โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หุ้นไทยปี 69 ลุ้นทะลุ 1,400 จุด รับดอกเบี้ยขาลง เปิดแนวทางจัดพอร์ต “หุ้น-ทอง-กองทุน” ซื้ออะไรดี?

Thairath Money

อัพเดต 06 ม.ค. เวลา 10.06 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. เวลา 10.05 น.
ภาพไฮไลต์

ปี 2569 ดูเหมือนจะเป็นปีที่นักลงทุนเริ่มยิ้มออกกันได้บ้างแล้ว สัญญาณความหวังเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อบรรดาเซียนหุ้นและนักวิเคราะห์ต่างมองตรงกันว่า ตลาดหุ้นไทยปีนี้มีลุ้นฟื้นตัว

มุมมองจากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ก็คาดว่าดัชนีภายในปีนี้ จะกลับไปยืนเหนือ 1,400 จุด ได้อีกครั้ง จากปัจจัยบวกสำคัญคือทิศทางดอกเบี้ยโลกที่เป็นขาลง และความชัดเจนของการเมืองในประเทศที่เริ่มนิ่ง

ถือเป็นจังหวะดีที่เราจะกลับมาทบทวนแผนการลงทุนกันใหม่อีกรอบ แต่คำถามสำคัญที่คือ "แล้วปีนี้จะจัดพอร์ตยังไงดี" ในเมื่อมีสินทรัพย์ให้เลือกมากมาย ทั้งหุ้นไทย หุ้นนอก ทองคำ ควรลดเพิ่มตรงไหน Thairath Money สรุปมาให้แล้ว

หุ้นไทยปี 2569 ลุ้นพุ่งทะลุ 1,400 จุด! จัดพอร์ตยังไงดี?

สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า บรรยากาศการลงทุนในปีนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่ามีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่มีโอกาสปรับลดลงทั้งในประเทศไทย และสหรัฐฯ ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ปัจจัยการเมืองต่างประเทศ และความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เป็นต้น

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปิดสิ้นไตรมาส 1/2569 ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ 1,322 จุด เมื่อมองทั้งปีจะแกว่งตัวในกรอบ 1,187-1,427 จุด และปิดสิ้นปีที่ 1,389 จุด โดยมีแรงหนุนจากกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน ที่คาดว่าเติบโตขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 91.17 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่คาดว่าอยู่ที่ 86.13 บาทต่อหุ้น

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่นักวิเคราะห์แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม ธนาคาร การท่องเที่ยว การแพทย์ และเทคโนโลยีสื่อสาร และแนะให้ลดน้ำหนักกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ปัจจุบันมีค่า P/E สูง

สำหรับการจัดสรรเม็ดเงินลงทุน นักวิเคราห์แนะนำให้กระจายความเสี่ยงและเฟ้นหาผลตอบแทนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย โดยแนะนำให้แบ่งสัดส่วน ดังนี้

  • เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 9.17%
  • กองทุนตราสารหนี้ 21.75%
  • หุ้นหรือกองทุนต่างประเทศ 30.63%
  • หุ้นไทยหรือกองทุนไทย 19.92%
  • ทองคำหรือกองทุนทองคำ 10.46%
  • กองทุนอสังหาฯ หรือ REIT 7.63%
  • สินทรัพย์อื่นๆ เช่น Bitcoin 0.46%

นอกจากนี้ จากการรวบรวมข้อมูลรายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ADVANC, CPALL, GULF, KTB และ MTC ซึ่งแต่ละบริษัทมีจุดเด่นที่สอดคล้องกับธีมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

อีกมุมมองที่น่าสนใจ สมบัติ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงด้านผลตอบแทนการลงทุนว่า แม้ภาพรวมดัชนีหุ้นไทยในปีที่ผ่านมาจะปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงจนสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน แต่หากเปลี่ยนมุมมองมาพิจารณาที่ “ผลตอบแทนรวม” ซึ่งนับรวมเงินปันผลเข้าไปด้วย (SET Total Return หรือ SETTRI) จะพบว่าตัวเลขผลตอบแทนติดลบราว 5% เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “เงินปันผล” ถือเป็นเม็ดเงินก้อนใหญ่ที่มีนัยสำคัญ และทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันที่ช่วยพยุงผลตอบแทนในตลาดหุ้นไทยไว้ได้ท่ามกลางความผันผวน

โอกาสซื้อ “หุ้นปันผล” รับเทรนด์ดอกเบี้ยขาลง

ด้านณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย โดยระบุว่า จุดแข็งสำคัญของหุ้นไทยปีนี้คือปันผล ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับที่แข็งแกร่งให้กับดัชนี SET Index

ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนไทยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนยังไม่เอื้ออำนวย บริษัทส่วนใหญ่จึงเลือกไม่ลงทุนเพิ่มและนำเงินมาจ่ายคืนผู้ถือหุ้นแทน ทำให้ Dividend Payout Ratio เฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยสูงถึงเกือบ 60%

เมื่อคำนวณจาก EPS หรือกำไรต่อหุ้นของตลาดที่ประมาณ 90 บาท จะคิดเป็น Dividend EPS ที่ 54 บาท ซึ่ง ณ ระดับดัชนีปัจจุบันจะให้ผลตอบแทนปันผล (Yield) ประมาณ 4.1% แต่หากดัชนีปรับตัวลงไปที่ 1,200 จุด Yield จะพุ่งขึ้นไปถึง 4.5% ดังนั้น จึงเชื่อมั่นว่าดัชนีที่ 1,200 จุด จะเป็นระดับที่ดัชนีจะไม่หลุดต่ำไปกว่านี้อย่างแน่นอน เพราะระดับปันผลที่ 4.5% จะจูงใจให้เกิดแรงซื้อในเชิงพื้นฐานทันที

และในจังหวะที่อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวลดลงต่ำกว่า 4% และมีแนวโน้มลงต่อเนื่อง นักลงทุนจะเริ่มมองหาแหล่งผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือ "Search for Yield" ดังนั้น หุ้นไทยจึงมีความน่าสนใจในแง่ของการให้ปันผลและการกระจายตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลายกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค

กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่จ่ายปันผลสูงและเป็นกลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าและออกได้ง่าย มีสภาพคล่องสูง และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลระดับ 4-8% ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (SCB, KBANK, BBL และ KTB) กลุ่มพลังงาน (PTT) กลุ่มสื่อสาร (TRUE, ADVANC) เป็นต้น

โดยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ให้เน้นที่หุ้นปันผลสูงก่อน เมื่อสภาพคล่องในตลาดเริ่มดีขึ้นและเงินทุนไหลเข้าเริ่มนิ่ง นักลงทุนจึงค่อยขยับการลงทุนไปยัง หุ้นเติบโต และหุ้นขนาดกลาง-ขนาดเล็ก ตามลำดับ

ปัจจุบันสัดส่วนการถือครองหุ้นของต่างชาติอยู่ในระดับที่ต่ำเพียง และมีโอกาสที่เงินจะไหลกลับเข้ามาได้ อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพของปัจจัยการเมืองในประเทศยังเป็นกุญแจสำคัญ

โดยสถิติย้อนหลังพบว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตลาดมักจะตอบรับในเชิงบวก นักลงทุนต่างชาติที่รอจังหวะ “Event Play” จะกลับมามองตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง แต่หากเกิดความล่าช้าเหมือนครั้งที่ผ่านมา ตลาดหุ้นก็จะมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงได้เช่นกัน

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หุ้นไทยปี 69 ลุ้นทะลุ 1,400 จุด รับดอกเบี้ยขาลง เปิดแนวทางจัดพอร์ต “หุ้น-ทอง-กองทุน” ซื้ออะไรดี?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...