ตร.แถลงใหญ่! ผลงานไล่ล่าสแกมเมอร์ 13 วัน กวาด 7 พันคดี จับ 7 พันคน
วันนี้ (10 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดงานแถลงข่าวใหญ่ “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” (United Thailand Against Scammers) ที่ห้องประชุมแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมตรวจคนเข้าเมือง โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง
การแถลงข่าวครั้งนี้จัดขึ้นภายหลังรัฐบาลประกาศให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อยกระดับการทำงานเชิงรุกของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยออนไลน์และขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาชนและเศรษฐกิจประเทศอย่างต่อเนื่อง
ผลการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รายงานผลการปฏิบัติงานในรอบล่าสุด ระหว่างวันที่ 27 ต.ค. – 8 พ.น. 2568 รวม 13 วัน สามารถจับกุมคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ 7,044 คดี ผู้ต้องหา 7,174 คน โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
• คดีเครือข่ายสำคัญ 90 คดี ผู้ต้องหา 315 คน
• คดีทั่วไปเกี่ยวกับเทคโนโลยี 2,580 คดี ผู้ต้องหา 2,432 คน
• ซิมผี–บัญชีม้า 795 คดี ผู้ต้องหา 759 คน
• อุปกรณ์สื่อสารผิดกฎหมาย เช่น SIMBOX และสถานีฐานปลอม 11 คดี ผู้ต้องหา 7 คน
• สกัดกั้นผู้เดินทางไปร่วมขบวนการสแกมเมอร์ 123 ครั้ง รวม 201 คน
• จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับคดีเทคโนโลยี 965 คน
นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบและปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมาย โดยร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook, YouTube, TikTok, LINE และ X (Twitter)
เฉพาะเดือนตุลาคม–ต้นพฤศจิกายนนี้ มีการปิดเว็บพนันออนไลน์ กว่า 38,000 URL และปิดช่องทางสื่อโซเชียลที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 8,800 ครั้ง
ผลการช่วยเหลือประชาชน
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ โครงการ Money Cash Back ซึ่งเป็นการติดตามคืนเงินให้กับเหยื่อที่ถูกหลอกลวงทางออนไลน์ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับธนาคารและหน่วยงานทางการเงิน สามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายได้แล้ว รวมกว่า 312 ล้านบาท ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568
ในงานแถลงข่าววันนี้ มีผู้เสียหายเดินทางมารับเงินคืนด้วยตนเอง 31 ราย มูลค่ารวม 14.6 ล้านบาท ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความร่วมมือระหว่างตำรวจ หน่วยงานทางการเงิน และภาคประชาชน
ยกระดับ “War Room” ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์
“War Room” ศูนย์ปฏิบัติการหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยกระดับให้เป็นหน่วยบูรณาการกลาง โดยมีตัวแทนจากหลายหน่วยงาน เช่น
ธนาคารแห่งประเทศไทย, กสทช., ปปง., สำนักงาน ก.ล.ต., และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เข้ามาประจำการทุกวัน เพื่อให้สามารถระงับความเสียหายได้ทันท่วงที
ศูนย์นี้มีบทบาทสำคัญในการ ตรวจจับเส้นทางการเงินต้องสงสัย, ระงับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพ, และ อายัดเงินคืนให้ผู้เสียหายได้รวดเร็วขึ้น
พัฒนาเครื่องมือเตือนภัยไซเบอร์
ตำรวจยังได้พัฒนาเครื่องมือใหม่เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยในโลกออนไลน์ ได้แก่
• แอป “Cyber Check” ใช้ตรวจสอบเบอร์โทร บัญชีธนาคาร หรือโซเชียลมีเดียที่น่าสงสัย ปัจจุบันมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 300,000 คน
• โครงการ “Cyber Vaccine” เผยแพร่รูปแบบกลโกงใหม่ ๆ ผ่านเพจ “ตำรวจไซเบอร์” เพื่อเตือนภัยให้ประชาชนทันก่อนตกเป็นเหยื่อ
ความร่วมมือระดับนานาชาติ
ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ มีองค์กรต่างชาติหลายแห่งเข้าร่วม เช่น FBI, HSI, U.S. Secret Service, UNODC, ตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย, เยอรมนี และเกาหลีใต้ รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลรายใหญ่ทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนการสืบสวนข้ามพรมแดน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า รัฐบาลมุ่งมั่นจะ “ทำให้ประเทศไทยปลอดภัยจากสแกมเมอร์” โดยจะผลักดันการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้เป็นรูปธรรม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า
“ทุกหน่วยงานของรัฐจะไม่ยอมให้มิจฉาชีพในโลกออนไลน์มาทำร้ายประชาชนไทยได้อีกต่อไป”
สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันจะเดินหน้าอย่างเข้มข้น ปราบปรามทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งหลอกลวงออนไลน์ และเครือข่ายพนันออนไลน์ทุกรูปแบบ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในโลกดิจิทัลอย่างยั่งยืน