โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

MEGA ลั่นไตรมาส4 พีค ทุ่ม 120 ล้านดอลล์ขยาย

ทันหุ้น

อัพเดต 02 ธ.ค. 2568 เวลา 15.58 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2568 เวลา 18.30 น.

#MEGA #ทันหุ้น – MEGA ชี้ไตรมาส 4 พีคยอดขายเชื่อโตทั้งเทียบปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า มองธุรกิจยาอึดกว่าสินค้าอื่น แบรนด์หลักปีนี้ยังโต 9-12% วาง 3 ปีข้างหน้าทุ่มลงทุนกว่า 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายฐานและกำลังการผลิต พร้อมรุกฐานกว่า 30 ประเทศ

นายวิเวก ดาวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ปีนี้น่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลจากปีก่อนฐานยอดขายในเมียนมาต่ำมาก แต่ปีนี้มีสินค้าพร้อมจำหน่ายและสามารถนำเข้าได้มากขึ้น ส่วนในเชิงการเปรียบเทียบกับไตรมาส 3/2568 ที่ผ่านมาก็ยังประเมินจะดีขึ้นเช่นกันตามวัฏจักรปกติตลอด 10 ปีที่ผ่านมาปลายปียอดขายมักจะสูง

@ธุรกิจแข็งแรง

สำหรับเป้าหมายการเติบโตรายได้ทั้งปี 2568 เน้นในแบรนด์สินค้าหลักคือ Mega We Care อยู่ในช่วง High Single Digit ถึง Low Double Digit หรือประมาณ 9-12% แม้ในปัจจัยภายนอกระดับโลกเผชิญทั้งสงครามในยูเครนและสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมา มีภาวะอุทกภัยในหลายประเทศที่บริษัทดำเนินงานอยู่ เช่น ศรีลังกา อินโดนีเซีย เวียดนาม แต่ผลกระทบต่อยอดขายโดยรวมถือว่าไม่มาก ซึ่งรวมถึงภาคใต้ของไทย

เนื่องจากยาและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าจำเป็นดังนั้นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในตลาดๆ จึงไม่ได้รับเต็มที่ดังเช่นธุรกิจสินค้าอื่นโดยทั่วไป โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ยา ส่วนใหญ่ขายในโรงพยาบาลและร้านยา การเติบโตของยาใหม่ๆ สูงกว่ายาเดิม 2. อาหารเสริม/วิตามิน รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ซึ่งมั่นใจจะไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากนัก

@ เป้าอนาคต

ทั้งนี้บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และขยายธุรกิจในทวีปแอฟริกา ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นผู้นำในตลาด มีสายผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แข็งแกร่ง และมีการเข้าซื้อกิจการที่มีศักยภาพในการเติบโต

สำหรับปี 2569 เป้าหมายเติบโตของแบรนด์หลักจะอยู่ในช่วง 8-12% ส่วนธุรกิจ Max Care ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการกระจายสินค้าในเมียนมาเป็นส่วนที่คาดการณ์ได้ยากเนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก

@ลงทุนหนักขยายฐาน

ขณะที่ภายใน 3 ปีข้างหน้า บริษัทวางแผนลงทุนรวมประมาณ 100-120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายกำลังการผลิตและแบรนด์ในกว่า 30 ประเทศ อีกทั้งยังวิจัยและพัฒนากำหนดงบประมาณไว้ที่ประมาณ 2% ถึง 2.5% ของยอดขายธุรกิจแบรนด์ ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นเป็น 2-3% หากต้องมีการซื้อหรือพัฒนายาที่ซับซ้อนและแตกต่าง

ส่วนการลงทุน อาทิ การขยายโรงงานในเวียดนาม ซึ่งได้รับการอนุมัติและมีการลงทุนเพื่อสร้างโรงงานผลิตแล้ว โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กฎหมายในเวียดนามปัจจุบันสนับสนุนให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถขายสินค้าให้รัฐบาลได้ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดี

มีแผนที่จะลงทุนสร้างโรงงานผลิตในประเทศเมียนมา เพื่อผลิตและนำเข้าผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยให้การกระจายสินค้าทำได้ง่ายขึ้น ส่วนการเข้าซื้อโรงงานผลิตในอินโดนีเซียทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงตลาดเภสัชกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีมูลค่าตลาดมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีประชากรมากกว่า 275 ล้านคน ส่วนในไทย จะลงทุน 10 ล้านบาท สำหรับด้าน ESG ในโรงงานผลิต

@3 กลยุทธ์หลัก

การเติบโตในระยะ 5 ปี จะถูกขับเคลื่อนด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้ 1. การลงทุนขยายฐานและกำลังการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตและนำเข้าสินค้าได้ง่ายขึ้นและมีสินค้าในตลาดอย่างต่อเนื่อง 2. การวิจัยและพัฒนามุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และการจัดหาลิขสิทธิ์ยาใหม่ เน้นในกลุ่มที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ เช่น ยาสำหรับโรคเก๊าท์ และยาที่มีความซับซ้อน (Complex Differentiated Drug) และ 3.การสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งในทุกประเทศด้วยการลงลึกในกลุ่มสินค้าที่เชี่ยวชาญและติดตลาดแล้ว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...