'เจนซี' ไม่ขายวิญญาณแลกเงิน 'วัฒนธรรมองค์กร' ตัวแปรเลือกบริษัทเข้าทำงาน
บริษัท เวิร์คเวนเจอร์เทคโนโลจีส์ จำกัด หรือ WorkVenture จัดงาน Top 50 Companies in Thailand 2026 ที่จัดต่อเนื่องปีที่ 8 ในงานผู้บริหารได้เผยผลสำรวจข้อมูลเชิงลึกกี่ยวกับ “Employer Branding Super Trends 2026” ซึ่งทำการสำรวจความคิดเห็นออนไลน์ของกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่หรือเจนเนอเรชันซี(Gen Z) จำนวน 12,167 คน
ก่อนรู้เทรนด์ “เจนซี” เลือกองค์กรเพื่อเข้าร่วมทำงานด้วยจากเหตุผลอะไร จิรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการสร้างแบรนด์นายจ้าง บริษัท เวิร์คเวนเจอร์เทคโนโลจีส์ จำกัด ได้เปิดเผยโลกการทำงานแห่งอนาคตใน 4 ปีข้างหน้า หรือปี 2573 เจนเนอเรชันซี(GenZ) 100% หรือประมาณ 5 ล้านคนที่เหลือจะเข้ามาสู่โลกในการทำงานทั้งหมด
ที่ผ่านมาในรอบ 5 ปี จะมีคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานอย่างต่อเนื่อง 5 ล้านคน แต่แนวโน้มลดลงเหลือ 4 ล้านคน และปัจจุบันลดเหลือ 3 ล้านคน เป็นไปตามเทรนด์ของประชากร เด็กเกิดใหม่ของประเทศไทยที่ลดน้อยลงต่ำสุดในรอบ 75 ปี สถานการณ์ดังกล่าวถือว่าสวนทางกับการทำงานขององค์กร ภาคธุรกิจ เพราะบริบทที่เกิดขึ้นคือ ธุรกิจต้องเติบโต มีงาน ปริมาณงานมากขึ้น แต่กลับต้องเผชิญ“คนทำงานน้อยลง” ทำให้โอกาส “แย่งชิงคนทำงาน” จะเข้มข้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ คนยุคปัจจุบันยังมี “ทางเลือก” ทั้งงานอิสระ หรืองานฟรีแลนซ์ต่างๆ ที่รับงานผ่านแพลตฟอร์ม กลายเป็นอาชีพใหม่ของ New Collar ซึ่งคนเหล่านี้ต้อง “เก่งจริง” และ “คล่องตัว” โดยแต่เดิมการทำงานจะมีแค่ White Collar มนุษย์ออฟฟิศ ใส่เสื้อเชิ้ตสวมสูทไปทำงาน หรือ Blue Collar กลุ่มคนทำงานโรงงาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อ GenZ มีอิทธิพล และจะเข้าสู่โลกการทำงานในอนาคต “WorkVenture” ได้เผยผลสำรวจที่น่าสนใจ ดังนี้
เงินเดือนสำคัญ แต่ชีวิตฉันสำคัญกว่า "เจนซี" แคร์วัฒนธรรมองค์กรก่อนตัดสินใจเข้าทำงาน
ปีนี้ผลสำรวจเกี่ยวกับเหตุผลที่ “เจนซี” อยากทำงานในองค์กรนั้นๆ มีความน่าสนใจ เพราะลำดับมีการเปลี่ยน เมื่อ "เงินเดือน" และ สวัสดิการ ไม่ใช่ข้อแรกที่พิจารณา เมื่อไล่เรียงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าทำงาน เป็นดังนี้
อันดับ 1 วัฒนธรรมองค์กร ชุมชน สังคม
อันดับ 2 บริหารจัดการองค์กร โดยผู้นำสามารถบริหารจัดการสิ่งต่างๆในองค์กรได้
อันดับ 3 ทีมเวิร์ค การร่วมไม้ร่วมมือกันในการทำงาน
อันดับ 4 สมดุลงานกับชีวิตหรือ work life balance ไม่ต้องมากแต่ขอให้มีบ้าง
อันดับ 5 การเคารพซึ่งกันและกัน และเห็นอกเห็นใจกัน
ปี 2569 ผลสำรวจยังน่าสนใจเมื่อ “เงินเดือน” และ “สวัสดิการ” หล่นอันดับที่เจนซีใช้เป็นเหตุผลในการเลือกเข้าทำงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ “เซอร์ไพรซ์มาก” เพราะ 3-4 ปีที่ผ่านมา “เงิน-สวัสดิการ” ครองแชมป์มาโดยตลอด แต่ปีนี้ เงินเดือนกลายเป็นตัวแปรในการตัดสินใจอันดับ 5 ส่วนสวัสดิการหล่นไปอยู่อันดับ 9
“เงินเดือนยังมีความสำคัญ แต่ไม่อยากเอาวิญญาณไปแลกเรื่องเงิน แต่เจนซีให้ความสำคัญเรื่องอื่นมากขึ้นทั้งวัฒนธรรมองค์กร การทำงานเป็นทีมเวิร์ค การร่วมมือกัน การบริหารจัดการขององค์กรดีไหม ไม่ใช่ไปลุยหน้างานแบบมั่วๆ อย่างนั้นไม่เอา ขอทำงานแบบมืออาชีพ มือโปรจริงๆ แต่ถ้าเงินดี แล้วทำให้ชีวิตดีด้วยก็ยอมแลก ที่เป็นเช่นนี้เพราะเด็กเจนซีมีต้นทุนดี การศึกษาดี ครอบครัวดี มีตัวเลือกไม่คิดว่าต้องภักดีต่อองค์กรไหน”
ทั้งนี้ เจนซียังมองว่าองค์กรไหนที่ให้เงินเดือนหรือผลตอบแทนที่ดี พร้อมจ่ายและช่วยทำให้ชีวิตดีพร้อมย้ายองค์กรด้วย
“เจนซีไม่ใช่อดทนหรือไม่อดทนกับงานหนัก-เบา แต่อยู่ที่กระบวนการในองค์กร อย่างที่บอกเสมอ..งานหนักพอทนนะ แต่หนักหัวคนเขา(GenZ)พอเลย ถ้าอะไร Toxic ไม่เอานะ สละเลยนะ งานหนักเข้าใจ พร้อมสู้พร้อมลุย แต่ถ้างานกระทบกระเทือนจุดยืด กระทบโจทย์ชีวิตเขา มันคือ Trust และ Respect ถ้าที่นี่ไม่ใช่สำหรับเขาพร้อมไปทันที”
ไปต่อหรือพอแค่นี้ ขึ้นอยู่กับ "ทีมเวิร์ค"
สำหรับปัจจัยที่รั้งให้ “เจนซี” ต้องการทำงานต่อ หรือถ้ามีสิ่งนี้จะอยู่ต่อองค์กรเดิม
อันดับ 1 คือทีมเวิร์ค
อันดับ 2 ที่อยู่ทำงานทั้งทำเลที่ตั้งออฟฟิศหรือโลเกชัน บรรยากาศ สถานที่ทำงานเอาไว้ถ่ายรูป อวดเพื่อนได้
อันดับ 3 วัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไร
อันดับ 4 work life balance
อันดับ 5 การเคารพซึ่งกันและกัน และเห็นอกเห็นใจกัน
ทั้งนี้ อันดับ 2 นอกจากสนใจออฟฟิศหรือสถานที่ทำงานเป็นยังไง ไปอยู่แล้วต้องภูมิใจ แต่ยังคาดหวังขอทำงานจากที่บ้านหรือ Work From Home:WFH ด้วย
“เจนซีขอมีออฟฟิศดีๆหน่อยได้ไหม ส่วน work from home มากน้อยแค่ไหนค่อยว่ากันอีกที หรืออาจ 1-2 วันต่อสัปดาห์ เป็นต้น”