โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เยียวยาอดีต : การเดินทางของข้าพเจ้า จากนักสู้กู้เสรีภาพสู่ผู้เยียวยา.. (REDEEMING THE PAST: My Journey From Freedom Fighter to Healer)

สยามรัฐ

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

“เราต้องเดินต่อไปพร้อมกับคนอื่นๆ จากทั่วโลก ต่อสู้เพื่อเยียวยา…และทำให้โลกดีขึ้น!”

“การเยียวยาชีวิต…สมควรที่จะเกิดขึ้นได้เสมอ ในโลกแห่งการมีชีวิตอยู่ที่เต็มไปด้วยปรากฏการณ์แห่งความขัดแย้งเช่นทุกวันนี้… สงครามแห่งความบาดหมางโง่งมเกิดขึ้นในเกือบทั่วทุกหัวระแหงของโลก ความขัดแย้งอันเป็นส่วนตัวสั่นสะท้านจนกลายเป็นชนวนเหตุของการเข่นฆ่าระหว่างชีวิตต่อชีวิต!”

ศานติสุขสาบสูญและลับหายไปจากความทรงจำอย่างไม่คืนกลับ… แม้ชีวิตของโลกจะตกอยู่ในภาวะอันน่า อนาถอนาถใจ (หรือ อเนจอนาถ) เช่นนี้… แต่ความเป็นมนุษย์ก็น่าจะต้องขบคิดและตระหนักถึงว่า…

“เราจักต้องเดินทางต่อๆ ไป พร้อมกับคนอื่นๆ จากทั่วโลก… ต่อสู้กับอุปสรรคเพื่อที่จะเยียวยา… และทำให้โลกดีขึ้น… ไม่วันใดก็วันหนึ่งให้จงได้!”

นี่คือสาระใจความจากหนังสืออันทรงคุณค่า ที่สามารถกระตุ้นเร้าให้ใครก็ตาม ผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ความแตกสลาย ตลอดจนความเป็นปฏิปักษ์… สามารถที่จะเฉลิมฉลองชัยชนะแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์ ตลอดจนสามารถที่จะเป็นกำลังใจให้ผู้อ่าน ผู้สัมผัสรู้ทุกคนกล้าที่จะเผชิญหน้ากับอุปสรรคนานา ด้วยหัวใจที่เปี่ยมเต็มไปด้วยความกล้าหาญ และการให้อภัย!

เยียวยาอดีต: การเดินทางของข้าพเจ้า จากนักสู้กู้เสรีภาพสู่ผู้เยียวยา (REDEEMING THE PAST: My Journey From Freedom Fighter to Healer) หนังสือที่ถือเป็นแรงกระตุ้นเร้าให้ใครก็ตามที่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ความแตกสลาย และความเป็นปฏิปักษ์… ได้มีโอกาสเฉลิมฉลองกับจิตวิญญาณของมนุษย์ และสามารถที่จะเป็นพลังใจแก่มนุษย์ทุกคนในเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและอุปสรรคของชีวิต ทั้งด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ และด้วยหัวใจแห่งการให้อภัย!

ผลงานเขียนอันทรงคุณค่าของ “คุณพ่อไมเคิล แลปสลีย์” (Father Michael Lapsley) นักบวชนิกายแองลิกัน ผู้มีบทบาทแข็งขันในการต่อต้านระบบเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ ท่านเกิดที่นิวซีแลนด์ แต่บวชเป็นบาทหลวงที่ออสเตรเลีย ท่านเดินทางสู่แอฟริกาใต้เมื่อปี ค.ศ. 1973 และเริ่มเข้าสู่การมีบทบาทในขบวนการต่อต้านการเหยียดผิวที่นั่น!

ท่านเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรค “เอเอ็นซี” (ANC - African National Congress) พรรคการเมืองหลักและขบวนปลดปล่อยแห่งชาติของแอฟริกาใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อยุติการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) โดยมีผู้นำสำคัญที่โดดเด่นคือ “เนลสัน แมนเดลา” (Nelson Mandela)

หลังเผชิญกับความพยายามลอบสังหาร ท่านได้ก่อตั้งสถาบันเพื่อการเยียวยาความทรงจำในปี ค.ศ. 1998 เพื่อทำงานร่วมกับเหยื่อของความรุนแรง และผู้ที่มี “บาดแผลทางใจ” ทั่วโลก!

“ข้าพเจ้าคิดว่า ในฐานะมนุษย์ เราต้องการมุมมองระยะยาว เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของประวัติศาสตร์ที่เราไม่สามารถควบคุมหรือคาดหมายได้เต็มที่ บางอย่างมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้… อย่างไรก็ตาม เราถูกเรียกร้องให้เป็นเพื่อนร่วมงานในโครงการของพระเจ้าเพื่อโลกของเรา… นี่คือความหมายของความหวัง และด้วยเหตุผลนี้เอง ที่เราจักต้องเดินต่อไปพร้อมกับคนอื่นจากทั่วโลก อันหมายถึง… ผู้ต่อสู้เพื่อเยียวยา… และทำให้โลกดีขึ้น!”

ว่ากันว่า… สำหรับชาวแอฟริกาใต้นับล้านคน การต่อสู้เพื่อต่อต้านการเหยียดผิว ประกอบด้วยการหลบเลี่ยงกฎระเบียบต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมกิจกรรมประจำวัน ทั้งนี้เพื่อสะกัดแรงบันดาลใจในการงานอาชีพ แทนที่จะเปลี่ยนระบบด้วยตัวของเขาเอง พวกเขากลับพึ่งพาคนอื่น เพื่อบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาหวังว่าจะเกิดขึ้น!

สำหรับสามัญชนส่วนใหญ่ในแอฟริกาใต้และที่อื่นๆ ในโลก การเพิกเฉยถือเป็นการป้องกันตัวเองจากการกดขี่ มันก่อให้เกิดพื้นที่สุขสบายที่ซึ่งระบบทรราชต้องยอมรับ เพื่อความอยู่รอดส่วนบุคคลและเชิงวิชาชีพ อันเป็นสิ่งที่คงไว้ซึ่งมาตรฐานความเป็นอยู่ตามที่ต้องการ!

พวกเขาระบุว่า… ทุกๆ การขอสมัครนิรโทษกรรม สำหรับบุคคลที่เพิกเฉยในที่นี้ ก็จักต้องยอมรับเงื่อนไขต่อไปนี้:

  • เราในฐานะปัจเจกบุคคล สามารถและควรรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์ที่เราขาดการกระทำที่จำเป็นในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์
  • การเพิกเฉยเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและทรงพลัง
  • ในหมู่พวกเรา ไม่มีใครเลยได้ทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้ เพื่อให้การต่อสู้คัดค้านการเหยียดผิวเป็นไปในรูปอื่น
  • สังคมจะก้าวกระโดดไปข้างหน้า เมื่อปัจเจกบุคคลยอมรับว่าตนเองมีส่วนรับผิดชอบต่อการขาดการกระทำที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น
  • ในการเพิกเฉยแทนที่จะมุ่งมั่น เท่ากับเรายอมให้ผู้อื่นสละชีวิตของพวกเขา “เพื่อเสรีภาพของเรา” และทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ของเราดีขึ้น (ซึ่งเท่ากับเป็นความอยุติธรรม)

ณ ศตวรรษที่ 21… คุณพ่อไมเคิลได้ระบุว่า พวกท่านทั้งหมดต่างถูกครอบงำและเต็มไปด้วยความกังวลเกี่ยวกับอาชญากรรม ผลของมัน และวิธีที่จะต่อสู้กับมัน โดยคำตอบของประชาชนส่วนใหญ่ก็คือ เรียกร้องให้นำโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของความล้มเหลวทางศีลธรรมของระบอบเหยียดผิวกลับมาใช้อีกในทันที

และในเวลาเดียวกัน เรือนจำของประเทศชาติบ้านเมืองก็ล้นทะลักไปด้วยผู้คนที่ถูกจำคุก เพราะต้องโทษกันมากขึ้นและนานขึ้น… วิธีนี้เป็นวิธีการที่สหรัฐฯ ใช้อยู่ จากการที่สหรัฐฯ มีนโยบายตัดงบประมาณการใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งการสร้างเรือนจำได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตราการขยายตัวค่อนข้างสูง นักโทษประหารจึงมีจำนวนที่น่าตกใจ และชายฉกรรจ์จำนวนมาก โดยเฉพาะชายอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ก็ถูกละทิ้งเพราะระบบเรือนจำ!

แม้ไม่มีมาตรการใดที่สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมของสหรัฐอเมริกาได้ แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าจะใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นทางเลือกอย่างจริงจัง

ในเวลาเดียวกันที่แอฟริกาใต้ ความจริงที่น่าเศร้าก็คือ การทรมานยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องในระบบความยุติธรรมทางอาญา และภาพยนตร์ที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์เมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ทำงาน ซึ่งบางคนเป็นผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย กำลังถูกสุนัขตำรวจกระโจนเข้าโจมตี!

เพราะขนาดของอาชญากรรมที่รุนแรง ทำให้สาธารณชนมักขาดความเห็นใจต่อ “เหยื่อของการทรมาน”… แต่ก็โชคดีที่ยังมีหลายกรณีที่กล้องจับภาพไว้ได้ อันเป็นเหตุให้พวกเขาได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย ทั้งในระดับท้องถิ่นและนานาชาติ!

คณะกรรมการว่าด้วยการฟื้นฟูและการชดใช้ค่าเสียหาย ถูกเรียกร้องให้เสนอนโยบายให้รัฐบาลชดใช้ค่าเสียหาย… แต่ที่น่าขันคือ ตั้งแต่เริ่มแรก รัฐบาลประชาธิปไตยได้เสนอตัวยอมเป็นผู้ชดใช้แก่เหยื่อจากอาชญากรรมที่ถูกกระทำโดยรัฐที่เหยียดผิวเอง คณะกรรมการว่าด้วยการฟื้นฟูและชดใช้ค่าเสียหายพยายามจัดการกับปัญหาดังกล่าวด้วยการเสนอว่า ให้รัฐบาลจัดหาเงินชดใช้ค่าเสียหายจากภาษีที่เก็บตามความมั่งคั่งเพียงครั้งเดียว หรือจากกลไกอื่นๆ อีกมากมายที่จะดูดเอาทรัพยากรของกลุ่มคนผู้ได้กำไรจากระบอบเหยียดผิวออกมา

แต่ชุมชนคนผิวขาวและกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ได้มีปฏิกิริยาต่อข้อเสนอแนะดังกล่าวด้วยความโกรธจัด ข้างฝ่ายรัฐบาลเองก็โอนเอียงที่จะรับฟังภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในมือของคนผิวขาวอย่างท่วมท้น และปฏิเสธที่จะดำเนินการอะไรนอกเหนือไปจากการยอมให้ความช่วยเหลืออย่างสมัครใจจากภาคธุรกิจ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่ความช่วยเหลือดังกล่าวจะมีอยู่น้อยมาก!

และเมื่อแรงกดดันจากกลุ่มผู้ตกเป็นเหยื่อและภาคประชาสังคมโถมเข้าใส่รัฐบาล ก็เลยเป็นเหตุให้รัฐบาลมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้กระทำผิดหลายคนกลับได้รับการนิรโทษกรรมในเวลาต่อมา ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลของความอยุติธรรม ผู้ตกเป็นเหยื่อจึงรู้สึกว่าถูกโกงและรู้สึกว่ากระบวนการเข้าข้างคนผิดเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย

โดยที่ผู้เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมจะได้รับสิทธิ์ทันที ขณะที่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจักต้องรอคอย และบางคนก็ต้องรอต่อไปอีกหลายปีสำหรับ “การยื่นหมูยื่นแมว” ของพวกเขา อาจสรุปได้ว่า “การฟื้นฟูและการคืนสภาพของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรีความเป็นพลเมืองของเหยื่อ” ที่มีกฎหมายรองรับ กลายเป็นคำจารึกบนหลุมฝังศพมากกว่าคำสัญญา เพราะกลุ่มเหยื่ออายุมากที่สุดกำลังล้มตายอย่างไม่ได้รับการชดใช้ใดๆ ฝ่ายรัฐบาลก็หลบเลี่ยงความอัปยศอดสูได้เสียเป็นส่วนใหญ่ นี่คือความโชคร้ายขั้นสูงสุดที่ทำลายสิ่งที่ควรจะเป็นผลกระทบจากการเยียวยาของผู้ที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ อันหมายถึง…

“มันเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการสรุปว่า… รัฐบาลได้ทำลายศรัทธาแห่งประชาชนของตนไปแล้ว!”

การที่รัฐบาลล้มเหลวในการต่อรองและการออกกฎหมายบังคับการชดใช้ค่าเสียหายให้ถูกจังหวะอย่างใจกว้าง รวมทั้งไม่อาจยืนยันได้ว่าชุมชนคนผิวขาวผู้มั่งคั่งมีส่วนในต้นทุนของการจัดหาการชดใช้ค่าเสียหายนั้น และต้องไม่มีการล้างแค้นและความเคียดแค้น ได้ทำลายอำนาจเชิงศีลธรรมของรัฐบาลไปแล้ว… มันเป็นโศกนาฏกรรมที่ขบวนการที่ถูกป่าวประกาศอย่างถูกต้องไปทั่วโลก กำลังเสี่ยงต่อความล้มเหลวต่อการรับรู้ของประชาชนว่าเป็นการดำเนินการที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้กระทำผิด

และที่น่าเศร้าก็คือ เหยื่อจำนวนมากผู้เต็มใจให้หลักฐาน ปัจจุบันต่างไม่พอใจกับผลของมัน ชาวโลกและผู้รอดชีวิตชาวแอฟริกาใต้ รวมทั้งองค์กรต่างๆ พร้อมใจกันเรียกร้องให้นำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการแสวงหาความจริงและความปรองดองไปปฏิบัติอย่างเต็มที่ในทันที!

ในปี ค.ศ. 1990 (แก้ไขจาก 1900 ตามประวัติศาสตร์จริง) คุณพ่อไมเคิลผู้มีบทบาทแข็งขันในการต่อต้านระบอบเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ ได้เปิด “จดหมายระเบิด” ที่เกือบคร่าชีวิตของเขา แต่แม้จะรอดชีวิต แรงระเบิดก็ทำให้เขาต้องเสียมือทั้งสองข้าง และนัยน์ตาอีกข้างหนึ่ง… บันทึกเล่มนี้จึงคือสิ่งที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของเหตุการณ์อันน่าสยดสยองนี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดจบแห่งการเดินทางตามแรงบันดาลใจของท่าน

ในยุคหลังระบอบเหยียดผิวที่แอฟริกาใต้ ท่านได้ตระหนักว่าประเทศต้องได้รับการ “เยียวยา” ท่านได้ค้นพบ “เสียงเรียกร้องใหม่” นั่นคือการดึงเอาประสบการณ์แห่งบาดแผลทางจิตใจของตนเองมาใช้ เพื่อส่งเสริมการเยียวยาผู้อื่น ทั้งในแอฟริกาใต้รวมทั้งประชาชนผู้มีบาดแผลทางใจทั่วโลก!

หนังสือบันทึกเล่มนี้ได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากทั่วโลก และยังได้รับ “คำนิยม” จาก “อัครมุขนายกกิตติคุณ เดสมอนด์ ตูตู” (Desmond Tutu) และการรับรองจากบุคคลสำคัญผู้มีชื่อเสียงของโลกมากมาย!

“นับจากถูกลูกระเบิดคราวนั้น บาทหลวงไมเคิลกลายเป็นผู้อุทิศตนอย่างสูงสุด ทุ่มเทให้กับการเยียวยาและการสร้างความปรองดอง… แม้ทุพพลภาพทางร่างกาย แต่เขาก็ได้กลายเป็น 'คนเต็มคน' มากที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าได้รู้จัก… เป็นผู้เยียวยาบาดแผลอย่างแท้จริง!”

คุณพ่อไมเคิลเขียนหนังสือเล่มนี้อย่างงดงามล้ำลึกร่วมกับ “สตีเฟน คาราคา” (Stephen Karakashian) นักจิตบำบัดชาวอเมริกัน… แปลเป็นภาษาไทยอย่างหนักแน่นจริงจังโดย “ดรุณี แซ่ลิ่ว” และมีท่านอาจารย์ สดใส ขันติวรพงศ์ นักแปลฝีมือเยี่ยมเป็นบรรณาธิการ…

ทุกถ้อยคำของหนังสือเล่มนี้เป็นดั่งการตอกสลักเพื่อที่จะเปิดเผยถึงความจริงด้านมืดอันแสนอัปยศ ที่ได้เกิดขึ้นจริงบนแผ่นดินของโลกอย่างโหดร้ายและไร้กรุณา กอปรกับวิถีคิดอันยิ่งใหญ่มากหลายที่เยียวยาบาดแผลอันฉกาจฉกรรจ์ที่ยากจะรักษาหรือแก้ไข เป็นบาปที่เปื้อนใจในหายนะของจิตวิญญาณที่เผาผลาญการมีชีวิตอยู่ ดั่งการต้องสาปที่เป็นยิ่งกว่าความขื่นขมแห่งความทุกข์เศร้าใดๆ… “ถึงจะแตกสลายอย่างที่ข้าพเจ้าเป็น ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกถึงชัยชนะอยู่ดี”

และนั่นย่อมหมายความว่า “ชีวิตของไมเคิล เป็นส่วนหนึ่งของผ้าม่านผืนงามแห่งการเดินทางอันยาวนานและมากมาย… รวมทั้งการต่อสู้ของประชาชน… ของเรา!!!” (เนลสัน แมนเดลา)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...