โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

4 วิธีแบ่งเวลาระหว่างการทำงานและครอบครัว (Work Life Balance)

Mood of the Motherhood

อัพเดต 26 ก.ค. 2563 เวลา 17.34 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2563 เวลา 00.33 น. • Features

ในยุคที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง แต่รายจ่ายของครอบครัวไม่มีวี่แววว่าจะลดลงไปตามสภาพเศรษฐกิจ คุณพ่อคุณแม่ทุกครอบครัวย่อมต้องอยากทำงานมากขึ้น หารายได้มากขึ้น เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีและความมั่นคงของครอบครัว

แต่ยิ่งทำงานมากขึ้นเท่าไร ก็เป็นไปได้ว่าคุณพ่อคุณแม่อาจหลงลืมที่จะให้ความสำคัญกับการมีเวลาให้ครอบครัว และลืมคิดไปว่าการทุ่มเทนั้นอาจเป็นการบั่นทอนช่วงเวลาที่ควรมีความสุขของทุกคนในครอบครัว รวมถึงสุขภาพร่างกายและจิตใจของคุณพ่อคุณแม่ในอนาคตได้

Chris Chancey ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพและเจ้าของบริษัท Amplio Recruiting กล่าวว่า “สมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับการแบ่งเวลาในแต่ละวันของคุณไม่เท่ากัน การทำงานควรที่จะมีความยืดหยุ่น ในขณะที่ยังมีร่างกายยังมีแรงในการทำสิ่งต่างๆ อาจมีบางวันที่คุณทำงานนานขึ้นเพื่อให้คุณมีเวลาในสัปดาห์ต่อมาเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ”

ดังนั้นควรมีวิธีจัดการแบ่งเวลาระหว่างการทำงานกับเวลาที่ควรอยู่กับครอบครัว (Work Life Balance) เพื่อให้เกิดความสมดุลในการทำงานและการใช้ชีวิต

1. หางานที่ตัวเองชอบ

แม้ว่าหน้าที่การงานบางอย่าง จะเป็นค่านิยมที่สังคมคาดหวัง แต่การไม่ได้ทำงานที่ตรงกับความชอบและความสนใจของตัวเองเพราะต้องหาเงินมาใช้จ่ายเพียงอย่างเดียวนั้น นานไปอาจส่งผลให้เกิดความรู้สึกเบื่องานที่ทำ เครียด และไม่มีความสุขในชีวิตแต่ละวันได้

บ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่อาจจะรู้สึกแย่กับเย็นวันอาทิตย์ หรือเช้าวันจันทร์ เพราะการต้องออกไปทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ นอกจากจะทำให้รู้สึกบั่นทอนจิตใจยังทำให้เสียสุขภาพจิต ส่งผลเป็นความเครียดสะสมที่อาจมีผลกระทบต่อการเลี้ยงลูกได้

2. วางแผนเพื่อแบ่งเวลาล่วงหน้า

การบริหารเวลาอย่างมีคุณภาพนั้นเกิดจากการวางแผนที่ดี หากคุณพ่อคุณแม่สามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นหรืองานที่ต้องทำล่วงหน้าได้ก็จะสามารถจัดสรรเวลาในชีวิตได้ลงตัวยิ่งขึ้น เช่น หากรู้ตัวว่าช่วงสิ้นเดือน จะมีงานยุ่งเป็นพิเศษ คุณพ่อคุณแม่อาจจะเลือกแบ่งเวลาให้ครอบครัวในช่วงต้นหรือกลางเดือนมากขึ้น และคุยหรือบอกกับคนในครอบครัวให้เข้าใจเหตุผลตั้งแต่เนิ่นๆ ได้

และสิ่งที่สำคัญคือการแบ่งเวลาควรไม่ให้เกิดผลเสียทั้งสองอย่าง ไม่ว่าในด้านการงานและด้านการดูแลครอบครัว

3. ลาพักร้อนบ้าง

จากการศึกษาของสมาคมการท่องเที่ยวแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2018 พบว่า 52% ของพนักงานมีวันหยุดพักผ่อนที่ไม่ได้ใช้ในช่วงปลายปี เพราะพนักงานมักกังวลว่าการหยุดงานจะทำให้มีงานค้างมากขึ้นเมื่อกลับมาทำงานอีกครั้ง ทั้งที่ความกลัวนี้ไม่ควรเป็นข้อจำกัดในการหยุดงานด้วยซ้ำ

บางครั้งการชาร์จแบตฯ ที่แท้จริง อาจหมายถึงการใช้เวลาวันหยุดพักผ่อนและหยุดการทำงานในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อใช้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่ และเติมพลังให้ร่างกายและจิตใจก่อนจะกลับไปทำงานอีกครั้ง

4. หากิจกรรมทำร่วมกันในครอบครัว

ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ควรจัดให้เป็นวันหยุดของทุกคนในครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ควรใช้ช่วงเวลานี้ทำกิจกรรมร่วมกับลูก เช่น พาลูกไปเที่ยวในที่ลูกอยากไป พาลูกไปกินอาหารที่ลูกชอบ

ถ้าเป็นไปได้ควรเลื่อนการนัดหมายเรื่องงานในวันหยุด เพื่อไม่ให้ลูกเกิดความรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่เอาเวลาที่ควรใช้กับครอบครัวไปสนใจแต่เรื่องงาน

ดังนั้นเมื่อถึงวันหยุด คุณพ่อคุณแม่ควรเอาตัวเองออกมาจากบทบาทของหน้าที่การงานสักครู่ แล้วให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นเทคนิคการ Work Life Balance ง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรลืมหรือมองข้ามเลยค่ะ

อ้างอิง

businessnewsdaily

coburgbanks

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...