โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เจาะสูตร KFC สลัดภาพ Junk Food สู่ "มูเก็ตติ้ง" ดันตลาดไก่ทอด 3 หมื่นล้านพุ่ง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เปิดศักราช 2569 ตลาดร้านอาหารบริการด่วน (QSR) โดยเฉพาะเซกเมนต์ไก่ทอดมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท ยังคงเดือดทะลุปรอท ด้วยอัตราการเติบโต 8% ต่อปี ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงลิ่ว "KFC" ในฐานะเจ้าตลาดที่ครองส่วนแบ่งเกินครึ่ง (50%) ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอีกครั้งด้วยการหยิบเอา "Soft Power" ความเชื่อของคนไทยมาปั้นเป็นยอดขาย

KFC ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาดที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “กระเป๋าบักเก็ตโชคดี” ซึ่งเป็นการมอบไอเท็มเสริมดวงให้กับลูกค้า โดยเมื่อซื้อชุดบักเก็ตที่ร่วมรายการในราคาเริ่มต้นที่ 199 บาท ลูกค้าจะได้รับกระเป๋าบักเก็ตโชคดีฟรีๆ ซึ่งเป็นไอเท็มที่มีความเชื่อมโยงกับโชคลาภ

แคมเปญนี้ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มความสนุกสนานให้กับลูกค้า แต่ยังเป็นการใช้กลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงกับความเชื่อและความต้องการทางจิตใจของคนไทย ที่มักจะมองหาสิ่งเสริมโชคลาภในช่วงปีใหม่

ทั้งนี้ KFC ได้นำเสนอหนังโฆษณาที่เชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องโชคลาภในรูปแบบที่สนุกสนานและเข้าใจง่าย โดยมี “เอ็ม หัตถ์เทพ” เป็นไอคอนในวงการของขลัง มาเล่าเรื่องการตรวจพระที่แฝงไปด้วยความขำขัน และเมื่อถึงจุดเฉลยจะนำไปสู่การแนะนำของขลังที่แท้จริงนั่นคือ “กระเป๋าบักเก็ตโชคดี”

การใช้สัญลักษณ์ของขลังและความเชื่อในแคมเปญนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเข้าใจลึกซึ้งในพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศไทย ซึ่ง KFC รู้ดีว่าแม้จะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก ผู้บริโภคยังคงมองหาความมั่นคงทางจิตใจ และหากการตลาดสามารถเชื่อมโยงความเชื่อมงคลกับสินค้าได้ ก็สามารถเพิ่มความน่าสนใจให้กับแบรนด์ได้

นายสุภัค หมื่นนิกร

มุมมองกูรู ทำไมต้อง "มู" และทำแล้วได้อะไร

ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจร้านอาหาร นายสุภัค หมื่นนิกร ผู้ก่อตั้งสถาบันธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร (FFI) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีซี่ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล แฟรนไชส์ จำกัด ได้เล่าให้"ฐานเศรษฐกิจ" ฟังว่าความเชื่อเรื่องมงคลและโชคลาภถือเป็นส่วนสำคัญที่ไม่สามารถแยกออกจากชีวิตประจำวันของคนไทย แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับการมู เพื่อเสริมโชคในชีวิต ซึ่งแนวทางการตลาดสายมูที่ KFC ใช้ สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในเชิงการตลาดและการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า

จากการสำรวจแบรนด์ยักษ์ใหญ่และแบรนด์แถวหน้าในไทย พบว่ามีการนำเรื่องความสิริมงคลมาปรับใช้ในหลามิติหลัก อย่าง KFC Thailand ใช้กลยุทธ์ "Mass Mu" (มูระดับมหาชน) ผ่านแคมเปญกระเป๋าบักเก็ตโชคดีโดยดึง "เอ็ม หัตถ์เทพ" ไอคอนวงการของขลังมาเล่นกับอินไซต์คนไทย เปลี่ยนชุดไก่ทอดให้กลายเป็นไอเท็มเสริมดวงที่เข้าถึงง่าย

รูปจาก: facebook KFC ประเทศไทย

ส่วนแบรนด์อื่นๆ เช่น Copper Buffet เน้นความเชื่อในเชิง Internal Culture สร้างพลังใจให้พนักงานด้วยการสวดมนต์ทุกวันพระ และทำพิธีเจิมสถานประกอบการเพื่อความเป็นสิริมงคล ด้าน S&P ยกระดับความเชื่อสู่ "HR Strategy" โดยกำหนดให้ผู้ช่วยผู้จัดการร้านต้องผ่านหลักสูตรปฏิบัติธรรม 7 คืน 8 วัน เพื่อฝึกสมาธิและทัศนคติก่อนรับตำแหน่ง และ Big C & Central World ใช้ Iconic Magnet ติดตั้งองค์เทพขนาดใหญ่ (พระศิวะ-พระตรีมูรติ) เพื่อดึงดูด Traffic ของทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยว

รูปจาก: facebook KFC ประเทศไทย

นายสุภัค วิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ว่า ความเชื่อคือสิ่งที่แยกจากคนไทยไม่ได้ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ การตลาดสายมูจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องปรุงรสพิเศษที่ให้ผลลัพธ์มากกว่าแค่ยอดขาย ดังนี้

  • เป็นที่พึ่งทางใจในยุคประหยัด: ในวันที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ความเชื่อช่วยสร้างความหวังและพลังบวกทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
  • สร้างความต่าง : การใช้คำอวยพรหรือสินค้ามงคลช่วยเปลี่ยนแบรนด์จากคนขายของให้กลายเป็นผู้ปรารถนาดีสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์กับลูกค้าได้ลึกซึ้ง
  • Targeting ที่แม่นยำ: แบรนด์สามารถเลือกความเข้มข้นของการมูได้ เช่น ถ้าอยากได้กลุ่มกว้างให้ใช้การให้พรทั่วไป แต่ถ้าอยากเจาะจง เช่น กลุ่มความรัก ก็เลือกใช้พระแม่ลักษมีเป็นตัวชูโรง

"การตลาดสายมูไม่ได้ทำให้ไก่อร่อยขึ้น แต่มันคือการสร้าง ‘จังหวะและโอกาส’ ในใจลูกค้า เมื่อแบรนด์เข้าไปอยู่ในจังหวะที่คนต้องการที่พึ่ง แบรนด์นั้นจะกลายเป็นผู้ชนะในตลาดทันที"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...