โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เถียน-เต็ง-หอย สามชาวจีนอพยพ สู่นายทุน-ขุนนางยุคแรกในสยาม กับภาพสะท้อนระบบอุปถัมภ์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 ก.พ. 2566 เวลา 09.13 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. 2566 เวลา 00.02 น.
ชาวจีน ที่อพยพเข้ามาในไทย มักตั้งรกรากและทำงานในสำเพ็ง (ภาพสำเพ็งในอดีต จากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2543)

เถียน เต็ง และ หอย เป็น ชาวจีน 3 ราย ที่อพยพเข้ามาในสยาม ต่อมาสร้างเนื้อสร้างตัวกระทั่งมีฐานะ และเป็นต้นธารของตระกูลใหญ่ที่มีบทบาทในสังคมไทย และได้รับการยอมรับนับถือในหมู่ชาวจีนในไทยอย่างมาก

ในสมัยรัตนโกสินทร์ ชาวจีน และพวกเชื้อสายดูจะเป็นภาพหนึ่งที่เด่นชัดของชนกลุ่มน้อยที่อพยพย้ายมาจากถิ่นฐานเดิม โดยกระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยาวนานนับร้อยปีทีเดียว

“อั้งยี่” คือใคร? มาจากไหน? มีการกระทำเป็นอั้งยี่และซ่องโจรคืออะไร? หาคำตอบได้ 23 กุมภาพันธ์นี้ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ขอเชิญผู้สนใจร่วมฟังการเสวนา ค้นหาคำตอบเรื่อง “อั้งยี่” ไปด้วยกันในงานสโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนา อั้งยี่ : “จีนเทา” ในไทยสมัยแรก วิทยากรโดยผศ.ดร. กรพนัช ตั้งเขื่อนขันธ์ และ สมชาย แซ่จิว วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ลงทะเบียนเข้าร่วมฟังเสวนาได้ที่ลิงค์ https://bit.ly/3IjHGyi

ชาวจีนอพยพและลูกหลานที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ที่น่าสนใจมีจํานวน 3 ตระกูล เริ่มจาก พระยาโชฎึกราชเศรษฐี หรือ จีนเถียน ต้นสกุล “โชติกเสถียร”

จีนเถียนเป็นบุตรของจีนจือ เกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจีนจืออาจจะเป็นชาวจีนแต้จิ๋วหรือไม่ก็ฮกเกี้ยน แม้ตอนต้นจะอยู่ที่อยุธยาบริเวณคลองสวนพลู วัดพนัญเชิง ชุมชนชาวจีนที่สําคัญแห่งหนึ่งมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่เมื่อเติบใหญ่ จีนเถียนได้ออกเรือนอยู่กินกับนางสุ่น คนบ้านลานตากฟ้าเมืองนครชัยศรี ก่อนอพยพครอบครัวลงมาปักหลักที่ปากคลองโอ่งอ่างใกล้วัดบพิตรภิมุขในปัจจุบัน

การค้าขายของจีนเถียนน่าสนใจอย่างยิ่ง เขาสามารถแต่งสําเภาไปค้าขายตามเมืองท่าทางตอนใต้ของจีน โดยนําข้าว ดีบุก พริก ไทย ไม้ และรังนกส่งขายถึงที่โน่น พร้อมนําเครื่องกังไส ใบชา ผ้าไหม และแพรจีน กลับมาขายในยี่ห้อการค้าว่า “เกี้ยนเฮง” สัญลักษณ์สิงโตคู่ขนาบข้างอักษรจีน

จีนเถียน เจ้ากรมท่าซ้าย

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นการค้ากับต่างประเทศยังคงใช้โครงสร้างและรูปแบบการค้าตามอย่างอยุธยาตอนปลาย เป็นการค้าผูกขาดใต้ระบบพระคลังสินค้า ชาวจีนอพยพที่ประกอบการค้าจึงมักสร้างสัมพันธ์กับขุนนางผู้ใหญ่ในวงราชการ ด้วยหวังโอกาสแต่งสําเภาไปค้าขายยังต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ทําให้จีน เถียนได้เข้ามาเกี่ยวพันกับระบบราชการ กระทั่งมีโอกาสถวายตัวเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 4 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “หลวงภาษีวิเศษ” เจ้าภาษีนายอากรในกรมท่าซ้าย

ประมาณ พ.ศ. 2411 ต้นรัชกาลที่ 5 จีนเถียนได้เป็น “พระพิบูลย์พัฒนากร” และมีโอกาสตามเสด็จประพาสอินเดียไปดูงานเกี่ยวกับการภาษีอากรด้วย เส้นทางของจีนเถียนในระบบราชการเติบโตถึงขีดสุดใน พ.ศ. 2422 ได้เลื่อนขึ้นเป็นมหาอํามาตย์ผู้ใหญ่พานทองถือศักดินา 1,400 บรรดาศักดิ์ “พระยาโชฎึกราชเศรษฐี” เจ้ากรมท่าซ้าย ดูแลการเก็บภาษีอากร การติดต่อค้าขายกับประเทศทางตะวันออก ศาลคดีจีน ไปจนถึงการควบคุมดูแล ชาวจีน ในสังคมไทยให้อยู่อย่างสงบสุข

ไม่เพียงเท่านี้ จีนเถียนยังได้รับความไว้วางใจให้ทํางานสําคัญอีกหลายอย่างถวายด้วย อาทิ เป็นประธานสร้างพระที่นั่งเวหาศจํารูญ ในพระราชวังบางปะอิน โดยขุนนางและพ่อค้าชาวจีนร่วมสมทบทุนสร้างถวาย เป็นกรรมการจัดตั้งโรงพยาบาลศิริราชในพระราชดําริ เป็นหัวหน้าในพระราชพิธีแต้มพระป้ายที่ประดิษฐานที่พระที่นั่งเวหาศจํารูญก่อนมีการบําเพ็ญพระราชกุศลเซ่นไหว้ในวันตรุษจีน กระทั่งเป็นพระราชประเพณีมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังเป็นหัวหน้ารับผิดชอบการจัดเลี้ยงผู้คนในพระราชพิธีลงสรงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกในราชวงศ์จักรี และยังเป็นผู้ริเริ่มการจำหน่ายน้ำประปาแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก

ด้านการเป็นผู้นำของสังคม “ชาวจีน” ในประเทศไทยที่เห็นเด่นชัดคือ การเป็นผู้นำบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเล่งเน่ยยี่ที่ถนนเจริญกรุง และวัดฉิมพลีที่ถนนกรุงเกษม โดยเฉพาะวัดฉิมพลีหรือวัดนรนารถสุนทริการามนับเป็นวัดประจำตระกูลจนถึงทุกวันนี้

“โชติกเสถียร” เป็นนามสกุลพระราชทานในรัชกาลที่ 6 แปลว่า “สว่างนาน” ผู้สืบสกุลชั้นที่ 2 เป็นต้นมาล้วนแต่ได้เข้ามาอยู่ในระบบราชการทั้งสิ้น ทั้งนี้อาจสืบเนื่องมาจากคำกล่าวที่ว่า “สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยง” สกุล “โชติกเสถียร” ชั้นต่อ ๆ มาจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการไทยสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ชาวจีน เจ้าของสมญานาม “อากรเต็ง”

ขุนนางไทยเชื้อสายจีนในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ตระกูลที่สองคือ ตระกูล “โสภโณดร” อันหมายถึง “ทิศเหนืออันงดงาม” โดยมี จีนเต็ง หรือ หลวงอุดรภัณฑ์พานิช เป็นต้นสกุลนี้

จีนเต็งเป็นชาวจีนแต้จิ๋วจากกวางตุ้งที่หนีภัยสงครามฝิ่นเข้าไทยเมื่ออายุ 17 ปี ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาชีพแรกในไทยคือการเป็นจับกังพายเรือ กระทั่งเก็บออมได้มากขึ้นจนถึงขั้นปล่อยเงินกู้ได้ ทำให้จีนเต็งลงทุนทำการค้าได้ตามที่ใจอยาก

ล่วงมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดเมืองการค้าขึ้นตามภูมิภาค เช่น เมืองตาก เชียงใหม่ โรคาช จีนเต็งจึงรวบรวมเงินทุนรอนแรมจากกรุงเทพฯ มาตั้งมั่นค้าขายที่เมืองตากและขยายขอบเขตไปเชียงใหม่ จีนเต็งยังประสบความสำเร็จในการสร้างความสัมพันธ์กับเจ้านายฝ่ายเหนือ จนได้รับความช่วยเหลือให้ดูแลเรื่องภาษีอากรฝิ่น สุรา และบ่อนเบี้ยในเมืองเชียงใหม่ สมญาณาม “อากรเต็ง” จึงมีกำเนิดนับแต่นั้น

จีนเต็งขยายกิจการใหญ่ขึ้นโดยเข้าร่วมหุ้นส่วนค้าขายกับเพื่อนพ่อค้าจีนที่เมืองตาก ใช้ยี่ห้อการค้าว่า “กิมเซ่งหลี” นับช่วงผูกขาดการจัดเก็บภาษีอากรในเมืองเชียงใหม่และค้าขายสินค้าต่าง ๆ ตั้งแต่เมืองเชียงใหม่เรื่อยลงมาจนถึงปากน้ำโพ

ในที่สุด จีนเต็งได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น พร้อมตั้ง “ห้างกิมเซ่งหลี” ขึ้นอีกร้านหนึ่งที่กรุงเทพฯ ดําเนินกิจการด้านโรงสีไฟ อู่เรือ และโรงจักรเลื่อยไม้ นับเป็นบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ขณะนั้น มีคนงานพันกว่าคน โดยขยายกิจการโรงสีไปทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีเงินลงทุนในกิจการธนาคารแบงก์สยามกัมมาจลหรือธนาคารไทยพาณิชย์ กิจการเรือเมล์จีนสยามทุนจํากัด และกิจการร้านค้า-บริษัทรถไฟที่ฮ่องกง ซัวเถาด้วย

จีนเต็งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงอุดรภัณฑ์พานิช” สันนิษฐานว่าคงได้รับพระราชทานในสมัยรัชกาลที่ 5

ด้านสังคม ความสําเร็จทางการค้าและความมั่งคั่งได้เอื้ออํานวยให้จีนเต็งเป็นผู้กว้างขวาง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวจีนอพยพสมัยนั้น อย่างไรก็ดี ในช่วงหลังกิจการการค้าหลายอย่างอยู่ภายใต้อิทธิพลและการผูกขาดของพ่อค้าชาติตะวันตก กอปรกับใน พ.ศ. 2460 มีการยกเลิกหวย ก.ข. และการพนันบ่อนเบี้ย การประมูลจัดเก็บภาษีทั้งสองชนิดนี้จึงถูกยกเลิกไป จากภาวะดังกล่าวทําให้บริษัทกิมเซ่งหลีที่เคยยิ่งใหญ่เริ่มลดบทบาทลง และได้เลิกกิจการไปในสมัยรัชกาลที่ 7

จีนเต็งนับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของชาวจีนอพยพที่มีความสามารถ และนับได้ว่าเป็นนายทุนรุ่นบุกเบิกของสังคมไทยในช่วงที่เพิ่งพัฒนาเข้าสู่ระบบทุนนิยม

ชาวจีน ต้นกําเนิดนาม เตชะกําพุช

ส่วนตระกูลที่สามคือ ตระกูล “เตชะกําพุช” ของ ขุนพัฒน์ หรือ เจ้าสัวหอย ที่อยู่ในสถานการณ์เป็นผู้นําคนหนึ่งของพวกชาวจีนอพยพ

เจ้าสัวหอยหรือจีนหอยมีชื่อเดิมว่า “แต้หอย” มาจากอําเภอเฉิงไห่ เมืองเฉาโจว อพยพมาจากประเทศจีนเมื่ออายุได้ประมาณ 25-26 ปี ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จีนหอยเดินทางจากท่าเรือซัวเถาหลังจากรอนแรมอยู่ในทะเลเกือบเดือนก็เดินทางมาถึงไทย และได้ไปทํางานเป็นลูกจ้างในร้านค้าแถวถนนทรงวาด ก่อนจะออกมาตั้งร้านค้าของตนเองที่สําเพ็ง

ช่วงนี้เอง จีนหอยแต่งงานกับหญิงชาวไทยชื่อ นางเลียบ กระทั่งมีทุนรอนมากขึ้นก็เริ่มเข้าประมูลผูกขาดกิจการโรงบ่อนเบี้ยและการออกหวย ก.ข. และใน พ.ศ. 2420 จีนหอยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากรัชกาลที่ 5 ให้เป็น “ขุนพัฒน์” นายอากรบ่อนเบี้ย มีกิจการโรงบ่อนอยู่หลายแห่ง เช่น ที่สำเพ็ง ตลาดพลู นอกจากนี้ยังไปลงทุนในกิจการอื่น ๆ เช่น โพยก๊วน โรงรับจำนำ และธุรกิจการเงิน

กิจการโพยก๊วนของจีนหอยใช้ชื่อยี่ห้อว่า “เซ่งซุ่นหลี” ตั้งอยู่ที่สำเพ็งและมีสาขาอยู่ที่ซัวเถา สำหรับกิจการโรงรับจำนำนั้นมีชื่อยี่ห้อว่า “ซุ่นเซ่งหลี” ตั้งอยู่ที่สำเพ็งเช่นกัน แต่ภายหลังได้ย้ายมาอยู่ที่หัวลำโพง ส่วนธุรกิจด้านการเงิน จีนหอยได้ลงทุนก่อตั้งธนาคารซุ่นฮกเซ้งที่ถนนทรงวาด ต่อมาได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่สำเพ็ง และมีสาขาอยู่ที่ฮ่องกง ซัวเถา และสิงคโปร์ ระยะแรกทำเฉพาะด้านการค้ากับต่างประเทศ ต่อมา แต้ไต้เห่า บุตรชายคนเล็กเข้ามาดูแล จึงได้ขยายกิจการธนาคารเต็มรูปแบบ

เรื่องราวในชั้นลูกที่โดดเด่นเห็นจะเป็น “แต้ลั่งเซียง” บุตรสาวที่เกิดจากนางติ๊กหูภรรยาจีน บุตรสาวคนนี้มีทายาทอีก 2 คน โดยคนรองเป็นผู้ชายชื่อ นายกเสียร สุพรรณานนท์ ผู้ก่อตั้งร้านค้าทอง “เซ่งเฮงหลี” ซึ่งเป็นร้านค้าทองที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งย่านถนนเยาวราชสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อีกรายคือ “แต้กิมไล้” ลูกสาวคนโตอันเกิดจากนางเลียบภรรยาไทย ที่ได้แต่งงานกับนายปลื้ม สุจริตกุล บุตรชายของพระยาราชภักดี (โค) น้าชายของสมเด็จฯ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ

เรื่องราวของแต้กิมไล้มีบันทึกในหอจดหมายเหตุแห่งชาติถึงความสามารถด้านการค้าว่า

“…หลังจากที่ท่านได้สมรสกับเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) แล้ว จากการที่มีประสบการณ์ทางด้านธุรกิจการค้ามาบ้าง ทำให้ท่านได้ลงทุนธุรกิจขอสัมปทานรัฐบาลทำบริษัททำเรือโดยสารและโดยสารข้ามฟากสมัยนั้นเรียกว่า เรือเขียว มีเส้นทางเดินเรือจากบ้านคลองด่านผ่านประตูน้ำภาษีเจริญ ประตูน้ำดำเนินสะดวกและบางยาง ไปออกแม่น้ำนครชัยศรี ต่อมาในช่วงหลังมีผู้สนใจลงทุนขอสัมปทานแข่งขันกันมากขึ้น เช่น บริษัทสุพรรณ์เมล์แดง บริษัทเรือขาวของพระยาภิรมย์ภักดี”

จากการแข่งขันทำให้เกิดปัญหา ประกอบกับเวลานั้น เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม) ได้รับตำแหน่งอธิบดีศาลต่างประเทศ เกรงว่ากิจการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดคดีพิพาทเป็นที่มัวหมองต่อหน้าที่ราชการ กิจการเดินเรือของแต้กิมไล้จึงได้ล้มเลิกไป

ส่วน แต้ไต้ฉิน น้องชายคนรองของแต้กิมไล้ ทำกิจการตั้งร้านแลกเงินชื่อ “ร้านซุ่นหลี” (เซ่งซุ่นหลี) นอกจากนี้แล้วยังตั้งร้านขายของชื่อว่า “เซ่งซุ่นหลี จินกี่” ตั้งอยู่ที่ถนนเยาวราชอีกด้วย

ใน พ.ศ. 2460 ชั้นลูกของจีนหอยได้กราบทูลขอประทานนามสกุลจากสมเด็จฯ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ซึ่งพระองค์ได้ประทานนามสกุลว่า “เตชะกำพุ” มีความหมายว่า “หอยสังข์ที่มีอำนาจ” แม้ว่าในชั้นหลัง ๆ ลูกหลานของเจ้าสัวในบางสายได้ใช้เพี้ยนเป็น “เตชะกำพุช” บ้าง หรือ “เตชะกัมพุช” บ้าง แต่ทั้งหมดก็ล้วนสืบเชื้อสายมาจากจีนหอย ชาวจีนอพยพผู้มีความสามารถและเป็นนายทุนสำคัญคนหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5

จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับขุนนางไทยเชื้อสายจีนบางตระกูลในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้ได้ข้อสังเกตว่า พวกขุนนางไทยเชื้อสายจีนในสมัยนั้นมักมีบทบาททางด้านการค้าและการทำราชการ โดยมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจอยู่ในขณะนั้น อันสะท้อนถึงค่านิยมในระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทยชัดเจน

มีประเด็นน่าสนใจประการหนึ่งว่า ลูกหลานของขุนนางไทยเชื้อสายจีนเหล่านี้มักไม่สามารถสืบทอดบทบาทสําคัญทางเศรษฐกิจต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่กลุ่มทุนใหญ่ที่มีบทบาทในเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน มักเป็นลูกหลานของชาวจีนอพยพที่หลั่งไหลเข้ามาในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เล็กน้อย

จึงเป็นเรื่องที่สมควรศึกษาว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เพื่อจะได้มีมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับพัฒนาการของประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมไทย อาจช่วยให้เราเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ในปัจจุบันได้กระจ่างชัดมากขึ้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!!สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “ขุนนางไทยเชื้อสายจีนบางตระกูล ในสมัยรัตนโกสินทร์” เขียนโดย รศ.ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2540

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 ธันวาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...