โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

TISCO ตั้งเป้าสินเชื่อปี’69 โตสูงสุด 5% มั่นใจฐานทุนแกร่ง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ม.ค. เวลา 11.24 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. เวลา 11.24 น.

TISCO ประเมินปี 2569 สินเชื่อโตจำกัด 0-5% ท่ามกลางเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า เดินหน้าปรับพอร์ตลดความเสี่ยง เน้นเช่าซื้อรถยนต์ คุม NPL อยู่ในกรอบ มั่นใจฐานเงินกองทุนแข็งแกร่งรองรับการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ พร้อมวางยุทธศาสตร์ 3 ปี (2569–2571) ครอบคลุมสินเชื่อ ธุรกิจการเงิน การลงทุน และการบริหารความมั่งคั่ง ควบคู่ใช้เทคโนโลยีและ AI เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในกรอบใกล้เคียงกับปีก่อน โดยประเมินการเติบโตไว้ที่ระดับประมาณ 0-5% แม้โครงสร้างหรือเซกเมนต์ของการปล่อยสินเชื่ออาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ภาพรวมยังไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ

โดยที่ผ่านมา TISCO เน้นการเติบโตของสินเชื่อจำนำทะเบียนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและยังมีความไม่แน่นอน ธนาคารมีความจำเป็นต้องปรับพอร์ตไปสู่ธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น เช่น สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ เพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาว

นายศักดิ์ชัยระบุว่า ด้านคุณภาพสินทรัพย์ในปีที่ผ่านมา อัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังคงอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ดี และคาดว่าในปีนี้จะสามารถรักษาให้อยู่ต่ำกว่ากรอบที่ตั้งไว้ต่อไป แม้อาจมีการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

สำหรับการขยายสินเชื่อรายย่อยและธุรกิจหลัก ธนาคารมองว่ามาตรการ SMEs Credit Boost วงเงินรวมประมาณ 20,000 ล้านบาท เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโต โดยส่วนหนึ่งเป็นโควตาตามสัดส่วนของธนาคาร และอีกส่วนเป็นลักษณะใครพร้อมก็สามารถปล่อยสินเชื่อได้ก่อน

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยและภาครัฐต้องการให้สถาบันการเงินมีบทบาทในการพยุงและสนับสนุนภาคเศรษฐกิจ หากมีมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม ธนาคารก็จะมีความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อเพิ่ม โดยเน้นกลุ่มรายย่อยและ SME ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของพอร์ตอยู่แล้ว

นายศักดิ์ชัยกล่าวว่า ระดับเงินปันผลปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 7.75 บาทต่อหุ้น ซึ่งต้องอาศัยกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่าประมาณ 6,200 ล้านบาท หากสามารถทำกำไรได้สูงกว่านี้ TISCO ก็จะมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ในอัตราที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการจ่ายปันผลที่มีความสม่ำเสมอและสามารถคาดการณ์ได้ เนื่องจากผู้ถือหุ้นจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุที่พึ่งพารายได้จากเงินปันผลเป็นหลัก

เมื่อพิจารณาแผนการดำเนินงานในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ทั้งด้านการเติบโตและการใช้เงินกองทุน ธนาคารมั่นใจว่าเงินกองทุนในระดับมากกว่า 20% เพียงพอรองรับการดำเนินธุรกิจ และยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน

สำหรับอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ที่อยู่ในระดับประมาณ 15.4% สะท้อนโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อในปัจจุบัน โดยหากเน้นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ ROE จะไม่สูงมากนัก แต่หากขยับไปเน้นสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ธนาคารจึงต้องรักษาสมดุลอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา TISCO ได้ปรับโครงสร้างพอร์ตอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วน High Yield Loan จากเดิมที่สินเชื่อจำนำทะเบียนและสินเชื่อรถจักรยานยนต์มีเพียงราว 8% เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 25% ขณะที่สินเชื่อรายใหญ่ (Corporate Loan) เพิ่มจาก 12% เป็น 25% ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อที่เคยมีสัดส่วนมากกว่า 60% ลดลงเหลือประมาณ 40% แม้ขนาดพอร์ตเช่าซื้อจะลดลง แต่เป็นการเน้นเช่าซื้อรถใหม่ ซึ่งสามารถคาดการณ์ต้นทุนได้แม่นยำกว่า ส่งผลให้คุณภาพพอร์ตโดยรวมดีขึ้น

ภาพรวมการดำเนินงานของธนาคารยังคงใช้ ROE เป็นตัวกรองสำคัญในการตัดสินใจขยายธุรกิจ ควบคู่กับการยึดหลักวินัยด้านการบริหารความเสี่ยง โดยหากไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง เช่น ภัยพิบัติขนาดใหญ่หรือภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง คาดว่าปีถัดไปธนาคารจะยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในระดับไม่น้อยกว่าปีปัจจุบัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลกำไรเป็นหลัก และด้วยฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง หากไม่มีแผนขยายสินเชื่อขนาดใหญ่ กำไรก็สามารถนำมาคืนให้ผู้ถือหุ้นได้

นายศักดิ์ชัยระบุว่า การตั้งสำรองในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ธนาคารเพิ่มสำรองสูงถึงประมาณ 70% แต่ปัจจุบันระดับสำรองได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และคาดว่าจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ฐานสำรองที่สูงขึ้นช่วยลดแรงกดดันต่อกำไรในอนาคต โดยผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเพิ่มจาก 0.2% เป็น 1.0% ของพอร์ตสินเชื่อรวม แม้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่อยู่ราว 1.4-1.8% แต่สะท้อนการกลับเข้าสู่ระดับปกติหลังจากช่วงโควิดที่มีการตั้งสำรองไว้สูงมาก ขณะที่ Coverage Ratio ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 172% ถือว่าเพียงพอและยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นมาก เว้นแต่เศรษฐกิจจะแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้

ในประเด็นทิศทางอัตราดอกเบี้ย มองว่ายังมีโอกาสปรับลดลงได้อีกเล็กน้อย โดยสเปรดในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาเริ่มกว้างขึ้น และคาดว่าจะเกิดโมเมนตัมต่อเนื่อง จากสัญญาณของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้มุ่งกระตุ้น GDP โดยตรง แต่ช่วยลดภาระของประชาชนผ่านกลไกการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการส่งผ่านราว 50% หมายความว่าหากดอกเบี้ยนโยบายลดลง 1% อัตราดอกเบี้ยที่ลูกค้าจ่ายอาจลดลงประมาณ 0.5%

ปีที่ผ่านมา MLR ปรับลดลงไม่มากนัก แต่กลุ่มลูกค้ารายย่อยและ SME ได้รับประโยชน์ค่อนข้างมาก ภาระดอกเบี้ยลดลง ทำให้เงินงวดเท่าเดิมสามารถตัดเงินต้นได้มากขึ้น โดยประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจอยู่แถวระดับ 1% และยังมีโอกาสปรับลดได้อีกหนึ่งครั้ง ทั้งนี้ ปัจจุบันประมาณ 70% ของพอร์ตสินเชื่อเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ ทำให้ผลกระทบแตกต่างจากธนาคารขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงต้องระมัดระวังต้นทุนทางการเงินที่อาจเพิ่มขึ้น หากเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าที่ประเมินไว้

สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 2569 ธุรกิจรายย่อยยังเป็นหัวใจหลัก คิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของสินเชื่อรวม โดยส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ รถยนต์มือสอง รถจักรยานยนต์ และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถทุกประเภทภายใต้แบรนด์ “สมหวัง เงินสั่งได้” โดยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจะมุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านบริการดิจิทัลครบวงจร ควบคู่การนำ AI Virtual Coach และระบบอัตโนมัติมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสาขา พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเหลือลูกค้าในภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แม้อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อมอเตอร์ไซค์จะเน้นการเติบโตแบบคัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง และเสริมธุรกิจนายหน้าประกันภัยด้วยโมเดลที่เหมาะสมกับลูกค้า พร้อมเตรียมระบบรองรับสินเชื่อ EV เพื่อสนับสนุนการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้าให้ 30% ของสินเชื่อใหม่เป็นสินเชื่อรถไฟฟ้าแบบ BEV

ธุรกิจขนาดใหญ่จะใช้กลยุทธ์การเติบโตแบบคัดเลือก (Selective Growth) ในกลุ่มที่ธนาคารมีความเชี่ยวชาญ เช่น อสังหาริมทรัพย์และพลังงาน รวมถึงขยายไปยังกลุ่ม Healthcare และ Data Center ควบคู่การผลักดันการเงินสีเขียวหรือ Green Financing โดยตั้งเป้าให้ 25% ของสินเชื่อองค์กรเป็นโครงการพลังงานสะอาดภายในปี 2573 ส่วนธุรกิจ SME จะขยายความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและหอการค้าจังหวัด เพื่อเจาะตลาดท้องถิ่น เพิ่มโอกาสการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือ Soft Loan พร้อมบริหารความเสี่ยงผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อ

ด้านธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ธนาคารมุ่งสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดการให้คำปรึกษาทางการเงินแบบองค์รวม ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนการลงทุน ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ การวางแผนเกษียณ และการวางแผนมรดก โดยผสานความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษาทางการเงินเข้ากับเทคโนโลยี ผ่านโปรแกรม TISCO My Goal และแพลตฟอร์ม My Wealth เพื่อยกระดับประสบการณ์เฉพาะบุคคล มุ่งเน้นกลุ่ม Mass Affluent ที่มีสินทรัพย์ลงทุนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป

ธุรกิจบริหารจัดการกองทุนมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลและเครือข่ายตัวแทน พร้อมออกแบบกองทุนที่ตอบโจทย์ผู้เกษียณอายุ เน้นการบริหารความเสี่ยงระยะยาวและการจ่ายปันผล รวมถึงแคมเปญ “Debt-Free, More Savings” เพื่อส่งเสริมการออมและลดภาระหนี้ของสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ส่วนธุรกิจหลักทรัพย์จะเพิ่มความสะดวกในการลงทุนและสร้างรายได้ใหม่ผ่านการนำ AI มาประยุกต์ใช้ พัฒนาแพลตฟอร์ม Investifi+ ให้เป็นที่ปรึกษาการลงทุนครบวงจร พร้อมขยายสินทรัพย์ลงทุนและเสริมบริการลูกค้าสถาบันผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Jefferies ขณะที่ธุรกิจนายหน้าประกันภัยมุ่งให้บริการที่ปรึกษาระดับพรีเมียม ภายใต้แพลตฟอร์ม Open Architecture ร่วมกับบริษัทประกันชั้นนำ และขับเคลื่อนผ่านแคมเปญ Family First

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้งวดปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 6,659 ล้านบาท ลดลง 3.5% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.0% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ซึ่งเป็นไปตามแผนการเพิ่มสำรองกลับเข้าสู่ระดับปกติ รวมถึงรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

ขณะที่รายได้รวมจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น 2.2% จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 8.8% รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) ที่เติบโต 5.5% สอดคล้องกับปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยธนาคารทิสโก้มีปริมาณการปล่อยสินเชื่อรถใหม่ในงวดปี 2568 เติบโตกว่า 30% รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนขยายตัวตามการเพิ่มขึ้นของเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการออกกองทุนรวมใหม่รวม 15 กองในระหว่างปี

นอกจากนี้ บริษัทมีผลกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ด้านธุรกิจหลักทรัพย์ชะลอตัวตลอดปี ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ซบเซา ด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอ่อนตัวลง 0.5%

ผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยรวม 4 ครั้งในปีนี้ และการลดดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือ “คุณสู้ เราช่วย” บริษัทยังคงดำเนินการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (Cost-to-income Ratio) ที่ 45.9% ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) งวดปี 2568 อยู่ที่ 15.4%

เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีจำนวน 235,779 ล้านบาท เติบโต 1.5% จากสิ้นปี 2567 จากสินเชื่อเช่าซื้อเป็นหลัก สินเชื่อรถมือสองและสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามแผนการขยายสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงอย่างระมัดระวัง รวมทั้งสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ฟื้นตัว ตามยอดขายรถยนต์ในประเทศที่กลับมาขยายตัว

ประกอบกับส่วนแบ่งตลาดของธนาคารทิสโก้ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.1% สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลดลงมาอยู่ที่ 2.28% ของสินเชื่อรวม ผลจากนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง รวมถึงการให้การช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ บริษัทมีค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 172%

ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.5% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.4% และ 2.1% ตามลำดับ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : TISCO ตั้งเป้าสินเชื่อปี’69 โตสูงสุด 5% มั่นใจฐานทุนแกร่ง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...