โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิจัยเตือน 'ฟองน้ำล้างจาน' สุดสกปรก มีแบคทีเรียหนาแน่นพอๆ กับ 'อุจจาระ'

MATICHON ONLINE

เผยแพร่ 10 ส.ค. 2560 เวลา 10.07 น.
ฟองน้ำล้างจาน มีแบคทีเรียหนาแน่นพอๆ กับอุจจาระ (ภาพ- Massimiliano Cardinale et. al

ทีมวิจัยจากเยอรมนีเผยแพร่ผลงานการวิจัยชิ้นใหม่ ผ่านวารสารวิชาการ เจอร์นัล ไซน์ทิฟิก รีพอร์ท เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุ ฟองน้ำสำหรับใช้ล้างจานในครัว อาจถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่สกปรกที่สุดภายในบ้าน และก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าที่เคยคิดกัน

ทีมวิจัยเยอรมันระบุไว้ในรายงานดังกล่าวว่า งานวิจัยใหม่นี้พิสูจน์ให้เห็นว่าฟองน้ำล้างจาน (คิทเชน สปอนจ์) เป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียที่มีชีวิตใหญ่ที่สุดเท่าที่มีในบ้านหลังหนึ่ง

ผลงานวิจัยชิ้นนี้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ของ ชัค เกอร์บา นักจุลชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ที่ระบุไว้ในปี 2012 ว่า ฟองน้ำล้างจาน สกปรกกว่าแท่นรองนั่งชักโครกถึง 200,000 เท่า

งานวิจัยชิ้นใหม่ใช้วิธีเก็บตัวอย่างฟองน้ำล้างจานใช้แล้วจำนวน 14 ชิ้น มาตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาดเล็กเพื่อใช้เป็นชิ้นตัวอย่างในการวิจัยรวม 28 ชิ้น โดยตั้งเป้าในการวิจัยไว้ว่าต้องการตรวจสอบชนิดของแบคทีเรียที่เจริญเติบโตอยู่ในฟองน้ำ เพื่อดูว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่อย่างไร โดยใช้วิธีการตรวจสอบและจำแนกดีเอ็นเอของแบคทีเรียที่พบ ซึ่งทำให้ในเวลาเดียวกันก็สามารถทราบปริมาณของแบคทีเรียเหล่านั้นพร้อมกันไปด้วย ทำให้งานวิจัยใหม่นี้ถือเป็นงานวิจัยและวิเคราะห์แบคทีเรียในฟองน้ำล้างจานที่ครอบคลุมมากที่สุด

ทีมวิจัยพบข้อมูลน่าตกใจว่า ในชิ้นตัวอย่างของฟองน้ำล้างจานซึ่งมีขนาดเท่ากับก้อนน้ำตาลก้อนสี่เหลี่ยมหนึ่งก้อน มีเซลล์แบคทีเรียปนเปื้อนอยู่มากถึง 54,000 ล้านเซลล์ ความหนาแน่นของแบคทีเรียในระดับสูงมากดังกล่าว พบอีกเพียงที่เดียวเท่านั้นคือใน“อุจจาระ”

ฟองน้ำล้างจาน กลายเป็นแหล่งสะสมและเจริญเติบโตชั้นดีของแบคทีเรีย เพราะมักจะเปียกชื้น ไม่เย็นจัดเกินไปและมีเศษอาหารหลงเหลืออยู่ซึ่งกลายเป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรียเหล่านี้ ในการวิจัยพบว่า แบคทีเรียในฟองน้ำล้างจานมีความหลากหลายมากกว่าที่เคยคิดกัน โดยพบแบคทีเรีย 5 ใน 10 ชนิดซึ่งเป็นกลุ่มของแบคทีเรียที่มีความสามารถในการก่อโรคซึ่งพบเห็นบ่อยที่สุด รวมทั้ง อาซีเนโทแบคเทอร์ จอห์นโซนี (Acinetobacter johnsonii), ครายเซโอแบคทีเรียม โฮมินีส (Chryseobacterium hominis) และ โมแรกเซลลา ออสโลเอนซิส (Moraxella osloensis) และพบเชื้อแบคทีเรียก่อโรค ในกลุ่มที่ก่อให้เกิดอาการคออักเสบ (สเตรป อินเฟคชั่น) อีกด้วยแม้จะไม่มากมายเท่ากลุ่มอื่นๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ทีมวิจัยพบด้วยว่า ไม่มีวิธีการทำความสะอาดใดที่ทำให้ปริมาณแบคทีเรียในฟองน้ำล้างจานลดลงมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ไม่แม้แต่กระทั่งการนำเอาฟองน้ำล้างจานเข้าเตาไมโครเวฟ หรือนำไปต้มในน้ำเดือด เหตุผลที่ทีมวิจัยสันนิษฐานก็คือ เป็นเพราะแบคทีเรียส่วนหนึ่งสามารถทนทานต่อกระบวนการทำความสะอาดสุดโต่งเหล่านั้นได้ และจากนั้นก็เริ่มแบ่งตัว สร้างอาณาจักรใหม่ขึ้นในฟองน้ำอย่างรวดเร็ว ทำให้ยิ่งนานไปยิ่งยากที่จะลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียลง

เมื่อนำฟองน้ำล้างจานใหม่ที่ยังไม่ผ่านการใช้มาทดสอบหาเชื้อแบคทีเรีย ทีมวิจัยพบว่า ฟองน้ำใหม่ปกติแล้วจะปลอดเชื้อแบคทีเรียโดยสิ้นเชิง

คำแนะนำของทีมวิจัยก็คือ ให้เปลี่ยนฟองน้ำล้างจานบ่อยๆ เป็นประจำ เช่นสัปดาห์ละครั้ง อาจช่วยลดปัญหาลงได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...