โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

Bloomberg เผยบทสัมภาษณ์ยศชนัน ชี้ความท้าท้ายภาพลักษณ์หลานชายทักษิณ มั่นใจการแพทย์พาเศรษฐกิจไทยโตปีละ 5%

THE STANDARD

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
Bloomberg เผยบทสัมภาษณ์ยศชนัน ชี้ความท้าท้ายภาพลักษณ์หลานชายทักษิณ มั่นใจการแพทย์พาเศรษฐกิจไทยโตปีละ 5%

สำนักข่าว Bloomberg เผยแพร่บทสัมภาษณ์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีวัย 46 ปี ของพรรคเพื่อไทย ในวันนี้ (11 มกราคม) โดยนำเสนอวิสัยทัศน์ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และความท้าทายของเขา ทั้งในฐานะหลานชายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และการเอาชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ในการให้สัมภาษณ์ซึ่งมีขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ยศชนัน กล่าวต่อ Bloomberg โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า เขาสามารถนำพาประเทศไทยให้เติบโตทางเศรษฐกิจได้ปีละ 5% ด้วยการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ

“เรามีนักวิจัยมากมาย เรามีโอกาสมากมาย เพียงแค่ต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เราก็สามารถสร้างภาคส่วนใหม่ของการบริการรักษาโรคมะเร็งได้”

เขาเชื่อว่าอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ นั้นมีศักยภาพที่จะแซงหน้าภาคส่วนอื่นๆ และเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งในด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลกอยู่แล้ว

“แทนที่จะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์หรืออิเล็กทรอนิกส์ เราสามารถผลิตเครื่องมือแพทย์ ซึ่งจะสร้างรายได้สูงกว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน เราสามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำหรับ Data Center และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ AI ทางการแพทย์”

นอกจากนี้ ยศชนันยังแสดงความมั่นใจอย่างมาก ว่าสามารถทำให้ประเทศไทยไล่ทันประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วกว่าเป็นเท่าตัวหรือมากกว่า ได้ภายใน 4 ปี แต่ต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่สูง และปัญหาช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนที่กว้างมาก

โดยเขายังชูแผนเร่งด่วนในการช่วยเหลือประชาชน อาทิ

  • การอุดหนุนรายได้ประชาชนที่ยากจนกว่าเส้นความยากจน ให้มีรายได้ได้ถึง 36,000 บาท/ปี
  • การแก้หนี้เชิงรุก
  • การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี และประกันกำไรผลผลิต 30%
  • ลดค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ

ยศชนัน แสดงความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคเดียวที่สามารถแก้ไขปัญหา โดยมุ่งเน้นทั้งการลดภาระหนี้สินควบคู่ไปกับการลดค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และเชื่อมั่นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมคือความเชี่ยวชาญของเขา

Bloomberg ชี้ว่า ยศชนัน ถูกมองเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตของพรรคที่มุ่งเน้นรประชานิยม กับอนาคตที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งล้วนเป็นแนวทางที่ดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือที่ยังคงภักดีต่อทักษิณ ตลอดจนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ที่ยังคงลังเลและชื่นชอบการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบก้าวหน้า

แต่ความท้าทายที่สำคัญ คือการที่ยศชนัน ต้องลบภาพลักษณ์ว่าเป็น ‘ตัวแทนของทักษิณ’

อย่างไรก็ตาม แม้จะเชื่อมั่นในความเป็นตัวของตัวเอง แต่ยศชนันก็ยอมรับกับ Bloomberg ว่า “สายสัมพันธ์ของครอบครัวจะเป็นข้อได้เปรียบหากเขาได้เป็นนายกรัฐมนตรี”

“ผมจะทำงานด้วยตัวเอง แต่สำหรับการดำเนินการนั้น คุณจำเป็นต้องมีผู้ที่มีประสบการณ์สูงมาช่วย และผมก็ต่อยอดความสำเร็จจากสิ่งที่ผู้มีประสบการณ์ให้คำแนะนำมา” เขากล่าว และชี้ว่าเขา “รู้จักทีมงานเก่าทั้งหมด ซึ่งสามารถช่วยสร้างความสำเร็จให้กับประเทศได้”

ทั้งนี้ ยศชนัน ยังมั่นใจว่า หากเขาพูดเกี่ยวกับนวัตกรรมและแนวทางในการทำงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ผู้คนลืมเรื่องนามสกุลของเขา

Bloomberg ยังชี้ว่า ยศชนันเป็นหนึ่งในผู้ที่มีโอกาสสูงที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 4 ในรอบ 3 ปี

โดยแม้จะประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อกลางเดือนธันวาคม แต่ความนิยมของเขาก็พุ่งสูงในโพลสำรวจหลายสำนัก เช่น สวนดุสิตโพล ที่ได้รับความนิยมถึง 22% เป็นอันดับ 2 รองจากณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนที่ได้คะแนนนิยม 24%

ในขณะที่โพลที่จัดทำร่วมกันของหนังสือพิมพ์มติชน-เดลินิวส์ พบว่ายศชนัน ได้คะแนนนิยมเป็นอันดับ 1 ที่ 39.2% มากกว่า ณัฐพงษ์ ที่ได้ 38.8%

สำหรับความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยอาจจะได้อันดับ 2 หรือ 3 ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง ยศชนันยืนยันว่า เขายินดีเข้าร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคใดก็ได้ แต่รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีของเขาต้องปราศจากข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต

โดยหากได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง เขาวางแผนที่จะมุ่งเน้นในการฟื้นความเชื่อมั่นการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และสนับสนุนการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการนำเสนอจุดเด่นของประเทศไทย ทั้งทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์และความแข็งแกร่งด้านการผลิต

ขณะที่ในระยะยาว เขาตั้งใจที่จะปรับปรุงและยกระดับทักษะของแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุนรายใหม่ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะถูกดึงดูดมายังห่วงโซ่อุปทานที่พัฒนาแล้วของประเทศไทย

อ้างอิง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...