เบื้องหลังเหตุการณ์ที่กัมพูชาแปรพักตร์จากสยาม แล้วยอมรับฝรั่งเศสเป็นเจ้านายใหม่
ความเดิมจากตอนที่แล้ว- ปามีร์ ลา กรองดิแยร์ ผู้ปกครองอาณานิคมฝรั่งเศสในโคชินชีน หรือเวียดนามใต้ ซึ่งต้องการจะขยายอำนาจของฝรั่งเศสเข้าไปในกัมพูชา ได้รับทราบมาว่าสยามเริ่มแผ่อิทธิพลในกัมพูชามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในเวลานั้นนักล่าอาณานิคมเห็นว่า "จนกลายเป็นอันตรายต่อกัมพูชาและอิทธิพลของประเทศของฝรั่งเศส" ดังนั้น ลา กรองดิแยร์ จึงตัดสินใจที่จะ "ยุติเรื่องนี้" นั่นคือการขับไล่สยามออกไปจากกัมพูชา
สามารถอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่บทความชื่อ "ที่มาของความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เจาะประวัติศาสตร์จากยุคประเทศราชสู่สมัยอาณานิคมฝรั่งเศส" (โปรดคลิกลิ้งก์ที่ชื่อบทความ)
อนึ่ง นี่ความต่อเนื่องจากบทแปลจากหนังสือ "ประวัติศาสตร์กัมพูชา" (Histoire Du Cambodge) โดย อาเดมาร์ด เลอแคลร์ (Adhémard Leclère) โปรดดูหมายเหตุที่ท้ายเรื่องเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้
ตอนที่ 2
เขา (ปามีร์ ลา กรองดิแยร์) ขึ้นฝั่งที่กำปงลวงในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1863 และอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาก็ถึงอุดง นายพลเรือได้อธิบายสถานการณ์ให้พระมหากษัตริย์ฟัง และเมื่อพระองค์ทรงประกาศว่าทรงตั้งพระทัยที่จะเป็นอิสระจากสยาม นายพลเรือจึงเสนอให้พระองค์ทรงขอความคุ้มครองจากฝรั่งเศส ซึ่งได้กลายเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และซึ่งได้กำจัดชาวอันนาม (เวียดนาม) ไปแล้ว จะปกป้องพระองค์จากสยาม รับประกันราชอาณาจักรของพระองค์ และดูแลความปลอดภัยของทายาท พระมหากษัตริย์ทรงยอมรับความคุ้มครองจากฝรั่งเศส แต่ก็ไม่โดยปราศจากความลังเล เพราะพระองค์ทรงเกรงว่าหากเรา (ฝรั่งเศส) ละทิ้งโคชินชีนและพบว่าตนเอง (กัมพูชา) ตกอยู่ภายใต้ความโกรธแค้นของชาวอันนามและสยามในไม่ช้า ความเชื่อมั่นของทุกชาติในอินโดจีนคือ ฝรั่งเศสจะไม่สามารถรักษาดินแดนที่ยึดครองไว้ได้ และผู้ปกครองสยามก็ไม่หยุดย้ำเรื่องนี้กับพระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชาทุกประการ
ในขณะนั้นเอง พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชา เพื่อเอาใจสยาม ลดแรงจูงใจของพวกเขา และเพื่อให้พวกเขาร่วมเดินทางไปกับเราได้อย่างอิสระ จึงได้เสนอจังหวัดโพธิสัตว์และกำปงสวายให้แก่พระมหากษัตริย์แห่งสยามอย่างไม่รอบคอบ (2 มีนาคม ค.ศ. 1863) และพระมหากษัตริย์แห่งสยามก็ทรงรับไว้ แต่ทรงประกาศว่าจะทิ้งจังหวัดทั้งสองไว้ในกัมพูชาเพื่อให้พวกเขาใช้ประโยชน์ได้จนกว่าจะไม่มีกำหนด อันที่จริง พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงรับสองจังหวัดนั้นไว้ แต่ด้วยความกลัวการแทรกแซงของเรา (ฝรั่งเศส) จึงไม่กล้ารับไป และทรงอ้างว่าจะรักษาอิทธิพลของพระองค์ไว้ที่ราชสำนักอุดง
ในเวลานั้นเองที่กษัตริย์นโรดมทรงริษยาพระอนุชาองค์โสร (นักองค์สีสุวัตถิ์) ที่ปกครองประเทศได้ดีในระหว่างที่พระองค์ไม่อยู่ และทรงไม่ไว้วางใจในความเห็นอกเห็นใจที่พระอนุชาองค์โสรได้รับในประเทศ จึงทรงบีบให้พระมหากษัตริย์แห่งสยามเรียกพระอนุชากลับกรุงเทพฯ ข้าราชการสยามคนหนึ่งได้เดินทางมารับพระองค์จากอุดงในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1863 แม้ว่าพระองค์จะทรงคัดค้านก็ตาม พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงเชื่อว่าการมาของพระองค์ครั้งนี้เป็นแหล่งปัญหาที่สองที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบในกัมพูชาได้
พระมหากษัตริย์แห่งสยามไม่พอพระทัย พระองค์ต้องการให้ฝรั่งเศสเป็นผู้จัดการเรื่องสรุกแขมร์ (เมืองเขมร) และพระมหากษัตริย์ของเขมรเอง ตามคำกล่าวของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่เมืองอุดง เมื่อกษัตริย์นโรดมทรงทราบถึงข้อเรียกร้องเหล่านี้ พระองค์ทรงปฏิเสธด้วยความขุ่นเคือง “ด้วยความละอาย” และทรงต้องการยุติเรื่องนี้ จึงทรงเรียกร้องจากพระมหากษัตริย์แห่งสยามถึงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของราชวงศ์เขมร รวมทั้งพระแสงดาบศักดิ์สิทธิ์ (พระขรรค์) ที่พระองค์นำมาที่นั่นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1861 และทิ้งไว้ที่พระราชวังในกรุงเทพฯ เมื่อพระองค์เสด็จออกไป พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงประกาศว่าพระองค์จะเสด็จมาสวมมงกุฎให้แก่พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชาด้วยพระองค์เอง นี่เป็นการกระทำที่ท้าทายและเป็นการประกาศว่าพระมหากษัตริย์แห่งกรุงเทพฯ มีสิทธิที่จะสวมมงกุฎให้แก่พระมหากษัตริย์แห่งอุดง พลเรือเอก (ปามีร์ ลา กรองดิแยร์) ปฏิเสธข้อเสนอที่ยื่นมาในเรื่องนี้ และพระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงเก็บเครื่องราชกกุธภัณฑ์ไว้ (พฤศจิกายน ค.ศ. 1863) โดยไม่ทรงปฏิเสธที่จะส่งคืน และทรงปล่อยให้พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชาทรงรอต่อไป พระองค์ทรงหวังว่าฝรั่งเศสจะไม่ให้สัตยาบันสนธิสัญญาที่ทำกับพระมหากษัตริย์นโรดม และความล่าช้าในการให้สัตยาบันของฝรั่งเศสดูเหมือนจะยืนยันความหวังของพระองค์
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1864 เนื่องจากเครื่องราชกกุธภัณฑ์ยังมาไม่ถึง กษัตริย์ (กัมูชา) จึงทรงประกาศพระองค์เองเป็นกษัตริย์โดยการตั้งฉัตรเจ็ดชั้นแห่งเหนือบัลลังก์ที่พระองค์ประทับอยู่ พิธีดังกล่าวไม่สมบูรณ์เพราะพระองค์ไม่สามารถแสดงให้เจ้าหน้าที่ปกครองเห็นได้ แต่ถึงกระนั้นก็มีผลในความเข้าใจของประชาชนทุกคนที่สรรเสริญพระองค์ในฐานะผู้พิทักษ์แห่งฝรั่งเศส
ราชสำนักในกรุงเทพฯ ตกอยู่ในภาวะจนปัญญาเมื่อทราบในเดือนมีนาคมว่ารัฐบาลฝรั่งเศสได้ให้สัตยาบันสนธิสัญญากรกฎาคม ค.ศ. 1863 แล้ว เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยกเลิกสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเสนอต่อพลเรือเอกผู้ว่าการโคชินชีนว่า กษัตริย์แห่งกัมพูชาควรได้รับการสวมมงกุฎร่วมกันโดยผู้แทนจากฝรั่งเศสและสยาม พลเรือเอกลา กรองดิแยร์ ยอมรับแนวทางผสมผสานนี้ ซึ่งชวนให้นึกถึงการสวมมงกุฎของพระเจ้าองค์ด้วงร่วมกันโดยจักรพรรดิแห่งสยามและอันนัม เพราะเป็นการยืนยันว่าฝรั่งเศสได้สืบทอดสิทธิ์ในการปกครองเขมรแดงจากอันนัม กษัตริย์นโรดมได้รับการสวมมงกุฎอย่างเป็นทางการเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชาในวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1864 โดยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่นำมาจากกรุงเทพฯ
ในช่วงเวลานั้นเอง ชายคนหนึ่งชื่อ สวา หรือที่รู้จักกันในชื่อ อาสวา อ้างว่าเป็นเจ้าชายพระองค์พิม โอรสของอดีตอุปราช องค์เอม ซึ่งสิ้นพระชนม์ในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2498 ขณะพระชนมายุ 31 พรรษา ได้ชักธงก่อการกบฏขึ้น เขาเป็นทาสที่เคยถูกจับกุมในปี พ.ศ. 2492 โดยรับบทบาทเป็นผู้ยุยงการก่อกบฏ และถูกจับกุมตัวไปส่งให้องค์ด้วง แต่ได้รับการอภัยโทษจากพระมหากษัตริย์และส่งกลับไปอยู่กับแม่ ตั้งแต่นั้นมา เขาได้เร่ร่อนไปทั่วทุกสารทิศ โดยในช่วงแรกยังคงรับบทบาทเป็นผู้ยุยงก่อกบฏ ต่อมาเขาได้แอบอ้างเป็นเจ้าชายที่ทุกคนรู้ว่าสิ้นพระชนม์ไปแล้ว เขาเขียนจดหมายถึงพลเรือเอก (ลา กรองดิแยร์) เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ที่ตนอ้างว่ามี พลเรือเอกไม่ได้ตอบจดหมายของอาสวา และเขาเริ่มระดมพลในจังหวัดตรัง จังหวัดบาตี จังหวัดเปียม และจังหวัดเปรยกาบาสซึ่งไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในตัวเขาหรือต้องการก่อกวนประเทศ พวกเขาก็มีส่วนร่วมในการปล้นสะดมและสงครามกองโจร จำนวนคนที่เขาเกณฑ์มานั้นมาจากกลุ่มเก่าของรามาเธียและสนองโสร์ ออกญาจักรี (แกป) ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ถูกพวกเขาฆ่าตายในการปะทะ และเมืองกำปอดถูกปล้นสะดม อาสวาซึ่งได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้น จึงออกเดินทางไปยังพนมเปญ ระหว่างทางเขาถูกกองกำลังเล็กๆ โจมตี พ่ายแพ้ และถูกบังคับให้ถอยกลับไปยังโคชินชีน ภายใต้การคุ้มครองของชาวอันนามในจังหวัดหวิญล็อง เจิวด๊ก และห่าเตียน และโดยอุปราชของจังหวัดเหล่านั้น ซึ่งได้มองดูสงครามกลางเมืองที่กำลังทำลายล้างกัมพูชาด้วยความยินดี ในที่สุด อาสวาก็ถูกพวกนั้นส่งมอบตัวให้ให้แก่ ม. เดอ ลาเกร (ชาวฝรั่งเศส) ที่เมืองเจิวด๊กในวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1866 ผู้ซึ่งใช้กำลังอาวุธเรียกร้องตัวเขา
ในขณะที่เหตุการณ์เหล่านี้กำลังเกิดขึ้นทางตะวันตกเฉียงใต้ของราชอาณาจักร เหตุการณ์อีกแบบหนึ่งก็กำลังเกิดขึ้นในอุดง วันหนึ่กษัตริย์ทรงรับผู้แทนจากกรุงเทพฯ เชิญให้ไปที่กำปอดเพื่อต้อนรับพระมหากษัตริย์แห่งสยาม ซึ่งทรงประสงค์จะเข้าเฝ้า พระองค์ทรงแจ้งเรื่องการเชิญนี้แก่นายดูดาร์ต เดอ ลาเกร และทรงประกาศว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับพระองค์เอง พร้อมทั้งตรัสว่าจะเสด็จไปร่วมประชุม นายดูดาร์ต เดอ ลาเกร พยายามห้ามปรามกษัตริย์ไม่ให้เสด็จไป โดยทรงยืนยันว่าพระมหากษัตริย์ชาวสยามจะไม่เสด็จไป แต่กษัตริย์ไม่ทรงฟังและเสด็จไปกำปอดพร้อมกับนายดูดาร์ต เดอ ลาเกร ที่นั่นพระองค์ทรงพบจดหมายจากพระมหากษัตริย์แห่งสยามเชิญให้เสด็จกลับเมืองหลวงและขออภัยที่ไม่สามารถเสด็จไปร่วมประชุมตามที่พระองค์ทรงจัดขึ้น พระมหากษัตริย์นโรดมเสด็จกลับอุดงด้วยความไม่พอพระทัยและอับอายอย่างยิ่งที่ในขณะเดียวกัน ที่เสด็จไปโดยเปล่าประโยชน์
ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1865 ชาวกัมพูชาอีกคนหนึ่งซึ่งเรียกตัวเองว่า ปูคมโบ โอรสของเจ้าชายพระองกันต์ ปรากฏตัวขึ้นที่เมืองกระแจะ ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในจังหวัดทางตะวันออกและไกลถึงจังหวัดจ่าวิญ (บาสัก) ของโคชินชีน ผู้คนดูเหมือนจะเชื่อเรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟังและพากันมารุมล้อมเขา
ผู้ว่าราชการพลเรือเอก (ของฝรั่งเศส) เรียกตัวเขาไปที่ไซ่ง่อนและกักขังเขาไว้ที่นั่น เขาชื่อปู บางคนกล่าวว่าเขาเกิดที่เมืองตบองเปรียะเคลียง จังหวัดกำปงสวาย แต่บางคนก็อ้างว่าเขาเกิดในดินแดนพวกข่าระแด สิ่งที่แน่นอนคือเขามาจากดินแดนข่าระแดเมื่อเขาปรากฏตัวที่กระตี ในเวลานั้นเขามีภรรยาสี่คน ได้แก่ ชาวพนอง ชาวอันนาม และชาวเขมรสองคน เขาได้แต่งงานกับหญิงชาวเขมรคนที่สามในกระแจะ สั่งประหารชีวิตผู้ว่าการของกระแจะและสมบกที่ปฏิเสธที่จะเชื่อฟังเขา จากนั้นเขาก็จากไปสร้างป้อมปราการในหมู่บ้านเจอเรียลผโละ ในจังหวัดกันชอร์ ฝั่งซ้ายของแม่น้ำทั้งหมด รวมถึงจังหวัดตบองขมุม ได้ประกาศสนับสนุนผู้แอบอ้างคนนี้ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1866 เขาถูกโจมตีที่บาพนมโดยพระกลาโหมที่กษัตริย์ส่งมาต่อต้านเขา เขาเอาชนะพวกกษัตริย์ได้ แต่ต่อมาก็พ่ายแพ้และถูกบังคับให้ยอมจำนน เขาปรากฏตัวอีกครั้งในอีกไม่กี่วันต่อมาและพ่ายแพ้อีกครั้งต่อกองทัพฝรั่งเศส ครั้งแรกในวันที่ 25-26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1866 และครั้งที่สองในเดือนมกราคม ค.ศ. 1867 เขาหายตัวไปอีกครั้ง แต่ไม่นานก็ปรากฏตัวขึ้นในจังหวัดบารายและกำปงเลญ ที่ซึ่งเขาข่มขู่เมืองอุดง เขาพ่ายแพ้ในการปะทะหลายครั้งและหนีไปอีกครั้ง ก่อนจะมาถึงกำปงธม ที่ซึ่งเขาถูกชาวบ้านตามล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ยุยงสามีของตน เขาถูกจับได้ในสระน้ำที่เขาใช้ซ่อนตัว และถูกประหารชีวิต ศพของเขาถูกนำไปดองเกลือและส่งไปยังกษัตริย์ ซึ่งทรงนำร่างไปเสียบไม้ไผ่ประจานที่เมืองพนมเปญ(ธันวาคม ค.ศ. 1867)
ในขณะที่เหตุการณ์เหล่านี้กำลังเกิดขึ้น พลเรือเอกลา กรองดิแยร์ เห็นว่าทางการอันนัมปล่อยปละละเลยพวกกบฏ ปล่อยให้พวกเขาลี้ภัยในดินแดนของตน แม้กระทั่งให้การสนับสนุนบางส่วน และเข้าใจว่าพวกเขากำลังเข้าข้างผู้แอบอ้างสองคนนั้นเพื่อสร้างปัญหาให้เรา (ฝรั่งเศส) ซึ่งอาจทำให้การปฏิบัติการของเราในกัมพูชามเหลวตัดสินใจที่จะพิชิตโคชินจีนตอนล่างให้เสร็จสมบูรณ์ และผนวกเอาสามจังหวัด ได้แก่ ได้แก่ จังหวัดหวิญล็อง เจิวด๊ก และห่าเตียน เข้ากับสามจังหวัดที่พิชิตได้แล้ว คือ เบียนฮหว่า ซาดิ่ญ และดิ่ญเตือง ซึ่งตามสนธิสัญญาแล้ว บรรพบุรุษของกษัตริย์เขมรได้ยกให้แก่กษัตริย์แห่งอันนัม การผนวกดินแดนนี้เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1867 ป้อมปราการหวิญล็องตกอยู่ในมือของเราในวันที่ 20 ป้อมปราการชาเจิวด๊กแตกในวันที่ 22 และฮาเตียนในวันที่ 24 โดยไม่ต้องมีการยิงปืนแม้แต่ครั้งเดียว ชาวอันนัมที่ตกใจได้ถอนตัวออกไปโดยไม่ต่อสู้ ผู้นำของพวกเขา ฟาน แทง ส่าน (Phan Thanh Giản) เห็นว่าตนเองไม่สามารถต้านทานกองทัพฝรั่งเศสได้ จึงปฏิเสธข้อเสนอการรับใช้จากพลเรือเอกลา กรองดิแยร์ และออกคำสั่งให้ยอมจำนนป้อมปราการ แต่เพื่อเป็นการลงโทษตนเองที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟาน แทง ส่านจึงกินยาพิษฆ่าตัวตาย
ตลอดแนวชายแดนทางใต้ เรา (ฝรั่งเศส)เป็นเพื่อนบ้านกับกัมพูชา และไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นที่นั่นได้หากปราศจากการมีส่วนร่วมของเรา ด้วยเหตุนี้เราจึงให้ความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพแก่พระมหากษัตริย์ ได้แก่ กระสุน ปืนใหญ่ที่พระองค์ต้องการเพื่อต่อสู้กับกบฏ และแม้กระทั่งกองกำลังที่บัญชาการโดยนายทหารของเรา
อย่างไรก็ตาม ด้วยความกังวลต่อผู้แทนของสยามในอุดง กษัตริย์แห่งกัมพูชาจึงแอบลงนามในสนธิสัญญากับสยามซึ่งคล้ายกับสนธิสัญญาที่ทรงลงนามกับเรา ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1867 รัฐบาลกรุงเทพฯ เมื่อเห็นว่าสนธิสัญญานี้มีข้อสงสัยว่ามีต้นกำเนิดมาจากเรา จึงรีบประกาศว่าตนได้เจรจากับกษัตริย์อุดงในขณะที่ยังไม่ทราบว่ามีสนธิสัญญาผูกมัดกัมพูชากับฝรั่งเศส และเมื่อทราบเรื่องนี้แล้วจึงยกเลิกสนธิสัญญาของตนเองเพื่อไม่ให้ขัดขวางความพยายามของเรา ในขณะนั้นเอง กษัตริย์แห่งสยามเพิ่งลงนามในสนธิสัญญากับกงสุลของเราในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ทราบสถานการณ์ที่แท้จริงและการกระทำของผู้ว่าการกองทัพเรือ ซึ่งในสนธิสัญญานั้นเราได้ยอมรับว่าจังหวัดอังกอร์ (เสียมราฐ) และบัตตัมบอง (พระตอบอง) เป็นของสยาม
สนธิสัญญาอันเคราะห์ร้ายนี้เป็นที่รับรู้กันในไซ่ง่อนในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1867 รัฐบาลของเราในขณะนั้น หลังจากที่สนธิสัญญาได้รับการให้สัตยาบันในปารีสไม่นาน จังหวัดที่สวยงามเหล่านี้ ซึ่งพลเรือเอก (ลา กรองดิแยร์) และนายเดอ ลาเกร ผู้แทนของฝรั่งเศสในกัมพูชา ต้องการให้คืนแก่ราชอาณาจักร ก็ต้องสูญเสียไปอีกสี่สิบปี พลเรือเอกไม่พอใจ นายเดอ ลาเกร ผู้แทนของเราในอุดง โกรธจัด กษัตริย์แห่งกัมพูชาประท้วงเพียงเพื่อทำตามพิธีการและไม่ได้กล่าวเสียงดังนัก เพื่อเอาใจนายเดอ ลาเกร ว่าบรรพบุรุษของพระองค์ (กษัตริย์กัมพูชา) ไม่เคยให้สัตยาบันการยึดครองบัตตัมบังและอังกอร์โดยกษัตริย์แห่งสยาม และฝรั่งเศสในฐานะผู้อารักขาของพระองค์ ไม่มีสิทธิ์ที่จะยกดินแดนโดยปราศจากความยินยอมของพระองค์ กษัตริย์ทรงทำถูกต้องแล้วตามคำแนะนำของผู้แทนของเรา แต่นับจากนั้นเป็นต้นมา เราถูกผูกมัดด้วยข้อตกลงทางการทูตที่เราได้ลงนามไว้ และเราไม่สามารถถอนคำพูดของเราต่อสยามได้อีกต่อไป ความผิดพลาดนี้ได้รับการแก้ไขแล้ว (ณ เวลาที่เขีนหนังสือเล่มนี้) นั่นคือ บัตตัมบอง (พระตะบอง) อังกอร์ (เสียมราฐ) สีโสภณ มลูไพร ตนเลเรอปู สติงเตรง และดินแดนทั้งหมดที่ตั้งอยู่ทางใต้ของเทือกเขาดงรัก จังหวัดเกาะกง บนอ่าวไทย ได้กลับคืนสู่กัมพูชาอีกครั้ง แต่ต้องรอถึงครึ่งศตวรรษกว่าจะได้คืนดินแดนเหล่านี้ นโรดมและพระมารดาของพระองค์ ผู้ซึ่งปรารถนาอย่างยิ่งให้เรายึดจังหวัดเหล่านี้คืน ได้เสียชีวิตไปโดยที่ยังไม่เห็นจังหวัดเหล่านั้นกลับคืนสู่ราชอาณาจักรกัมพูชา
ในปี ค.ศ. 1863 กษัตริย์นโรดมทรงตัดสินใจตั้งพนมเปญเป็นเมืองหลวง พระองค์ทรงสั่งให้ถางที่ดินผืนหนึ่งในใจกลางหมู่บ้านตาเกว ตรงข้ามกับ Quatre-bras พระองค์เสด็จไปเยี่ยมชมสถานที่ที่เลือกไว้เมื่อปลายปีก่อน และทรงเริ่มงานก่อสร้างทันที ในเวลานั้น เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายเหล่านี้ พระองค์ทรงจัดตั้งภาษีส่วนบุคคล ทำการปลูกฝิ่นซึ่งพระบิดาของพระองค์ทรงห้ามมาโดยตลอด และทรงฟื้นฟูจุดตรวจศุลกากรบางแห่งที่หายไปในช่วงเวลาที่วุ่นวาย มาตรการที่สามไม่ก่อให้เกิดข้อร้องเรียนใดๆ มาตรการที่สองถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยข้าราชการอาวุโสที่ไม่สามารถเห็นยาเสพติดอันชั่วร้ายแพร่ระบาดในกัมพูชาโดยปราศจากความเศร้าโศก แต่มาตรการแรก คือการสร้างภาษีใหม่ กลับก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบมากที่สุด มาตรการนี้ทำให้เกือบทั้งประเทศต่อต้านกษัตริย์นโรดม และหากปราศจากการปรากฏตัวของเรา ปราศจากความช่วยเหลือที่เรามอบให้แก่เขา ก็เป็นที่แน่นอนว่าเขาจะต้องเผชิญกับการโค่นล้มโดยพี่น้องของพระองค์ คือ วัตถา หรือ สีสุวัตถิ์ หรือโดยการก่อกบฏในท้องถิ่น เช่น อาสวา และ ปูคอมโบ อำนาจและการสนับสนุนของเราเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ทำให้พระองค์ยังคงอยู่ในบัลลังก์ได้ ประเทศชาติได้เห็นความสงบสุขกลับคืนมา การค้าขายฟื้นตัวและพัฒนาขึ้น ต้องขอบคุณการปรากฏตัวของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความเป็นอยู่ที่ดีกลับคืนมา และเงินทองก็ไหลเวียนกลับเข้าสู่ราชอาณาจักร ไปถึงประชาชนทั่วไป กัมพูชาเลิกบ่นและเริ่มคุ้นเคยไม่เพียงแต่กับพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงรัฐในอารักขาของเรา (ฝรั่งเศส) ด้วย
ความสัมพันธ์อันดีได้เกิดขึ้นระหว่างกษัตริย์นโรดมและพระอนุชาสีสุวัตถิ์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยพระบิดาให้เป็นที่แก้วฟ้า ขณะที่พระองค์เอง (กษัตริย์นโรดม) ได้รับการแต่งตั้งเป็นอุปราช สีสุวัตถิ์ประทับอยู่ในไซ่ง่อนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1866 และกษัตริย์ทรงจ่ายเงินบำนาญประจำปีให้ 140 แท่งเงิน (ประมาณ 10,000 ฟรังก์) ซึ่งเพียงพอต่อการดำรงชีวิตกับพระชายาและข้าราชบริพาร จนกระทั่งในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1870 กษัตริย์ทรงแต่งตั้งสีสุวัตถิ์เป็นอุปราชอย่างไม่เต็มใจนัก ตามคำขอของผู้ว่าราชการดินแดนโคชินชีนของฝรั่งเศส
เจ้าชายนักองค์วัตถา พระอนุชาอีกพระองค์หนึ่ง หลังจากพยายามยึดป้อมปราการกำปงธมนจังหวัดกำปงสวาย และป้อมปราการสตึงในจังหวัดเดียวกัน ก็ได้ถอนกำลังไปยังทางเหนือของจังหวัดสมโบร์ บนฝั่งขวาของแม่น้ำ พร้อมกับสาวกอีกประมาณหนึ่งร้อยคน พระองค์ประทับอยู่ที่นั่นในใจกลางประเทศที่มีประชากรเบาบาง ซึ่งชาวบ้านจ่ายภาษีข้าวให้พระองค์ ไม่มีใครดูแลพระองค์ และพระองค์ก็รอคอยโอกาสอย่างอดทน โอกาสนั้นไม่เคยมาถึงสำหรับช่วงชิงราชบัลลังก์แห่งกัมพูชา พระองค์สิ้นพระชนม์ที่หมู่บ้านกรัก เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1891 ขณะพระชนมายุ 50 พรรษา
ในปี ค.ศ. 1872 อดีตนายทหารยศร้อยโทของปูคอมโบปรากฏตัวอีกครั้งในจังหวัดตบองขมุมพร้อมกับกลุ่มคน 400 คน เขามาจากดินแดนของชาวสเตียงที่ไม่ยอมถูกปราบปราม และถูกบังคับให้กลับไปยังที่นั่นโดยถูกผู้ว่าการไล่ล่าอย่างใกล้ชิด
ในปีเดียวกันนั้น ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม กษัตริย์นโรดมได้เสด็จพระราชดำเนินเดินทางไกลและเสด็จพระราชดำเนินไปยังฮ่องกง มาเก๊า กวางโจว และมะนิลา โดยประทับบนเรือคอร์เว็ตต์ Le Bourayne ซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสได้มอบให้พระองค์ใช้ด้วยความกรุณา
ดูเหมือนว่าเมื่อพระองค์เสด็จกลับมา กษัตริย์แห่งกัมพูชาทรงประทับใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่ได้เห็น และในที่สุดก็จะทรงตระหนักว่า เป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะเตรียมราชอาณาจักรให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น แต่ความปรารถนานี้อยู่ได้ไม่นาน พระองค์ถูกครอบงำด้วยขนบธรรมเนียมเก่าๆ ของชนชาติของพระองค์อย่างรวดเร็ว และไม่ได้ทำอะไรเลย แม้แต่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงประชาชนของพระองค์ให้เป็นไปตามจิตวิญญาณสมัยใหม่ แม้ว่ากษัตริย์แห่งสยามจะทรงเป็นแบบอย่างก็ตาม นี่คืออันตรายที่ซ่อนอยู่ ฝรั่งเศสจะยอมให้ชาติที่ตนช่วยไว้จากการถูกแบ่งแยกและช่วยทนุถนอมลูกหลานของชาตินี้ ต้องล่มสลายต่อไปหรือไม่ หรือฝรั่งเศสจะผลักดันให้พระมหากษัตริย์ทรงดำเนินการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน และโดยไม่กระทบต่อพระราชอำนาจของพระองค์ จะนำพระองค์ไปสู่การเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงระเบียบเดิม และทำให้ชาวกัมพูชาเป็นประชาชนที่สามารถสืบทอดอำนาจของตนเองได้
ฝรั่งเศสไม่ลังเลเลยที่จะหาเหตุผลมาสนับสนุนการแทรกแซงในกัมพูชา ฝรั่งเศสตัดสินใจที่จะดำเนินการกับประชาชนโดยการกระทำต่อพระมหากษัตริย์ โดยไม่เร่งรีบ และในวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1877 กษัตริย์นโรดมทรงพระกรุณาลงพระนามในพระราชกฤษฎีกาหลายฉบับ ซึ่งโดยวิธีการยกเว้น ได้ยกเลิกบรรดาศักดิ์ชั้นสูงอย่างอุปราช (ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วในสยาม) อุปโยราช(ซึ่งในกัมพูชาเหลือเพียงแค่ความทรงจำ) พระสมเด็จวรราชินี (ซึ่งในกรุงเทพฯ เหลือเพียงแค่ตำแหน่งพระราชินีที่ไม่มีอำนาจใดๆ) และบรรดาศักดิ์และหน้าที่ของข้าราชการชั้นสูงและชั้นต่ำจำนวนมากที่มีการแต่งตั้งโดยไม่มีจุดประสงค์หรือไม่มีเหตุผลรองรับที่ดีพอ
จำนวนจังหวัดจะถูกลดลงและจัดระเบียบใหม่ — การเก็บภาษีจะไม่มอบหมายให้แก่ชาวนาซึ่งมักเป็นชาวจีนและมักได้รับส่วนแบ่งมากกว่าของกษัตริย์อีกต่อไป การพนันบางประเภท เช่น การพนันสามสิบหกสัตว์ จะถูกห้าม การพนันอื่นๆ จะถูกควบคุม — การเกณฑ์แรงงาน 90 วัน จะสามารถไถ่ถอนได้ในราคา 20 ฟรังก์ จากนั้น 4 ปิอาสตร์ — การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและการแต่งตั้งผู้พิพากษาที่ผ่านการศึกษาพิเศษและคุ้นเคยกับกฎหมายเป็นอย่างดี จะต้องดำเนินการ — การยกเลิกการเป็นทาสโดยไม่มีสิทธิไถ่ถอนจะต้องดำเนินการ การปราบปรามภายในระยะเวลาอันสั้นจะต้องเตรียมการ โดยรอเงินเดือนที่สอดคล้องกับแต่ละเดือน การยกเลิกหนี้สินที่ทาสเป็นหลักประกันนั้นถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย
การปฏิรูปเหล่านี้จะช่วยปรับปรุงสถานการณ์ในกัมพูชาให้ดีขึ้นอย่างมาก หากได้รับการดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะจะเกิดผลทันที ก่อให้เกิดการปฏิรูปและความก้าวหน้าต่อไป และทำให้ราชอาณาจักรอยู่ในกลุ่มประเทศที่ปรารถนาจะพัฒนาอารยธรรมและดำรงอยู่ได้หลายศตวรรษ แต่เนื่องจากอิทธิพลของเราที่มีต่อกษัตริย์นั้นอ่อนแอมานานแล้ว ขาดความแม่นยำ ไม่สม่ำเสมอ เทอะทะ และไม่กระตือรือร้น ขาดความต่อเนื่อง และด้วยเหตุนี้จึงมีความผิด อิทธิพลของเราจึงอ่อนแอลงเช่นกัน อิทธิพลของเรายังอ่อนแอต่อข้าราชการชั้นสูงด้วย ซึ่งทุกคนต่างหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้พวกเขาตกใจ สร้างความปั่นปวนต่อความคิดแบบเดิม ๆ และพวกเขาเชื่อว่าเป็นการคุกคามผลประโยชน์ของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีในวัง เจ้าหญิง ข้าหลวงคนโปรด และข้าราชบริพาร ต่างต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และเป็นศูนย์กลางปฏิกิริยาที่เราไม่รู้สึกว่าสามารถเอาชนะได้ และเราทำให้ศูนย์กลางนี้เสื่อมถอยลงมากเกินไป โดยการเพิกเฉยมากกว่าที่จะลืมหน้าที่ของเรา
ประชาชนเองก็ไม่ได้วิตกกังวลแต่อย่างใด เนื่องจากฝรั่งเศสได้ฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย รักษาความมั่นคงของราชอาณาจักร และเข้ามาดูแลแทนในอันนัมและสยาม พวกเขาเริ่มคุ้นเคยกับการเห็นชาวฝรั่งเศสเดินทางไปทั่วราชอาณาจักร และยินดีที่เห็นผู้แทนของฝรั่งเศสในพนมเปญอาศัยอยู่เคียงข้างกษัตริย์โดยไม่เข้าไปแทรกแซงใดๆ การเปิดเส้นทางแม่น้ำสายใหญ่ที่เคยปิดกั้นชาวกัมพูชาผ่านทางโคชินชีน การมาถึงของเรือสินค้าในน่านน้ำเขมร และการพัฒนาการค้า ทำให้ชาวกัมพูชาประทับใจ และประชาชนต่างกล่าวกันว่าทั้งหมดนี้เป็นผลงานของฝรั่งเศส และพวกเขาก็รักชาวฝรั่งเศส
แปล เรียบเรียง และอธิบายโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
หมายเหตุ
นี่คือบทแปลบางตอนจากหนังสือ "ประวัติศาสตร์กัมพูชา" (Histoire Du Cambodge) โดย อาเดมาร์ด เลอแคลร์ (Adhémard Leclère) เป็นเจ้าหน้าที่อาณานิคมชาวฝรั่งเศส และยังเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง และนักมานุษยวิทยา โดย ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1886 เลอแคลร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการ (Résident) ในดินแดนอารักขาของฝรั่งเศสในกัมพูชา โดยเริ่มปกครองเมืองกำปอด (จนถึงปี ค.ศ. 1890) จากนั้นไปที่เมืองกระแจะ-สมโบร์ (ค.ศ. 1890-1894) เมืองกระแจะ และสุดท้ายที่กรุงพนมเปญ ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการนายกเทศมนตรี (résident-maire) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1899 ถึง ค.ศ. 1903 ในปี ค.ศ. 1908 เลอแคลร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการและที่ปรึกษาของผู้ว่าการสูงสุด (Résident Supérieure) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาดำรงอยู่จนถึงปี ค.ศ. 1911 โดยเขาเขียนหนังสือ "ประวัติศาสตร์กัมพูชา" เมื่อปี 1914
หนังสือเล่มนี้มีความยาวหลายร้อยหน้า แต่เราตัดมาเฉพาะในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างที่กัมพูชากำลังเปลี่ยนสถานะจากประเทศราชของสยามมาเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศส อันเป็นช่วงเวลาที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามาจนถึงปัจจุบันนี้
หนังสือเล่มนี้เขียนจากมุมมองของ "นักล่าอาณานิคมชาวฝรั่งเศส" ดังนั้นจึงมองไทยหรือสยามเป็นศัตรูและผู้ก่อกวน และมองเจ้าเขมรที่จงรักภักดีกับตนว่าเป็น "ผู้ชอบธรรม" แต่แม้ว่าจะมีความลำเอียงตามเงื่อนไขในสมัยที่เขียน หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เข้าใจได้ว่า คนกัมพูชาคิดอย่างไรกับไทยในแง่ประวัติศาสตร์ เพราะประวัติศาสตร์และชาตินิยมกัมพูชาได้รับอิทธิพลอย่างมาจากการเขียนประวัติศาสตร์อินโดจีนโดยฝรั่งเศส