โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ขุนช้างขุนแผน" จากนิทานพื้นบ้าน สู่วรรณกรรมราชสำนัก การแต่งเติมเรื่องราวฉบับพิสดาร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 ม.ค. 2566 เวลา 04.33 น. • เผยแพร่ 12 ม.ค. 2566 เวลา 04.31 น.
“แต่งงานขุนช้างกับนางวันทอง” จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผนที่ระเบียงคดรอบวิหารหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี จิตรกรผู้วาดภาพ เมืองสิงห์ จันทร์ฉาย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗

“เสภาขุนช้างขุนแผน” ประกอบด้วย “เค้าเรื่องเดิม” และ “ภาคพิสดาร” ซึ่งมี 3 ภาค “เค้าเรื่องเดิม” เป็นนิทานเรื่องเล่าเกี่ยวกับรักสามเส้าของสามัญชนชาย 2 หญิง 1 คือ ขุนช้าง ขุนแผน และนางวันทอง เหตุการณ์เกิดขึ้นที่สุพรรณฯ ส่วนภาคพิสดารทั้ง 3 ภาคเกี่ยวกับผู้คนและขุนนางที่ราชสำนักอยุธยา

เรื่องราว “ขุนช้างขุนแผน” ฉบับ “เค้าเรื่องเดิม” นี้น่าจะมีคนนิยมฟังกันมาก กระทั่งต่อมานักเสภาหรือกวีขยายแต่ละตอนออกไป ต่างก็ปรับปรุงสำนวนให้แตกต่าง จนมีหลายสำนวนขนานกันไป ผลคือทำให้เรื่องยาวขึ้น จนมีการแต่ง “ภาคพิสดาร” เข้ามาภายหลัง

ความต่างระหว่าง “เค้าเรื่องเดิม” และ “ภาคพิสดาร” สะท้อนให้เห็นวัฒนาการของเสภาเรื่องนี้ ที่เริ่มมาจากการขับร้องเพื่อเล่าเรื่องตามประเพณีพื้นบ้าน ต่อมาแพร่เข้าไปในราชสำนักจนเป็นที่นิยมและกลายเป็นวรรณกรรมที่กวีราชสำนักมีบทบาทเสริมแต่งและชำระขึ้นใหม่

“เค้าเรื่องเดิม” และ “ภาคพิสดาร” แตกต่างกันอย่างไร? สะท้อนภาพจากนิทานพื้นบ้าน สู่วรรณกรรมราชสำนักอย่างไร? คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร อธิบายไว้ในบทความ “ชีวประวัติของเสภาขุนช้างขุนแผน (1) พัฒนาการของเรื่อง” ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2551 คัดบางส่วน ดังนี้ (จัดย่อหน้าและเน้นคำโดยกองบบรรณาธิการ)

*“เค้าเรื่องเดิม” คืออะไร? เราคิดว่าคือตอนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเอก 3 ตัว ขุนช้าง ขุนแผน นางวันทอง สถานที่คือสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี บทอวสานคือฆ่านางวันทอง เรามีข้อสันนิษฐานว่า แก่นของเค้าเรื่องเดิม ไม่มีเรื่องราวของลูกขุนแผน คือไม่มีเรื่องพระไวย พลายชุมพล และไม่มีเรื่องศึกเชียงไหม่ ในฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ “เค้าเรื่องเดิม” นี้คือ ตอนที่ 1-23 และตอนที่ 35-36 ส่วนอื่น ๆ เข้าใจว่าเป็นภาคพิสดารทั้งหมด*

*สามภาคพิสดาร ผู้ฟังเสภาชอบเรื่องใหม่ ๆ น่าตื่นเต้น นักเสภาและนักกวีจึงไม่เพียงแต่ทำให้เรื่องยาวขึ้น แต่ใช้วิธีการเดียวกับนักแต่งนวนิยาย นักสร้างภาพยนตร์ คนแต่งละครทีวี และนักเขียนการ์ตูนญี่ปุ่น คือ เพิ่มภาคพิสดารหลายภาค… ผู้เขียนคิดว่าสำหรับเสภาขุนช้างขุนแผนมีการแต่งแทรกเสริมภาคพิสดาร 1 เข้าไปภายในเค้าเรื่องเดิม*

*ภาคพิสดาร 1 นี้คือเรื่องราวของพระไวย บุตรชายคนโตของขุนแผน ทำนองเดียวกับการแต่งแทรกเสริมในวรรณกรรมแบบอื่น ๆ คือเป็นการเล่าเรื่องซ้ำเรื่องเดิมโดยมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง เรื่องของพระไวยก็คล้าย ๆ กับขุนแผนผู้พ่อ คือพลัดพรากจากพ่อ จากแม่ ได้เล่าเรียนจนมีวิชา อาสาไปทัพ รับใช้พระมหากษัตริย์ ชนะศึกในภาคเหนือ ได้เมียสองคน ลักพานางวันทองจากเรือนขุนช้าง และทำให้พระพันวษาทรงพิโรธ จนถึงการมีคดีความ*

ผู้เขียนสันนิษฐานว่า การแทรกเสริมให้พิสดารภาค 1 นี้ น่าจะเกิดจากมีนักกวีหลายคนแต่งให้มีหลายสำนวนขนานกันไป อาจเป็นเรื่องเล่าแข่งกับเค้าเรื่องเดิม ต่อมามีผู้ชำระสำนวนต่าง ๆ หรือผู้รวบรวมให้เป็นเรื่องต่อเนื่องกัน (คล้าย ๆ กับกรณีของตอนขุนแผนพานางวันทองหนี ที่กลายเป็นตอนที่ 14) ผู้ชำระเสียดายสำนวนต่าง ๆ ว่าด้วยการไปทัพเชียงใหม่ และไม่อยากเลือกเพียงอันใดอันหนึ่ง โดยเฉพาะตอนที่สำนวนว่าด้วยนักโทษอาสา 35 คน พลายงามได้นางศรีมาลา และขุนแผนพลายงามจับเจ้าเชียงใหม่ ดังนั้น ผู้ชำระจึงรวบรวมสำนวนทางเลือกให้เป็นภาคพิสดารที่มีพระไวยเป็นตัวเอกเหมือนพ่อ ในเค้าเรื่องเดิม

เหตุใดจึงแทรกภาคพิสดาร 1 เข้าไปในเค้าเรื่องเดิมแทนที่จะแยกออกมาเหมือนกับการเพิ่มภาคพิสดารแบบคลาสสิคทั่ว ๆ ไป? อาจเป็นเพราะว่าผู้รวบรวมรู้ว่า ฆ่านางวันทอง ควรเป็นบทสุดท้ายเพราะเหมาะเจาะที่สุด ดังนั้น จึงแทรกเสริมภาคพิสดารที่ 1 นี้เข้าไปในเค้าเรื่องเดิมก่อนบทสุดท้ายนี้ การตัดต่อให้เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องใหญ่จนต้องปรับพล็อต ขุนแผนต้องถูกจำคุกราว ๆ 15 ปี เพื่อให้ลูกชายโตพอจะอาสาไปทัพและช่วยพ่อออกจากคุกตอนท้าย ๆ ของภาคพิสดาร 1 พระไวยลักพาตัวนางวันทอง เหมือนกับที่่พ่อตัวเองทำไปแล้วหลายปีก่อนหน้า และทำให้พระพันวษาทรงพิโรธจะได้ดำเนินเรื่องกลับไปหาเค้าเรื่องเดิมที่จะต้องจบลงที่ฆ่านางวันทอง…

การแต่งแทรกเสริมภาคพิสดารที่ 2 และ 3 เข้าเค้าการเพิ่มภาคพิสดารแบบคลาสสิคในวรรณกรรมแบบอื่น ๆ คือ ใช้แกนเรื่องเดียวกัน แต่เพิ่มตัวละคร เปลี่ยนสถานที่ให้แปลกใหม่ (ไปถึงจีน) และมีลูกเล่นพิเศษ (จระเข้ยักษ์ วังน้ำวน ฯลฯ)

*ภาค 2 นี้ก็ยังเป็นการเล่าเรื่องของลูกชายคนที่ 2 คือพลายชุมพลซ้ำทำนองเดียวกับเรื่องของขุนแผนและพระไวย โดยมีพลายชุมพลเป็นตัวเอก พลายชุมพลถูกพรากจากพ่อแม่เหมือนกัน ได้เล่าเรียน อาสาตัวรับใช้พระมหากษัตริย์ ประสบความสำเร็จ และได้ยศและตำแหน่ง เพื่อให้ภาคพิสดารนี้มีความหลากหลาย เพิ่มเนื้อหาอีก 2 พล็อต คือ ความขัดแย้งระหว่างศรีมาลากับสร้อยฟ้า และจระเข้เถรขวาด*

เป็นไปได้ว่าพล็อตทั้ง 2 นี้ เป็นเรื่องเล่าที่มีอยู่แล้ว และไม่เกี่ยวกับเค้าเรื่องเดิมของขุนช้างขุนแผนเลย แต่นักเสภาหยิบฉวยมาเพิ่มเติมเป็นเรื่องต่อกันภาคพิสดาร ภาค 2 ที่แตกต่างจากภาคพิสดาร 1 คือการประสานเรื่องราวไม่แนบเนียน (ขุนแผนสัญญากับศรีมาลาจะกลับมาหาภายใน 2 อาทิตย์ ไม่ได้กลับมาพบกันเป็นเวลากว่า 10 ปี) การดำเนินเรื่องบางตอนเป็นการตัดต่อแบบลวก ๆ (พลายเพชรปรากฏตัวแม้จะยังไม่ได้เกิด)

*ภาคพิสดารที่ 3 เข้าข่ายเป็นศึกสายเลือด และบรรยายความขัดแย้งระหว่างลูกหลานของพระไวยที่เกิดจากเมียทั้งสอง แน่นอนว่า เนื้อหาของ “เค้าเรื่องเดิม” ส่วนมาก ก็ได้รับการชำระโดยกวีราชสำนัก ในสมัยกรุงเทพฯ… ในกระบวนการชำระนั้น นักกวีราชสำนักเพิ่มเติมบทกลอนที่งดงาม การเล่นคำ บทสอนต่าง ๆ ฯลฯ แต่ดังที่เห็นได้จากการวิเคราะห์ 3 สำนวนของตอน ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง แกนของเรื่องไม่ได้เปลี่ยนไป แกนเรื่องยังคงเดิม ดังนั้น เค้าเรื่องเดิมมีสองระดับ ระดับล่างเป็นเรื่องเก่า เล่าในวิธีเก่าด้วย ระดับบนมีกลอนที่ใช้ภาษาสละสลวย และแฝงด้วยทัศนคติ และรสนิยมของคนในวัง…*

*ภาคพิสดารทั้ง 3 ภาค ต่างจากเค้าเรื่องเดิมอย่างน่าสนใจ สถานที่เกิดของเค้าเรื่องเดิมเป็นเขตภูธรคือจังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี หรือไม่ก็เป็นป่า*

นอกเหนือจากตัวเอก 3 ตัว ตัวละครอื่น ๆ คือเพื่อนบ้าน ข้าราชการท้องถิ่น พรานป่า คนพายเรือจ้าง ชาวบ้านป่า พระ และสมภารวัด เรื่องเล่าเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์สำคัญของชีวิตประจำวัน การเกิด การตาย การแต่งงาน การสร้างเรือนหอ การถูกโจรปล้น ความเจ็บไข้ สงกรานต์ และเทศน์มหาชาติ

สถานที่ของภาคพิสดาร คืออยุธยาเมืองหลวง หรือการเดินทัพ แม้ในภาคพิสดาร 1 มีการกลับไปเยือนสุพรรณเป็นระยะสั้น ๆ ไม่กี่ครั้ง ตัวละครประกอบล้วนแล้วแต่เป็นขุนนางหรือทหาร เนื้อเรื่องเกี่ยวโยงกับการเข้าเฝ้าที่วังหลวง การยาตราทัพ การทำสงคราม และการขึ้นโรงขึ้นศาล ทั้งหมดคือเรื่องราวชีวิตของขุนนาง

สไตล์การเล่าเรื่องก็แตกต่าง ในเค้าเรื่องเดิม เรื่องราวดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และมีหลายรสสลับกัน ทั้งบทรัก บทตลก บททะเลาะวิวาท และบทหยาบโลน ในภาคพิสดาร เรื่องราวดำเนินไปเรื่อย ๆ อ้อยอิ่ง การเล่าเรื่องมักแทรกด้วยบทกลอนที่จงใจแสดงให้เห็นฝีมือการใช้ภาษา การเล่นคำ ทักษะการแต่งกลอน อ้างถึงงานวรรณกรรมอื่น ๆ (โดยเฉพาะรามเกียรติ์ อิเหนา และละครนอก) มีคำสอนคล้าย ๆ กับตำราสอนสมบัติผู้ดีซึ่งเป็นที่นิยมเมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19

ความแตกต่างระหว่างเค้าเรื่องเดิมกับภาคพิสดารสะท้อนว่าบทเสภาเปลี่ยนผ่านจากกลอนเสภาพื้นบ้าน เข้าสู่ประเพณีการแต่งกลอนละครของกวีราชสำนักที่สนองความนิยมการอ่านของบรรดาชนชั้นสูง โดยย่อเมื่อพูดถึงเสภาชาวบ้าน เราอาจจะจินตนาการนึกถึงนักเสภาขับกลอนเสภาสำนวนพื้นบ้านที่สามารถเรียกน้ำตาสลับกับเสียงหัวเราะ และเสียงปรบมืออย่างอื้ออึงจากชาวบ้านได้

แต่เมื่อนึกถึงกลอนเสภาของราชสำนัก อาจจะไม่สามารถจินตนาการว่าได้รับความนิยมจากชาวบ้านในทำนองเดียวกับกลอนเสภาแบบชาวบ้านได้ ทั้งนี้เพราะกลอนแบบในวังมีความสละสลวยด้านภาษาอย่างเป็นทางการ แสดงวิถีชีวิต วิธีคิดแบบขุนนางมีเป้าประสงค์ด้านหลักเป็นเรื่องจริยธรรม หลักการเมือง และคำสั่งสอนที่ชาวบ้านธรรมดา ๆ ฟังแล้วอาจไม่สนุก

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 มีนาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...