โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

จุดวิกฤติโลกถ้าทรัมป์ยึดกรีนแลนด์ : การแบ่งโลกใหม่ในศตวรรษที่ 21

สยามรัฐ

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย

บทนำ : เมื่อสิ่งที่เป็นไปไม่ได้กลายเป็นจริง

วันที่ 3-4 มกราคม 2026 กองกำลัง Delta Force ของสหรัฐฯ บุกจับตัวประธานาธิบดี Nicolás Maduro ของเวเนซุเอลา ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศที่สังหารพลเรือนกว่า 40-80 คน ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะ "บริหาร" เวเนซุเอลาเพื่อเข้าถึงน้ำมันและทรัพยากร เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการแทรกแซงทางทหารอีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าเป้าหมายถัดไปของทรัมป์อาจไม่ใช่ประเทศในละตินอเมริกา แต่เป็นดินแดนน้ำแข็งขนาด 2.16 ล้านตารางกิโลเมตรที่อยู่ห่างจากมอสโก เพียง 3,000 กิโลเมตร นั่นคือ กรีนแลนด์

ในขณะที่หลายคนยังมองว่าความสนใจของทรัมป์ต่อกรีนแลนด์เป็นเพียงการยั่วเย้าทางการเมือง การวิเคราะห์เชิงลึกเผยให้เห็นว่านี่อาจเป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21 และอาจนำไปสู่การแบ่งโลกใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจระหว่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซียอย่างถาวร

ส่วนที่ 1: สามเหตุผลยุทธศาสตร์ที่กรีนแลนด์คือ "Must-Have" สำหรับ MAGA

1.1 ควบคุมคอขวดทางทหารที่สำคัญที่สุดในโลก

กรีนแลนด์ไม่ได้เป็นเพียงเกาะน้ำแข็งขนาดใหญ่ แต่เป็นกุญแจสำคัญในการควบคุม GIUK Gap (Greenland-Iceland-UK gap) ซึ่งเป็นช่องแคบที่เรือรบรัสเซียและจีนต้องผ่านเพื่อเข้าสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ในสถานการณ์สงคราม การควบคุมจุดนี้เท่ากับการ "กักขัง" กองเรือของคู่แข่งไว้ในทะเลบอลติกและทะเลบาเรนต์

นอกจากนี้ ฐานทัพ Pituffik (เดิมชื่อ Thule) ซึ่งสหรัฐฯ มีอยู่แล้ว เป็นหัวใจของระบบเตือนภัยขีปนาวุธและการเฝ้าระวังอวกาศของ NATO หากสหรัฐฯ ยึดครองกรีนแลนด์โดยสมบูรณ์ จะสามารถขยายฐานทัพและระบบป้องกันขีปนาวุธได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องเจรจากับเดนมาร์กอีกต่อไป

จีนเองก็ตระหนักถึงความสำคัญนี้เป็นอย่างดี โดยมีคำเตือนว่าหากจีนสามารถวางเซนเซอร์และเรดาร์ในอาร์กติกได้ จะสามารถรบกวนระบบ "Kill Chain" ของสหรัฐฯ ที่ใช้ควบคุมดาวเทียมทหาร นี่จึงเป็นการแข่งขันแบบ zero-sum ที่ผู้ชนะได้ทั้งหมด

1.2 เส้นทางเดินเรือที่จะเปลี่ยนโลก

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปิด "ทางลัด" ใหม่ในการค้าโลก เส้นทาง Northern Sea Route ที่ผ่านอาร์กติกสามารถลดระยะทางจากยุโรปไปเอเชียได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับการผ่านคลองสุเอซ จีนตระหนักดีถึงโอกาสนี้จึงลงทุนไปแล้วกว่า 450,000 ล้านดอลลาร์ใน 8 ประเทศอาร์กติกระหว่าง 2012-2017 เพื่อสร้าง "Polar Silk Road"

แต่การที่สหรัฐฯ ควบคุมกรีนแลนด์จะทำให้สามารถกีดกันหรือควบคุมเส้นทาง Northwest Passage, Northeast Passage และ Trans-Arctic Route ในอนาคตได้ นี่หมายถึงการทำลายแผนของจีนในการสร้างเส้นทางการค้าทางเลือกที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบที่สหรัฐฯ ควบคุม เช่น Malacca หรือทะเลจีนใต้ เป็นการตัดหนทางเศรษฐกิจของจีนในระยะยาว 50-100 ปี

1.3 สงครามแร่หายาก: หัวใจของการต่อสู้กับจีน

นี่คือเหตุผลที่สำคัญที่สุด กรีนแลนด์มีสำรองแร่หายากที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ครอบคลุม 25 จาก 34 แร่สำคัญที่สหภาพยุโรประบุ และ 43 จาก 50 แร่ที่สหรัฐฯ ถือว่าสำคัญต่อความมั่นคง โครงการ Tanbreez มีแร่หายากหนักถึง 30% รวมถึงแกลเลียมซึ่งจีนจำกัดการส่งออกในปี 2024

ปัจจุบันจีนครอบงำตลาดแร่หายากที่ผ่านการแปรรูปถึง 90% NATO พึ่งพาจีนเกือบ 100% สำหรับแร่หายากที่ใช้ในอาวุธทหาร นี่คือจุดอ่อนที่ร้ายแรงในสถานการณ์ความขัดแย้ง การยึดครองกรีนแลนด์จะทำให้สหรัฐฯ สามารถตัดการพึ่งพาจีน ในแร่หายากที่สำคัญต่อการผลิตอาวุธ อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีชั้นสูง

ควบคุมอุปทาน และกำหนดราคาแร่หายากในตลาดโลก แทนที่จีน โดยกีดกันจีนออกจากทรัพยากรเหล่านี้ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และเดนมาร์กกำลังกดดัน Tanbreez Mining ไม่ให้ขายโครงการให้บริษัทที่เชื่อมโยงกับจีน แม้จะได้รับข้อเสนอที่สูงกว่า

นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์เองก็ประกาศว่าจะแยกจีนออกจากแผนพัฒนาแร่หายาก และจัดแนวร่วมกับสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น แต่การควบคุมโดยตรงจะให้ผลลัพธ์ที่แน่นอนกว่าการพึ่งพารัฐบาลท้องถิ่นที่อาจเปลี่ยนใจได้

ส่วนที่ 2: รูปแบบเวเนซุเอลา - Blueprint สำหรับกรีนแลนด์

การโจมตีเวเนซุเอลาเปิดเผยสูตรของ MAGA อย่างชัดเจน : เป้าหมายทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ (น้ำมันเวเนซุเอลา = แร่หายากกรีนแลนด์) วิธีการ: การแทรกแซงทางทหารโดยตรง ไม่คำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศ กฎแห่ง UN Charter หรือความเห็นของนานาชาติ ข้ออ้าง: ความมั่นคงแห่งชาติ และการ "ปกป้อง" จากอิทธิพลของจีนและรัสเซีย เป้าหมายระยะยาว: สะสมทรัพยากรเพื่อการแข่งขันกับจีนในระยะยาว

ทรัมป์เองกล่าวชัดเจนว่า "เราต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ" และเชื่อมโยงกับกรณีเวเนซุเอลาโดยตรง ทำเนียบขาวระบุว่า "การใช้กองทัพเป็นตัวเลือกที่พร้อมเสมอ" Katie Miller ภริยาของ Stephen Miller ที่ปรึกษาใกล้ชิดของทรัมป์ โพสต์ภาพธงสหรัฐฯ คลุมแผนที่กรีนแลนด์พร้อมคำว่า "SOON" ส่งสัญญาณที่ชัดเจน

ส่วนที่ 3: ปฏิกิริยาของรัสเซีย - ตัวแปรที่ซับซ้อนที่สุด

3.1 ท่าทีสาธารณะ:รัสเซีย สงบผิดปกติ

ปูตินกล่าวว่า "รัสเซียไม่เคยคุกคามใครในอาร์กติก" แต่จะ "ติดตามการพัฒนาอย่างใกล้ชิดและตอบสนองอย่างเหมาะสม" โฆษก Kremlin กล่าวว่ามอสโกเชื่อว่าสถานการณ์กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างวอชิงตันกับโคเปนเฮเกน และสังเกตว่ายุโรป "ตอบสนองอย่างระมัดระวัง เงียบ เกือบกระซิบ"

แต่เบื้องหลังท่าทีที่สงบนี้ รัสเซียกำลังคำนวณหาผลประโยชน์จากสถานการณ์

3.2 ข้อดีที่รัสเซียอาจได้รับ

นักวิเคราะห์ทหารรัสเซีย Mikhail Khodaryonok กล่าวว่า "หลังจากคำแถลงของทรัมป์ เราสามารถพิจารณาการปฏิบัติการทหารพิเศษเป็นบรรทัดฐานในการแก้ข้อโต้แย้งระหว่างประเทศ" Peskov โฆษก Kremlin ใช้โอกาสนี้เชื่อมโยงกับยูเครน: "ถ้าทุกคนเน้นความจำเป็นในการฟังชาวกรีนแลนด์ เราก็จำเป็นที่ต้องฟังเกี่ยวกับความเห็นของประชาชนในสี่ภูมิภาคใหม่ของรัสเซีย"

พิธีกรทีวีชาตินิยม Vladimir Solovyov ประกาศอย่างกล้าหาญว่า "ฟินแลนด์ วอร์ซอ บอลติก มอลโดวา และทาลลินน์ควรกลับมาเข้ากับจักรวรรดิรัสเซีย ตามด้วยอลาสกา" นี่แสดงให้เห็นว่ารัสเซียมองเห็นโอกาสในการใช้ precedent ของทรัมป์เพื่อสนับสนุนการขยายดินแดนของตนเองหาก NATO แตกเนื่องจากสหรัฐฯ โจมตีสมาชิก (เดนมาร์ก) รัสเซียจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาล:

รัสเซียจะมีอิสระมากขึ้นในการขยายอิทธิพลในยูโรปตะวันออก บอลติก และมอลโดวาไม่ต้องกังวลเรื่องการตอบโต้จาก NATO อีกต่อไปมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นในการเจรจายุติสงครามยูเครน

3.3 ความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน: พันธมิตรที่ไม่วางใจกัน

รัสเซียและจีนจัดการฝึกซ้อมทหารร่วม 110 ครั้งตั้งแต่ 2003 โดยเร่งขึ้นอย่างมากหลัง 2022 เฉพาะในปี 2024 มีการฝึกซ้อมถึง 7 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด FSB ของรัสเซียและ China Coast Guard ลงนามข้อตกลงและจัดการลาดตระเวนร่วมครั้งแรกในอาร์กติกรัสเซียเมื่อกันยายน 2024

แต่ความร่วมมือนี้ซ่อนความไม่ไว้วางใจลึกซึ้ง New York Times ได้เอกสารภายใน FSB ที่แสดงความกังวลของมอสโกเกี่ยวกับสายลับจีนที่ปฏิบัติการในอาร์กติกโดยใช้บริษัทเหมืองแร่และศูนย์วิจัยเป็นฉากหน้า ในปี 2020 รัสเซียจับกุมนักวิจัยอาร์กติกชั้นนำในข้อหาสอดแนมให้จีน รัสเซียถือตัวเป็น "ผู้รักษาประตู" ที่ควบคุมการเข้าถึงอาร์กติกของจีน และไม่ต้องการเห็นกองกำลังจีนมากขึ้นในภูมิภาค

เจ้าหน้าที่ Pentagon กล่าวว่า "สองสามปีก่อน คนส่วนใหญ่คิดว่าอาร์กติกสำคัญเกินไปสำหรับรัสเซียที่จะปล่อยให้จีนเข้ามา แต่ตอนนี้เราเห็นการเข้าถึงที่เพิ่มขึ้น" การแยกตัวของรัสเซียจากนานาชาติหลังสงครามยูเครนบังคับให้มอสโกต้องพึ่งพาจีนมากขึ้น แม้จะไม่เต็มใจก็ตาม

ส่วนที่ 4: สถานการณ์ที่เป็นไปได้และผลกระทบระดับโลก

#สถานการณ์ A: การต่อรองลับระหว่างทรัมป์กับปูติน (โอกาสสูงสุด) นี่คือสถานการณ์ที่น่ากลัวที่สุด รัสเซียและสหรัฐฯ อาจตกลงกัน "แบ่งโลก" อย่างลับๆโดยรัสเซียทำ นิ่งเฉยหรือสนับสนุนทางอ้อมต่อการยึดครองกรีนแลนด์ ไม่ช่วยเหลือเดนมาร์ก ช่วยทำลาย NATO จากภายใน ส่วนสหรัฐฯ ให้การยอมรับดินแดนที่รัสเซียยึดในยูเครน ยกเลิกหรือลดการคว่ำบาตร รับประกันว่าจะไม่แทรกแซงในบอลติกหรือมอลโดวา ปล่อยให้รัสเซีย "จัดการ" ยูโรปตะวันออกตามต้องการ ผู้แพ้: จีน ที่จะถูกล้อมและตัดขาดจากทรัพยากรและเส้นทางการค้าสำคัญ และยุโรปตะวันตกที่จะถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวกับรัสเซีย

จะเห็นได้ว่าในขณะที่ทรัมป์คุกคามกรีนแลนด์ ลูกเขยของเขา Jared Kushner และทูตพิเศษ Steve Witkoff กำลังประชุมในปารีสเกี่ยวกับการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของ "ดีล" ที่ใหญ่กว่าที่เรามองเห็น

#สถานการณ์ B: NATO แตกสลาย เกิดสงครามเย็นรอบใหม่หากสหรัฐฯ โจมตีเดนมาร์ก นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กเตือนว่าจะหมายถึง "จุดจบของ NATO" ผู้นำยุโรปหลายประเทศออกแถลงการณ์สนับสนุนเดนมาร์กและกรีนแลนด์ แต่ยุโรปสามารถทำอะไรได้จริงๆหรือ

ผลกระทบ: ยุโรปจะต้องสร้างระบบป้องกันตัวเองใหม่โดยไม่มีสหรัฐฯ รัสเซียจะฉวยโอกาสขยายอิทธิพลในยูโรปตะวันออก จีนจะได้ประโยชน์จากความแตกแยกของตะวันตก แต่เสียเปรียบในอาร์กติก โลกจะแบ่งเป็น 3 บล็อก: สหรัฐฯ, จีน-Global South, และรัสเซีย-ยุโรปตะวันออก นักวิจารณ์ทหารรัสเซีย Ilya Kramnik เขียนว่า "สำหรับ 'ระเบียบตามกฎเกณฑ์' นี่จะเป็นพวงดอกไม้ที่สวยงามสำหรับหลุมฝังศพ" - หมายถึงระบบระหว่างประเทศที่สร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลง

#สถานการณ์ C: สงครามโลกครั้งที่ 3 (โอกาสต่ำแต่เป็นไปได้) หากยุโรปตัดสินใจปกป้องเดนมาร์กจริงจัง หรือรัสเซียเห็นว่าการยึดครองกรีนแลนด์เป็นภัยคุกคามโดยตรง อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารที่เลวร้ายที่สุด ทูตรัสเซียในนอร์เวย์กล่าวว่าข้อเสนอของทรัมป์ "สามารถนำมาซึ่งความไม่แน่นอนและความตึงเครียดในภูมิภาคเท่านั้น" และห่วงว่าอาจขยายไปถึง Svalbard ของนอร์เวย์ ถ้ารัสเซียรู้สึกว่าถูกล้อมจากทุกทิศ อาจตอบโต้ด้วยการโจมตี Scandinavia หรือบอลติก

บทสรุป: จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์

การที่ทรัมป์อาจยึดครองกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องบ้าๆ บอๆ ของผู้นำประชานิยม แต่เป็นการเคลื่อนไหวทางยุทธศาสตร์ที่คำนวณอย่างรอบคอบเพื่อชัยชนะในการแข่งขันในเกมมหาอำนาจกับจีน มันคือการเลือกระหว่าง: 1.ปล่อยให้จีนและรัสเซียควบคุมอาร์กติก พร้อมทรัพยากรและเส้นทางการค้าอันมีค่า 2.กล้าฝ่าฟันทำลาย NATO เพื่อยึดครองสิ่งที่ทรัมป์เชื่อว่าจำเป็นต่อความอยู่รอดของอเมริกา “America First”

เวเนซุเอลาพิสูจน์แล้วว่าทรัมป์พร้อมเลือกข้อ 2. คำถามคือ โลกพร้อมหรือยังสำหรับการแบ่งโลกใหม่ที่อาจทำให้ศตวรรษที่ 21 กลายเป็นยุคแห่งการแย่งชิงทรัพยากรโดยใช้กำลัง แทนที่จะเป็นยุคแห่งความร่วมมือระหว่างประเทศ นักการเมือง Republican บางคนเตือนว่า "การดูหมิ่นพันธมิตรไม่มีเป้าหมายและไม่มีข้อดี มันทำให้เราอ่อนแอโดยลดความไว้วางใจระหว่างเพื่อน และรัสเซียกับจีนรักมัน" แต่ทรัมป์อาจมองว่านี่คือการคำนวณที่คุ้มค่า – เสียพันธมิตรเก่าเพื่อควบคุมอนาคต

สิ่งหนึ่งที่แน่นอน: หากกรีนแลนด์ตกอยู่ในมือสหรัฐฯ โลกในปี 2050 จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คำถามคือ เราจะเป็นโลกที่ถูกปกครองโดยกฎเกณฑ์ หรือโดยกฎแห่งคนแข็งแกร่ง “The might is right”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...