โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

SOCIETY: คดี ‘ป้าบัวผัน’ 2 ปีผ่านไป ในวันที่กระบวนการยุติธรรม และการดูแลเยาวชนไม่ปรากฏหน้าตา บนฉากสำคัญของการเลือกตั้ง 2569

BrandThink

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปในวันที่ 12 มกราคม 2567 หรือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตำรวจ แพทย์ และหน่วยกู้ภัยประจำอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว รุดเข้าตรวจสอบพื้นที่บริเวณบ่อน้ำหลังปั๊มน้ำมันเก่า ข้างโรงเรียนอนุบาลศรีอรัญโญทัย หลังมีผู้แจ้งเหตุว่าพบร่างไร้ชีวิตของหญิงรายหนึ่งในสภาพถูกทำร้ายบริเวณศีรษะและใบหน้า

ทราบชื่อภายหลัง คือ ‘บัวผัน ตันสุ’ ที่ถูกกล่าวถึงตามสื่อในชื่อ ‘ป้าบัวผัน’ หรือ ‘ป้ากบ’ หญิงเร่ร่อนและมีความบกพร่องทางสติปัญญาวัย 47 ปี ที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น

แต่ยังไม่ทันข้ามวัน ตำรวจได้นำตัว ‘ปัญญา คงแสนคำ’ หรือ ‘ลุงเปี๊ยก’ วัย 56 ปี สามีป้าบัวผันมาสอบสวน โดยลุงเปี๊ยกให้การรับสารภาพกับตำรวจว่าตนใช้เก้าอี้ทำร้ายภรรยาหลังเมาจนเกิดเหตุวิวาท ทำให้ตำรวจนำตัวลุงเปี๊ยกมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพและฝากขังที่เรือนจำจังหวัดสระแก้ว ในวันที่ 13 มกราคม 2567

เหมือนคดีจะสิ้นสุดลงตรงนี้ ทว่า ณัฐดนัย นะราช ผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 เกิดข้อสงสัยใจในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพของลุงเปี๊ยก จึงได้ตามรอยไล่ดูกล้องวงจรปิดตามปากคำของลุงเปี๊ยก

เช่นเดียวกับตำรวจที่ยืนยันว่าได้ภาพจากกล้องวงจรปิดมาก่อน จนกลายเป็นจุดพลิกสำคัญของคดีและได้รับความสนใจจากสาธาณชนเป็นวงกว้าง

เพราะภาพในกล้องวงจรปิดไม่ปรากฏตัวของลุงเปี๊ยก แต่กลับพบพฤติการณ์ทำร้ายป้าบัวผันของกลุ่มเยาวชนจำนวน 5 คน จึงนำไปสู่การจับกุมเยาวชนกลุ่มดังกล่าว โดยเป็นเยาวชนตั้งแต่อายุ 13-16 ปี

ความเคลือบแคลงแรกจึงปรากฏขึ้นว่า เหตุใดลุงเปี๊ยกจึงตัดสินใจรับสารภาพ ทั้งๆ ที่ตนเองไม่ได้ก่อเหตุ แล้วเพราะเหตุใดตำรวจถึง ‘จับแพะ’ หรือมีความจงใจหรือไม่ประการใด เนื่องจากมีรายงานข่าวว่าเยาวชน 2 ใน 5 เป็นลูกของตำรวจในพื้นที่

แต่ลุงเปี๊ยกระบุกับสื่อในวันที่ 16 มกราคม 2567 ว่า “ที่รับสารภาพไป เพราะผมเสียใจที่แฟนผมเสียชีวิต แล้วชาวบ้านก็หาว่าผมฆ่าเมียผมเอง ผมก็เลยตัดปัญหาให้มันจบไปซะ แล้วผมก็เลยมาสร้างเรื่อง แต่งเรื่องขึ้นมาเอง”

แต่ทว่า มีรายงานข่าวในวันที่ 17 มกราคม 2567 ถึงการออกมาเปิดเผยจากบุคคลใกล้ชิดว่าจริงๆ แล้วลุงเปี๊ยกถูกกระทำทรมานโดยตำรวจ สภ.อรัญประเทศ เพื่อบังคับให้รับสารภาพ ทั้งถูกถอดเสื้อ ถูกถุงดำคลุมหัว ถูกโซ่ล่ามข้อเท้า แต่ที่ไม่ยอมพูดเรื่องนี้เพราะเกรงว่าญาติที่ยังอยู่ในอำเภออรัญประเทศจะได้รับความเดือดร้อน ซึ่งสอดคล้องกับคลิปเสียงการข่มขู่ของเจ้าหน้าที่สืบสวนของ สภ.อรัญประเทศ ที่ปรากฏสู่สาธารณชนภายในวันเดียวกัน

อีกหนึ่งเสียงที่ดังอึงอลขึ้นมาในสังคม นอกจากเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่ตำรวจลุแก่อำนาจ และเกิดความผิดพลาดในการจับกุมคนร้ายตัวจริง คือเรื่องการแก้ไขกฎหมายเยาวชน เพราะผู้กระทำความผิดมีอายุเพียง 13-16 ปี เท่านั้น จึงเกรงว่าเยาวชนเหล่านี้จะไม่ได้รับโทษอย่างเหมาะสมตามพฤติการณ์ที่ก่อไว้

ต่อเรื่องนี้ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ระบุส่วนหนึ่งผ่านสื่อ The Active ว่า “รู้ว่าทุกคนโกรธ ส่วนตัวก็โกรธ แต่ต้องไม่เอาความเดือดดาลต่อเด็กทั้งหมด มาเป็นทางเดินสู่อนาคต เพราะนี่คือการหลงทางครั้งใหญ่อีกครั้ง ตั้งสติ และมองผู้ใหญ่ด้วยกันทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา เพราะเด็กคือผลลัพธ์จากการกระทำและไม่กระทำของพวกเรา ฟันธง! ให้ไปปฏิรูปองค์กรตำรวจ กระทรวง พม. กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาฯ ดูตัวเองให้ดีก่อนจะมาแก้กฎหมายเด็ก เพราะปัญหามันซ่อนอยู่ในกลไกเหล่านี้ทั้งนั้น”

เท่าที่พบรายงานข่าว พบว่าขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษมีการสั่งฟ้อง 8 เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนในการบังคับทรมานให้ลุงเปี๊ยกสารภาพตามกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.อุ้มหาย ในเดือนกรกฎาคม 2567 โดย 8 เจ้าหน้าที่ตำรวจให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะนี้จึงยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคดีดังกล่าวจะดำเนินอย่างไรต่อไป

ส่วนเยาวชนทั้ง 5 มีรายงานล่าสุดในเดือนมีนาคม 2567 ว่าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสระแก้ว มีคำสั่งปรับผู้ปกครอง รายละ 10,000-20,000 บาท รับสารภาพลดลงกึ่งหนึ่ง เหลือรายละ 5,000-10,000 บาท

ทั้งนี้ผู้ปกครองของเด็กเยาวชนทั้ง 5 คน บางรายไม่มีเงินเสียค่าปรับ ศาลจึงมีคำสั่งให้บำเพ็ญประโยชน์ตามจำนวนที่ศาลมีคำพิพากษา นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้ขยายผลในคดีอื่นๆ ที่เยาวชน 5 รายก่อขึ้นรวมทั้งหมด 11 คดี อัยการสั่งฟ้องไปแล้วเกือบทุกคดี

แม้วันนี้ยังไม่ปรากฏรายงานข่าวว่าผลสุดท้ายผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นอย่างไร และแม้ประเด็นหลักของการเลือกตั้ง 2569 หนนี้จะดูเป็นเรื่องเศรษฐกิจ-ปากท้อง และความมั่นคงชายแดน

แต่ ‘ความมั่นคง’ ภายในประเทศ อันหมายรวมถึงคุณภาพชีวิตของคนไทยที่จะได้รับความยุติธรรมอย่างเสมอหน้า และเยาวชนเติบโตมาอย่างปลอดภัย ยังจำเป็นต้องสร้างความตระหนักและย้ำเตือนกันต่อไป เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนใกล้ตัวจนไม่อาจหลงลืมได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...