โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพ็ญสุภา สุขคตะ : "กู่ลายท้ายวิหาร" อัตลักษณ์กุฎาคารของล้านนา

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 มี.ค. 2563 เวลา 02.36 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. 2563 เวลา 02.36 น.

มีใครเคยสังเกตบ้างไหมคะว่า ตอนท้ายของวิหารบางแห่งที่สร้างขึ้นในสมัยล้านนา มีสิ่งก่อสร้างที่อาจดูแปลกตา ยื่นออกมาเป็นห้องสี่เหลี่ยม ตอนบนมีหลังคาสูงซ้อนหลายชั้นคล้ายปราสาท

หลายคนถามดิฉันว่าสิ่งนี้คืออะไร มีชื่อเรียกเฉพาะไหม และเคยพบในที่แห่งใดอีกหรือไม่ นอกเหนือไปจากบนแผ่นดินล้านนา สกุลช่างเชียงใหม่

 

ทำไมจึงเรียก “กู่ลาย”

ห้องที่ยื่นต่อออกมาตอนท้ายวิหารล้านนานี้ ศัพท์ทางสถาปัตยกรรมเรียกว่า “กู่ลาย” เป็นคำประสมที่ประกอบด้วยศัพท์สองคำคือ “กู่” กับ “ลาย”

“กู่” เป็นภาษาล้านนาแผลงมาจากคำว่า “คูหา” อ่านย่อๆ ว่า “คูห์” สำเนียงล้านนาตัว ค จะออกเสียงเป็น ก จึงกลายเป็น “กู่” คูหาหมายถึงช่อง หรือห้องเฉพาะ ที่ใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปหรืออัฐิธาตุก็ได้

ดังนั้น คำว่า “กู่” จึงเป็นคำกลางๆ ที่ใช้กันบ่อยมากในสังคมชาวล้านนา เพราะสามารถใช้เรียกแทนพระเจดีย์ก็ได้ (ในนิยามที่ใช้บรรจุพระธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุ) รวมทั้งยังเรียกรวมไปถึง “มณฑปโขงพระเจ้า” (ในนิยามที่ใช้ประดิษฐานพระพุทธรูป)

คำว่า “ลาย” สันนิษฐานกันเป็น 2 นัย นัยแรกแผลงอาจมาจากคำว่า “ราย” คือการนำกู่มาตั้งวางเรียงรายที่ท้ายวิหาร

นัยที่สอง อาจมาจากคำว่า “ฮาย” หมายถึงกู่ที่มีการตกแต่งลวดลายปูนปั้นงดงาม ดังที่มีศัพท์คำว่า “ฮายดอก” ที่แปลว่าการทำให้เกิดลวดลาย เหตุที่ตัว ฮ ในล้านนาเวลาเขียนมักใช้ ร แทน และอาจเป็นไปได้ว่า เมื่อบางท่านเห็นว่าใช้ ร เขียน ซึ่งตัว ร นี้ชาวล้านนานิยมออกเสียงเป็น ล ต่อมาจึงเขียนด้วยตัว ล แทน

ไม่ว่า กู่ราย หรือกู่ฮาย คำไหนจะเป็นทฤษฎีที่ถูกต้องก็ตามที แต่ทั้งสองคำก็ดูสมเหตุสมผลไม่แพ้กัน

 

กู่ลาย ไฉนต้องอยู่ท้ายวิหาร?

เมื่อเราเข้าใจแล้วว่า กู่ลาย มีรากศัพท์ความเป็นมาอย่างไร คำถามต่อไปก็คือ ทำไมต้องเอา “กู่ลาย” ไปตั้งต่อด้านนอกที่ท้ายวิหาร ทำไมจึงไม่สร้างภายในวิหาร กล่าวให้ง่ายก็คือ ไฉนจึงไม่ให้อยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน?

ทั้งๆ ที่เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ไยจึงแยกเอาพระพุทธรูปออกไปอยู่ในห้องหับเป็นการเฉพาะเสียเล่า?

การแยกห้องหรือคูหาให้พระพุทธรูปประดิษฐานเป็นการเฉพาะนั้น อันที่จริงมิได้ปรากฏเพียงแค่รูปแบบ “กู่ลายที่ท้ายวิหาร” แต่อย่างใดไม่

เพราะยังได้พบการทำห้องหับประดิษฐานพระพุทธรูปในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือในแบบที่เรียกว่า “มณฑปโขงพระเจ้า” คือการทำมณฑปจัตุรมุขเปิดซุ้มสี่ทิศ (ภาษาล้านนาเรียกว่า “โขง”) เพื่อให้เห็นองค์พระพุทธรูปรอบด้าน ดังเช่น มณฑปพระเจ้าแก่นจันทน์แดง วัดเจ็ดยอด หรืออาจเปิดโขงให้เห็นเฉพาะด้านหน้า เช่น มณฑปพระเจ้าล้านทอง วัดพระธาตุลำปางหลวง

แต่มณฑปโขงพระเจ้าเหล่านี้ ก็ตั้งอยู่ภายในพระวิหาร ไม่ได้อยู่ด้านนอกท้ายอาคาร ดังเช่นกรณีของ “กู่ลาย” ที่เรากำลังพูดถึงอยู่ (กรณีมณฑปพระเจ้าแก่นจันทน์แดง ครั้งหนึ่งในอดีตก็เคยมีอุโบสถหลังใหญ่ครอบมาก่อน)

ลักษณะมณฑปโขงพระเจ้าของพระเจ้าล้านทอง วัดพระธาตุลำปางหลวง แม้จะปิดบังส่วนของโขงให้ลดลงต่ำจนแทบจะบดบังพระพักตร์ของพระพุทธรูปนั้นก็ตามที ทว่าเรายังพอจะเห็นพระพักตร์และพระวรกายของพระพุทธรูปได้อยู่บ้างเมื่อเราโน้มตัวลงต่ำในตอนก้มกราบพระพุทธปฏิมา

ถือเป็นกุศโลบายประการหนึ่ง ที่โบราณาจารย์ล้านนาใช้วิธีปราบทิฐิมานะของพุทธศาสนิกชนที่เข้ามาในวัด ให้รู้จักน้อมตัวลงต่ำกว่าองค์พระประธาน เพราะหากเรายืนค้ำเศียรพระพุทธรูปก็จะไม่สามารถเห็นพระพักตร์ได้ถนัดถนี่นัก

ซึ่งลักษณะการทำห้องแคบๆ แทบไม่มีพื้นที่รายรอบพระพุทธรูปเช่นนี้ อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิด้านโบราณคดีของกรมศิลปากร ได้ให้คำจำกัดความว่า หมายถึง พระพุทธเจ้ากำลังประทับอยู่ใน “คันธกุฎี” เพื่อปฏิบัติสมณธรรมอย่างสงบและสันโดษ

การนั่งสมาธิถือเป็นหนึ่งในพุทธกิจหลักของพระพุทธองค์ในแต่ละช่วงวัน (เช้าตรู่-บิณฑบาต, ยามสาย-โปรดสาธุชน, ยามบ่าย-สอนพระสาวก, ยามค่ำ-เทศน์ให้เทวดาฟัง, ยามดึก-ปลีกวิเวกปฏิบัติธรรม)

ซึ่งสถานที่ที่พระพุทธองค์นั่งบำเพ็ญภาวนานั้น จะเป็นคูหาแคบๆ ที่สามารถควบคุมการรบกวนของสิ่งเร้าต่างๆ ได้ เช่น เสียง แสง สายลม ความร้อน ความหนาว ฯลฯ

ดังนั้น สล่าล้านนาจึงได้จำลองห้องแคบๆ มาสร้างเป็นมณฑปโขงพระเจ้า เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพระพุทธองค์กำลังปฏิบัติธรรมในคันธกุฎี

แล้ว “กู่ลาย” ที่เรากำลังกล่าวถึงนี้เล่า จะอยู่ในข่ายเป็น “คันธกุฎี” ได้ด้วยหรือไม่

 

หรือกู่ลายคือ “คันธกุฎี” อีกรูปแบบหนึ่ง?

นักวิชาการด้านสถาปัตยกรรมล้านนาหลายท่าน ได้ช่วยกันวิเคราะห์ถึงจุดที่ตั้งของ “กู่ลาย” ท้ายวิหาร ว่าเป็นพื้นที่จำเพาะค่อนข้าง “ตัดขาด” จากการปฏิสัมพันธ์ต่อพระภิกษุหรือฆราวาสอย่างสิ้นเชิงก็ว่าได้ ลักษณะเช่นนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของ “คันธกุฎี” ในอีกรูปแบบหนึ่งได้หรือไม่

บางท่านก็เห็นว่าน่าจะใช่คันธกุฎี ในขณะที่บางท่านกลับมองว่า “การซ่อนตัว” ในที่ลึกลับซับซ้อนของพระพุทธปฏิมาในกู่ลายเช่นนี้ น่าจะมีความหมายอื่นใดซุกซ่อนอยู่ มากเกินกว่าจะเป็นแค่คันธกุฎีเท่านั้นหรือไม่

เมื่อเราเข้าไปในพระวิหารที่มีกู่ลายต่อท้าย เราจะเห็นว่าวัดบางแห่งมีการสร้างพระพุทธรูปประธานขึ้นมาใหม่อีกองค์ บดบังพระพุทธรูปที่ซ่อนอยู่ในคูหาท้ายวิหาร อาทิ วัดป่าแดงวรมหาวิหาร เชียงใหม่ แต่นั่นก็เป็นเพราะว่ามีการบูรณะใหม่ครั้งใหญ่ในสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัย อาจเป็นไปได้ว่าครูบาท่านมีความประสงค์ที่จะสร้างพระประธานองค์ใหม่ให้โดดเด่นกว่าองค์เดิมที่ซ่อนอยู่ในกู่ลาย เพื่อให้สาธุชนกราบไหว้ได้ง่ายขึ้น

บางวัดใช้พระพุทธรูปในกู่ลายนั้นเป็นพระประธานในวิหาร โดยไม่มีการสร้างพระประธานอีกองค์มาบังซ้อน ดังเช่นวัดปราสาท วัดบริวารวัดหนึ่งของวัดพระสิงห์ทางด้านทิศเหนือ เหล่าพุทธศาสนิกชนสามารถมองลอดช่องคูหาจนเห็นพระประธานในกู่ลายได้อีกด้วย และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานการบูรณปฏิสังขรณ์ของครูบาเจ้าศรีวิชัยด้วยเช่นกัน

น่าแปลกที่ครูบาท่านเลือกที่จะไม่สร้างพระประธานในวิหารบนแท่นแก้วให้ปิดบังพระประธานองค์เดิมในซุ้มกู่ลายเหมือนเช่นวัดป่าแดง

แต่กรณีของวัดปราสาท ครูบาเจ้าศรีวิชัยกลับใช้วิธีบูรณะพระประธานในกู่ลายแทน และคงสถานะพระองค์นั้นไว้ซึ่งพระประธานของวิหารดุจเดิม

กรณีของวัดพระสิงห์เชียงใหม่ ที่วิหารลายคำ เป็นที่รู้จักกันดีว่าประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์นั้น พบร่องรอยของการทำฉากหลังอัดกรุปิดช่องคูหาที่เชื่อมต่อกับกู่ลายท้ายวิหารในลักษณะปิดตาย ไม่สามารถเข้าไปได้ แล้วนำพระพุทธสิหิงค์กับพระพุทธรูปองค์อื่นๆ มาประดิษฐานบนฐานชุกชี (ล้านนาเรียกแท่นแก้ว) แบบเรียงหน้ากระดานตามแนวยาว 3 องค์

ซึ่งก็เป็นปริศนาอยู่ว่า “กู่ลาย” ท้ายวิหารวัดพระสิงห์นั้น เดิมเคยใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ไหนมาล่ะหรือก่อนที่จะถูกปิดตาย ใช่พระพุทธสิหิงค์หรือไม่

เนื่องจากยังมีนักวิชาการที่เชื่อว่า สถานที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์หลังเดิมในยุคก่อนที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ 2 แผ่นดิน ล้านนา-ล้านช้าง จะอัญเชิญไปพร้อมด้วยพระคู่บ้านคู่เมืองล้านนาอีกหลายองค์เพื่อนำไปประดิษฐานที่นครหลวงพระบางนั้น ควรเป็นอุโบสถสองสงฆ์มากกว่าหรือไม่ (อุโบสถที่ตั้งในแกนขวางเหนือ-ใต้)

ส่วนวิหารลายคำนั้น เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ระยะที่สอง ภายหลังจากที่ฝั่งศรีสตนาคนหุตหรือล้านช้างได้ทำการส่งคืนให้แก่ฝั่งล้านนาแล้วในสมัยพระเมกุฏิ (คืออยู่ที่ล้านช้างได้เพียง 2-3 ปี ชาวเชียงใหม่หัวใจจะสลายขอทวงคืนพระพุทธสิหิงค์เอากลับมา ทางลาวก็ยินดีคืนให้)

ส่วนคำตอบที่ดิฉันตั้งปริศนาไว้ว่า “กู่ลาย” ถือเป็น “คันธกุฎี” ประเภทหนึ่ง เหมือนมณฑปโขงพระเจ้าทั่วไป ด้วยหรือไม่ หรือจะใช้แทนสัญลักษณ์อื่นใดที่เรายังตีความไม่ได้

ดิฉันขอสารภาพว่ายังไม่สามารถค้นพบคำตอบ ณ ขณะนี้

 

กู่ลาย อัตลักษณ์เฉพาะของเชียงใหม่?

มาสู่คำถามที่ว่า เราไม่พบ “กู่ลาย” ท้ายวิหารลักษณะพิเศษเช่นนี้ในวัฒนธรรมล้านนาจังหวัดอื่นๆ เลยหรือเช่นไร ยกเว้นเชียงใหม่เพียงแค่จังหวัดเดียว?

คำตอบคือ ณ ตอนนี้ยังไม่พบกู่ลายท้ายวิหาร ณ วัดอื่นใดอีกเลย นอกเหนือไปจาก วัดปราสาท วัดพระสิงห์ วัดป่าแดง และวัดเจ็ดยอด ซึ่งทั้งสี่แห่งนี้ล้วนแต่อยู่ในเมืองเชียงใหม่ทั้งสิ้น

ดังนั้น เราอาจจะพอสรุปเบื้องต้นได้คร่าวๆ ว่า “กู่ลายท้ายวิหาร” เป็นอัตลักษณ์เฉพาะของการทำกุฎาคารหรือคันธกุฎีสำหรับประดิษฐานพระพุทธปฏิมาที่พบในวัฒนธรรมล้านนาแค่สกุลช่างเชียงใหม่

โดยเชื่อว่าพระพุทธรูปองค์นั้นจะต้องมีความสำคัญมากเป็นพิเศษ จึงได้จัดสร้างสถานที่ประดิษฐานให้เป็นห้องหับเฉพาะแยกออกมาแบบเป็นสัดเป็นส่วน อีกทั้งหลังคาตอนบนก็เป็นทรงปราสาทที่มีความอลังการ

หากดิฉันและเครือข่ายนักวิชาการในล้านนา สามารถค้นหาคำตอบอื่นใดที่ตกผลึกคมชัดลึกมากกว่านี้ คงจักได้นำเสนอความคืบหน้าให้ผู้อ่านทราบในโอกาสต่อไปค่ะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...