โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตร.แจงชัด! คดี “บิ๊กโจ๊ก-บิ๊กต่อ” ไม่เลือกปฏิบัติ ยึดกฎหมาย

INN News

อัพเดต 11 พ.ย. 2568 เวลา 15.53 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 09.00 น. • INN News

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานกฎหมายและคดี ได้ออกแถลงชี้แจงต่อสื่อมวลชน กรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ตั้งข้อสังเกต ถึงความแตกต่างในการดำเนินการทางวินัยระหว่างตนเองกับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

โดยสำนักงานกฎหมายและคดี ระบุว่า การดำเนินการทางวินัยทั้งสองกรณี เป็นไปตามหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติหรือใช้มาตรฐานสองชั้นอย่างที่มีการตั้งข้อสงสัย

เริ่มจากประเด็นแรก เรื่องอำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 105 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้มีอำนาจสั่งการทางวินัยขึ้นอยู่กับตำแหน่งของผู้ถูกดำเนินการ กรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้มีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 105(2)

ส่วนกรณีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจตามมาตรา 105(1) ดังนั้น ความแตกต่างของผู้มีอำนาจจึงเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด มิได้เป็นการเลือกปฏิบัติ

ประเด็นต่อมา กรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีพยานหลักฐานชัดเจนถึงขั้นมีคดีอาญา ที่สถานีตำรวจนครบาลเตาปูน คดีที่ 391/2566 และมีหมายจับจากศาลอาญา หมายเลข 1396/2567 ลงวันที่ 2 เมษายน 2567 ซึ่งถือเป็นพยานหลักฐานที่ร้ายแรงและชัดเจนจึงถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 117/2567 และมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามคำสั่งที่ 118/2567

ขณะที่กรณีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 378/2568 ซึ่งเป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้นในการรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน เพื่อพิจารณาว่าจะมีการดำเนินการทางวินัยหรือไม่ในลำดับต่อไป

ส่วน หลักเกณฑ์การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามมาตรา 131 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ และกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 8
การจะออกคำสั่งเช่นนี้ได้ ต้องเข้าเงื่อนไข 2 ประการ

คือ หนึ่งต้องมีการตั้งกรรมการสอบสวนวินัย หรือมีการถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาและสอง ผู้มีอำนาจเห็นว่าการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งในกรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อ จึงถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแต่กรณีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ยังไม่เข้าเงื่อนไข เพราะอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเท่านั้น

ด้าน ผลการดำเนินการกรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 149/2568 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2568 โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2567 ส่วน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ พ้นจากราชการเนื่องจากเกษียณอายุราชการตามปกติ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567

สำนักงานกฎหมายและคดี สรุปว่า ทั้งสองกรณีเป็นการดำเนินการที่เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ผู้มีอำนาจได้ใช้ดุลพินิจพิจารณาจากพยานหลักฐานและความร้ายแรงของพฤติการณ์ในแต่ละกรณี การดำเนินการที่แตกต่างกันจึงเป็นผลจากข้อเท็จจริงที่แตกต่าง มิใช่การเลือกปฏิบัติ

พร้อมย้ำว่า หากมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมในอนาคต ผู้มีอำนาจตามกฎหมายจะต้องพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปตามสมควรแก่กรณี

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...