โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บทเรียนราคาแพง 400 ล้าน! สู่ 3 กฎเหล็กการเงินที่ต้องรู้ กู้นอกระบบ-ธุรกิจเกินตัว-หนี้กับคู่ชีวิต

Thairath Money

อัพเดต 24 พ.ย. 2568 เวลา 12.42 น. • เผยแพร่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 12.28 น.
ภาพไฮไลต์

จากข่าวลือประเด็นร้อนของดาราอักษรย่อ “น.” ว่าชวนเพื่อนลงทุนแล้วมีหนี้รวมกว่า 400 ล้านบาท ล่าสุดทาง “นานา - ไรบีนา อินทชัย” ออกมายอมรับด้วยตัวเองว่าเป็นคนในข่าว และต้นตอปัญหาไม่ได้มาจากการพนัน แต่มาจากการทำธุรกิจที่เกินตัว

แม้ นานา จะออกมาแถลงผ่านไลฟ์สดหลายครั้งเพื่ออธิบายสถานการณ์ต่างๆ ทว่าหลายคนยังมีข้อสงสัยกับเรื่องเหล่านี้ ว่า ถ้าเกิดกับตนเองต้องรับมือยังไงดี

“กู้ดอกเบี้ย 48% ต่อปี” เจ้าหนี้-ลูกหนี้ต้องรู้เรื่องอะไร?

ยอดหนี้รวมดอกเบี้ยกว่า 400 ล้านบาท หลายคนอาจสงสัยว่า “ใช้เวลานานเท่าไร” หนี้ถึงพอกพูนมาถึงจุดนี้ แต่พอ นานา - ไรบีนา เล่าว่าเธอยืมเงินจากเพื่อนๆ และพยายามจ่ายคืนหนี้ด้วยอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อเดือน หรือคิดเป็น 48% ต่อปี ก็ทำให้เห็นภาพว่าหนี้โตมาถึงหลักร้อยล้านได้อย่างไร

แต่อย่างที่ทุกคนรู้กันดี ไม่ว่าจะการกู้ยืมกันเองกับเพื่อน หรือกู้หนี้นอกระบบ กฎหมายกำหนดไว้ว่า อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 15% ต่อปี หรือ 1.25% ต่อเดือน ถ้าใครคิดเกิน 15% ต่อปีก็จะถือว่าฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 “ดอกเบี้ย” ที่เกินจาก 15% แรกมาก็จะเป็นโมฆะไป (ตัวอย่างจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 96/2563)

ในฐานะลูกหนี้ ถ้าใครต้องเจอเจ้าหนี้ดอกเบี้ยโหด ไม่ว่าจะกู้รายเดือน รายปี หรือรายวัน ต้องรีบแก้ไข เรามีคำแนะนำจากสภาองค์กรของผู้บริโภคกล่าวว่า4 ขั้นตอนเพื่อรับมือปัญหานี้ คือ
1. หยุดจ่ายเงินก่อน
2. ตรวจสอบยอดหนี้ หากดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ให้หยุดจ่าย
3. รวบรวมหลักฐานการกู้เพื่อไปแจ้งความ เช่น ข้อความแชต, ชื่อแอปฯ สลิป, รายการเดินบัญชีตั้งแต่กู้เงินมา
4. ลบแอปฯ กู้เงินออกทั้งหมด ป้องกันโดนรีดเงินเพิ่ม

ฝั่งเจ้าหนี้เองต้องคิดให้รอบด้านเช่นกัน เพราะการให้กู้ยืมดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปี เป็นความผิดทางอาญาอีกด้วย แม้ในไทยจะมีคนหัวหมอที่ระบุ “ดอกเบี้ยส่วนเกิน” ในชื่ออื่นๆ เช่น ค่าธรรมเนียมเรียกใช้วงเงิน ฯลฯ แต่ศาลก็อาจพิจารณาว่าเป็นการเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเกินอัตราเช่นกัน

อยากเติบโต แต่ต้องไม่ทำ “ธุรกิจเกินตัว”

อีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนโฟกัสคือ การทำธุรกิจของเหล่าดารา ที่ดูจะเติบโตเร็ว แต่นี่อาจเป็นกับดักถ้าเราไม่วางแผนให้ดี โดยเฉพาะเรื่องเงินว่าจะบริหารยังไงให้ธุรกิจไปรอด และไม่สร้าง “หนี้มหาศาล” ตามมา ดังนั้นเราอยากจะชวนคิดใน 4 เรื่องสำหรับคนที่กำลังเริ่มหรือมีธุรกิจเป็นของตัวเอง

1. “กำไร” เป็นสิ่งสำคัญ แต่ “กระแสเงินสด” สำคัญกว่า: อย่าดูแค่ตัวเลขกำไรทางบัญชี แต่ต้องบริหารเงินสดให้พอจ่ายค่าของ ค่าแรง และหนี้สิน สิ่งสำคัญคือ “ห้ามใช้เงินปนกัน” อย่าดึงเงินร้านไปใช้ส่วนตัว เช่น ไปจ่ายค่าเทอมลูก เพราะอาจส่งผลถึงสภาพคล่องของธุรกิจ จึงควรแยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีธุรกิจให้ชัดเจน

2. ไม่ทำบัญชี 2 เล่ม เพื่อให้เห็นภาพรวมที่แท้จริง: พื้นฐานของธุรกิจต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอยู่เสมอ ในทุกยอดการใช้จ่ายเพื่อให้รู้สถานะการเงินของเรา แต่ที่สำคัญกว่าคือ ไม่ทำบัญชี 2 เล่ม (เล่มนึงไว้ยื่นกรมสรรพากร, เล่มนึงไว้ดูเอง) เพราะนี่อาจเป็นช่องโหว่ให้เกิดการรั่วไหลของเงินก็เป็นได้

3. แบ่งเงินสำรอง ไว้รับมือทุกเรื่อง: เมื่อมีกำไรควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งเป็น “เงินทุนสำรอง” เพราะการทำธุรกิจต้องเตรียมเงินสำหรับขยับขยาย ไปจนถึง ถ้าเจอเรื่องไม่คาดคิดก็สามารถใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีกว่า ถึงวันที่เดือดร้อนขึ้นมาแต่ไม่มีเงิน เราอาจต้องกู้ยืมดอกเบี้ยสูง และกลายมาเป็นภาระทีหลัง

4. ธุรกิจจะดี เจ้าของต้องมีเงินอย่างมั่นคง: มีสักกี่คนที่ธุรกิจดี แต่ชีวิตการเงินส่วนตัวไม่ดี? ดังนั้น เมื่อเราขีดเส้นเงินส่วนตัวกับธุรกิจอย่างชัดเจน ก็ควรบริหารการเงินส่วนตัวไว้ด้วยเพราะเป้าหมายของเงินก้อนนี้จะต่างจากธุรกิจ เราต้องวางแผนถึงคนที่เรารัก เราอาจกันเงินส่วนหนึ่งไว้ซื้อประกันภัย หรือวางแผนเกษียณส่วนตัวไว้

ภรรยามีหนี้จากการยืมเงิน สามีต้องร่วมจ่ายไหม?

เรื่องของ “หนี้สิน” หลายคนอาจสงสัยว่าเมื่อ นานามีหนี้ก้อนโตที่เกิดจากการกู้ยืมนั้น สามีอย่างเวย์ ไทเทเนียม หรือ ปริญญา อินทชัย จะต้องรับผิดชอบหนี้ส่วนนี้ด้วยไหม? แม้เราจะไม่มีรายละเอียดในเรื่องนี้ แต่ Thairath Money อยากชวนมาเข้าใจพื้นฐานกฎหมายเรื่องสินสมรสตามบริบทของไทยกัน

อย่างแรก เมื่อแต่งงานจดทะเบียนกันแล้ว ทรัพย์สมบัติที่เกิดขึ้นหลังแต่งงาน เช่น เงินเดือน เงินบำนาญ เงินค่าเช่าจากทรัพย์สินที่มีอยู่ ฯลฯ ก็ต้องแชร์กัน รวมไปถึงขา “หนี้” ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันด้วย

ข้อมูลจากสำนักงานกิจการยุติธรรม แจกแจงไว้ว่า การเป็นลูกหนี้ร่วมกันของคู่สมรส เกิดได้จากหลายกรณี เช่น
- หนี้เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือน
- หนี้จากการรักษาคนในครอบครัว
- หนี้ที่เกี่ยวกับสินสมรส
- หนี้จากการอุปการะเลี้ยงดู
- หนี้ที่เกิดขึ้นจากงานที่ทำด้วยกัน
- ฯลฯ
นอกจากนี้ แม้จะเป็นหนี้ของสามี หรือภรรยา คนใดคนหนึ่ง แต่ถ้าอีกฝ่ายเห็นชอบ ก็ถือเป็นหนี้ที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ซึ่งหลายเคสการกู้ยืมจะต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากอีกฝ่าย เช่น ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์, กู้ยืมเงิน เป็นต้น

ทั้ง 3 เรื่องนี้ เป็นกฎเหล็กเรื่องเงินที่ใกล้ตัวเราทุกคน แม้ว่าเราอาจผิดพลาดไปบ้าง แต่การ “ยอมรับความจริง” และ “แสดงความรับผิดชอบ” อาจเป็นทางออกที่ช่วยให้ทุกคนเดินหน้าต่อไปได้ เพราะการมีหนี้สินไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้เราได้กลับมาทบทวนข้อผิดพลาด เพื่อเริ่มต้นใหม่ได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม
ที่มา : สำนักงานกิจการยุติธรรม, สภาองค์กรของผู้บริโภค, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บทเรียนราคาแพง 400 ล้าน! สู่ 3 กฎเหล็กการเงินที่ต้องรู้ กู้นอกระบบ-ธุรกิจเกินตัว-หนี้กับคู่ชีวิต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...