TISCO ตั้งเป้าสินเชื่อปี’69 โตสูงสุด 5% มั่นใจฐานทุนแกร่ง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ
TISCO ประเมินปี 2569 สินเชื่อโตจำกัด 0-5% ท่ามกลางเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า เดินหน้าปรับพอร์ตลดความเสี่ยง เน้นเช่าซื้อรถยนต์ คุม NPL อยู่ในกรอบ มั่นใจฐานเงินกองทุนแข็งแกร่งรองรับการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ พร้อมวางยุทธศาสตร์ 3 ปี (2569–2571) ครอบคลุมสินเชื่อ ธุรกิจการเงิน การลงทุน และการบริหารความมั่งคั่ง ควบคู่ใช้เทคโนโลยีและ AI เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในกรอบใกล้เคียงกับปีก่อน โดยประเมินการเติบโตไว้ที่ระดับประมาณ 0-5% แม้โครงสร้างหรือเซกเมนต์ของการปล่อยสินเชื่ออาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ภาพรวมยังไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
โดยที่ผ่านมา TISCO เน้นการเติบโตของสินเชื่อจำนำทะเบียนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและยังมีความไม่แน่นอน ธนาคารมีความจำเป็นต้องปรับพอร์ตไปสู่ธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น เช่น สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ เพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาว
นายศักดิ์ชัยระบุว่า ด้านคุณภาพสินทรัพย์ในปีที่ผ่านมา อัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังคงอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ดี และคาดว่าในปีนี้จะสามารถรักษาให้อยู่ต่ำกว่ากรอบที่ตั้งไว้ต่อไป แม้อาจมีการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
สำหรับการขยายสินเชื่อรายย่อยและธุรกิจหลัก ธนาคารมองว่ามาตรการ SMEs Credit Boost วงเงินรวมประมาณ 20,000 ล้านบาท เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโต โดยส่วนหนึ่งเป็นโควตาตามสัดส่วนของธนาคาร และอีกส่วนเป็นลักษณะใครพร้อมก็สามารถปล่อยสินเชื่อได้ก่อน
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยและภาครัฐต้องการให้สถาบันการเงินมีบทบาทในการพยุงและสนับสนุนภาคเศรษฐกิจ หากมีมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม ธนาคารก็จะมีความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อเพิ่ม โดยเน้นกลุ่มรายย่อยและ SME ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของพอร์ตอยู่แล้ว
นายศักดิ์ชัยกล่าวว่า ระดับเงินปันผลปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 7.75 บาทต่อหุ้น ซึ่งต้องอาศัยกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่าประมาณ 6,200 ล้านบาท หากสามารถทำกำไรได้สูงกว่านี้ TISCO ก็จะมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ในอัตราที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการจ่ายปันผลที่มีความสม่ำเสมอและสามารถคาดการณ์ได้ เนื่องจากผู้ถือหุ้นจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุที่พึ่งพารายได้จากเงินปันผลเป็นหลัก
เมื่อพิจารณาแผนการดำเนินงานในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ทั้งด้านการเติบโตและการใช้เงินกองทุน ธนาคารมั่นใจว่าเงินกองทุนในระดับมากกว่า 20% เพียงพอรองรับการดำเนินธุรกิจ และยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน
สำหรับอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ที่อยู่ในระดับประมาณ 15.4% สะท้อนโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อในปัจจุบัน โดยหากเน้นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ ROE จะไม่สูงมากนัก แต่หากขยับไปเน้นสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ธนาคารจึงต้องรักษาสมดุลอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา TISCO ได้ปรับโครงสร้างพอร์ตอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วน High Yield Loan จากเดิมที่สินเชื่อจำนำทะเบียนและสินเชื่อรถจักรยานยนต์มีเพียงราว 8% เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 25% ขณะที่สินเชื่อรายใหญ่ (Corporate Loan) เพิ่มจาก 12% เป็น 25% ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อที่เคยมีสัดส่วนมากกว่า 60% ลดลงเหลือประมาณ 40% แม้ขนาดพอร์ตเช่าซื้อจะลดลง แต่เป็นการเน้นเช่าซื้อรถใหม่ ซึ่งสามารถคาดการณ์ต้นทุนได้แม่นยำกว่า ส่งผลให้คุณภาพพอร์ตโดยรวมดีขึ้น
ภาพรวมการดำเนินงานของธนาคารยังคงใช้ ROE เป็นตัวกรองสำคัญในการตัดสินใจขยายธุรกิจ ควบคู่กับการยึดหลักวินัยด้านการบริหารความเสี่ยง โดยหากไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง เช่น ภัยพิบัติขนาดใหญ่หรือภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง คาดว่าปีถัดไปธนาคารจะยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในระดับไม่น้อยกว่าปีปัจจุบัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลกำไรเป็นหลัก และด้วยฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง หากไม่มีแผนขยายสินเชื่อขนาดใหญ่ กำไรก็สามารถนำมาคืนให้ผู้ถือหุ้นได้
นายศักดิ์ชัยระบุว่า การตั้งสำรองในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ธนาคารเพิ่มสำรองสูงถึงประมาณ 70% แต่ปัจจุบันระดับสำรองได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และคาดว่าจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ฐานสำรองที่สูงขึ้นช่วยลดแรงกดดันต่อกำไรในอนาคต โดยผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเพิ่มจาก 0.2% เป็น 1.0% ของพอร์ตสินเชื่อรวม แม้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่อยู่ราว 1.4-1.8% แต่สะท้อนการกลับเข้าสู่ระดับปกติหลังจากช่วงโควิดที่มีการตั้งสำรองไว้สูงมาก ขณะที่ Coverage Ratio ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 172% ถือว่าเพียงพอและยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นมาก เว้นแต่เศรษฐกิจจะแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้
ในประเด็นทิศทางอัตราดอกเบี้ย มองว่ายังมีโอกาสปรับลดลงได้อีกเล็กน้อย โดยสเปรดในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาเริ่มกว้างขึ้น และคาดว่าจะเกิดโมเมนตัมต่อเนื่อง จากสัญญาณของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้มุ่งกระตุ้น GDP โดยตรง แต่ช่วยลดภาระของประชาชนผ่านกลไกการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการส่งผ่านราว 50% หมายความว่าหากดอกเบี้ยนโยบายลดลง 1% อัตราดอกเบี้ยที่ลูกค้าจ่ายอาจลดลงประมาณ 0.5%
ปีที่ผ่านมา MLR ปรับลดลงไม่มากนัก แต่กลุ่มลูกค้ารายย่อยและ SME ได้รับประโยชน์ค่อนข้างมาก ภาระดอกเบี้ยลดลง ทำให้เงินงวดเท่าเดิมสามารถตัดเงินต้นได้มากขึ้น โดยประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจอยู่แถวระดับ 1% และยังมีโอกาสปรับลดได้อีกหนึ่งครั้ง ทั้งนี้ ปัจจุบันประมาณ 70% ของพอร์ตสินเชื่อเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ ทำให้ผลกระทบแตกต่างจากธนาคารขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงต้องระมัดระวังต้นทุนทางการเงินที่อาจเพิ่มขึ้น หากเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าที่ประเมินไว้
สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 2569 ธุรกิจรายย่อยยังเป็นหัวใจหลัก คิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของสินเชื่อรวม โดยส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ รถยนต์มือสอง รถจักรยานยนต์ และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถทุกประเภทภายใต้แบรนด์ “สมหวัง เงินสั่งได้” โดยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจะมุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านบริการดิจิทัลครบวงจร ควบคู่การนำ AI Virtual Coach และระบบอัตโนมัติมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสาขา พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเหลือลูกค้าในภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แม้อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อมอเตอร์ไซค์จะเน้นการเติบโตแบบคัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง และเสริมธุรกิจนายหน้าประกันภัยด้วยโมเดลที่เหมาะสมกับลูกค้า พร้อมเตรียมระบบรองรับสินเชื่อ EV เพื่อสนับสนุนการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้าให้ 30% ของสินเชื่อใหม่เป็นสินเชื่อรถไฟฟ้าแบบ BEV
ธุรกิจขนาดใหญ่จะใช้กลยุทธ์การเติบโตแบบคัดเลือก (Selective Growth) ในกลุ่มที่ธนาคารมีความเชี่ยวชาญ เช่น อสังหาริมทรัพย์และพลังงาน รวมถึงขยายไปยังกลุ่ม Healthcare และ Data Center ควบคู่การผลักดันการเงินสีเขียวหรือ Green Financing โดยตั้งเป้าให้ 25% ของสินเชื่อองค์กรเป็นโครงการพลังงานสะอาดภายในปี 2573 ส่วนธุรกิจ SME จะขยายความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและหอการค้าจังหวัด เพื่อเจาะตลาดท้องถิ่น เพิ่มโอกาสการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือ Soft Loan พร้อมบริหารความเสี่ยงผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อ
ด้านธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ธนาคารมุ่งสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดการให้คำปรึกษาทางการเงินแบบองค์รวม ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนการลงทุน ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ การวางแผนเกษียณ และการวางแผนมรดก โดยผสานความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษาทางการเงินเข้ากับเทคโนโลยี ผ่านโปรแกรม TISCO My Goal และแพลตฟอร์ม My Wealth เพื่อยกระดับประสบการณ์เฉพาะบุคคล มุ่งเน้นกลุ่ม Mass Affluent ที่มีสินทรัพย์ลงทุนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป
ธุรกิจบริหารจัดการกองทุนมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลและเครือข่ายตัวแทน พร้อมออกแบบกองทุนที่ตอบโจทย์ผู้เกษียณอายุ เน้นการบริหารความเสี่ยงระยะยาวและการจ่ายปันผล รวมถึงแคมเปญ “Debt-Free, More Savings” เพื่อส่งเสริมการออมและลดภาระหนี้ของสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ส่วนธุรกิจหลักทรัพย์จะเพิ่มความสะดวกในการลงทุนและสร้างรายได้ใหม่ผ่านการนำ AI มาประยุกต์ใช้ พัฒนาแพลตฟอร์ม Investifi+ ให้เป็นที่ปรึกษาการลงทุนครบวงจร พร้อมขยายสินทรัพย์ลงทุนและเสริมบริการลูกค้าสถาบันผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Jefferies ขณะที่ธุรกิจนายหน้าประกันภัยมุ่งให้บริการที่ปรึกษาระดับพรีเมียม ภายใต้แพลตฟอร์ม Open Architecture ร่วมกับบริษัทประกันชั้นนำ และขับเคลื่อนผ่านแคมเปญ Family First
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้งวดปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 6,659 ล้านบาท ลดลง 3.5% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.0% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ซึ่งเป็นไปตามแผนการเพิ่มสำรองกลับเข้าสู่ระดับปกติ รวมถึงรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
ขณะที่รายได้รวมจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น 2.2% จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 8.8% รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) ที่เติบโต 5.5% สอดคล้องกับปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยธนาคารทิสโก้มีปริมาณการปล่อยสินเชื่อรถใหม่ในงวดปี 2568 เติบโตกว่า 30% รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนขยายตัวตามการเพิ่มขึ้นของเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการออกกองทุนรวมใหม่รวม 15 กองในระหว่างปี
นอกจากนี้ บริษัทมีผลกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ด้านธุรกิจหลักทรัพย์ชะลอตัวตลอดปี ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ซบเซา ด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอ่อนตัวลง 0.5%
ผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยรวม 4 ครั้งในปีนี้ และการลดดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือ “คุณสู้ เราช่วย” บริษัทยังคงดำเนินการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (Cost-to-income Ratio) ที่ 45.9% ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) งวดปี 2568 อยู่ที่ 15.4%
เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีจำนวน 235,779 ล้านบาท เติบโต 1.5% จากสิ้นปี 2567 จากสินเชื่อเช่าซื้อเป็นหลัก สินเชื่อรถมือสองและสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามแผนการขยายสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงอย่างระมัดระวัง รวมทั้งสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ฟื้นตัว ตามยอดขายรถยนต์ในประเทศที่กลับมาขยายตัว
ประกอบกับส่วนแบ่งตลาดของธนาคารทิสโก้ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.1% สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลดลงมาอยู่ที่ 2.28% ของสินเชื่อรวม ผลจากนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง รวมถึงการให้การช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ บริษัทมีค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 172%
ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.5% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.4% และ 2.1% ตามลำดับ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : TISCO ตั้งเป้าสินเชื่อปี’69 โตสูงสุด 5% มั่นใจฐานทุนแกร่ง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net