชาชนผู้มีบาดแผลทางใจทั่วโลก!
หนังสือบันทึกเล่มนี้ได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากทั่วโลก และยังได้รับ “คำนิยม” จาก “อัครมุขนายกกิตติคุณ เดสมอนด์ ตูตู” (Desmond Tutu) และการรับรองจากบุคคลสำคัญผู้มีชื่อเสียงของโลกมากมาย!
“นับจากถูกลูกระเบิดคราวนั้น บาทหลวงไมเคิลกลายเป็นผู้อุทิศตนอย่างสูงสุด ทุ่มเทให้กับการเยียวยาและการสร้างความปรองดอง… แม้ทุพพลภาพทางร่างกาย แต่เขาก็ได้กลายเป็น 'คนเต็มคน' มากที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าได้รู้จัก… เป็นผู้เยียวยาบาดแผลอย่างแท้จริง!”
คุณพ่อไมเคิลเขียนหนังสือเล่มนี้อย่างงดงามล้ำลึกร่วมกับ “สตีเฟน คาราคา” (Stephen Karakashian) นักจิตบำบัดชาวอเมริกัน… แปลเป็นภาษาไทยอย่างหนักแน่นจริงจังโดย “ดรุณี แซ่ลิ่ว” และมีท่านอาจารย์ สดใส ขันติวรพงศ์ นักแปลฝีมือเยี่ยมเป็นบรรณาธิการ…
ทุกถ้อยคำของหนังสือเล่มนี้เป็นดั่งการตอกสลักเพื่อที่จะเปิดเผยถึงความจริงด้านมืดอันแสนอัปยศ ที่ได้เกิดขึ้นจริงบนแผ่นดินของโลกอย่างโหดร้ายและไร้กรุณา กอปรกับวิถีคิดอันยิ่งใหญ่มากหลายที่เยียวยาบาดแผลอันฉกาจฉกรรจ์ที่ยากจะรักษาหรือแก้ไข เป็นบาปที่เปื้อนใจในหายนะของจิตวิญญาณที่เผาผลาญการมีชีวิตอยู่ ดั่งการต้องสาปที่เป็นยิ่งกว่าความขื่นขมแห่งความทุกข์เศร้าใดๆ… “ถึงจะแตกสลายอย่างที่ข้าพเจ้าเป็น ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกถึงชัยชนะอยู่ดี”
และนั่นย่อมหมายความว่า “ชีวิตของไมเคิล เป็นส่วนหนึ่งของผ้าม่านผืนงามแห่งการเดินทางอันยาวนานและมากมาย… รวมทั้งการต่อสู้ของประชาชน… ของเรา!!!” (เนลสัน แมนเดลา)