เรื่องเล่าจากสีจิ้นผิง : ไต่ ‘บันไดเถาวัลย์’ สู่ชีวิตที่ดีกว่า ของชาวบ้าน ‘หมู่บ้านริมผา’ แห่งเสฉวน
เหลียงซาน, 5 มิ.ย. (ซินหัว) -- หมู่บ้านอาถู่เลี่ยเอ่อร์ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 800 เมตรจากพื้นดิน ในอำเภอปกครองตนเองเหลียงซาน กลุ่มชาติพันธุ์อี๋ มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สิ่งที่โหดหินสำหรับชาวบ้านที่นี่ก็คือการเดินทางเข้า-ออกหมู่บ้านของพวกเขาเอง
เหตุที่บรรพบุรุษผู้ตั้งรกรากตัดสินใจปักหลักสร้างชุมชนอยู่บนที่สูงเช่นนี้ ก็เพื่อหลบเลี่ยงภัยจากสงคราม แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป พวกเขากลับพบว่าสถานที่ที่แยกตัวห่างไกลนี้เริ่มเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของพวกเขา
เมื่อปี 2017 สีจิ้นผิงกล่าวถึง "หมู่บ้านริมผา" และแสดงความกังวลต่อเรื่องนี้ ระหว่างการประชุมร่วมกับคณะผู้แทนจากเสฉวนในการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ชุดที่ 12 ครั้งที่ 5
"เมื่อปีที่แล้ว สื่อได้รายงานข่าวเรื่องหมู่บ้านริมผาในเหลียงซาน พอเห็นชาวบ้านและเด็กๆ ที่ต้องปีนขึ้นลงหน้าผาตลอดทั้งปี และอาจเกิดอันตรายได้ ผมก็รู้สึกหดหู่และไม่สบายใจเป็นอย่างมาก"
ชาวบ้านที่นี่ใช้บันไดเถาวัลย์ในการไต่หน้าผา ซึ่งมีทั้งหมด 17 อัน
"ก่อนหน้านี้ หมู่บ้านอาถู่เลี่ยเอ่อร์มีทางออกอยู่ 3 ทาง ทางหนึ่งต้องผ่านหุบเขาลึก แต่หากถึงฤดูฝนจะใช้การไม่ได้ ทางที่ 2 เป็นทางอ้อมซึ่งต้องใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง เราจึงนิยมใช้บันไดเถาวัลย์กันมากกว่าเพราะใช้เวลาในการไต่จากพื้นถึงยอดสั้นที่สุด เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น" ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว
แต่เนื่องจากบันไดเถาวัลย์ต้องเผชิญกับแสงแดด สายลม และน้ำฝนอยู่เสมอ จึงผุพังได้ง่ายและเป็นอันตรายต่อชีวิต
"การตัดถนนบนหน้าผาแบบนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เราเลยคิดว่าการสร้างบันไดเหล็กคงจะดีกว่า (ขณะนั้น) รัฐบาลของแคว้นและอำเภอได้จัดสรรเงินช่วยเหลือพวกเราหน่วยงานละ 500,000 หยวน (ราว 2.21 ล้านบาท) รวมแล้วอยู่ที่ 1 ล้านหยวน (ราว 4.44 ล้านบาท) เราตามหาทีมก่อสร้างทุกที่ แต่ไม่มีใครยอมมา เราจึงตัดสินใจทุ่มความพยายามสุดท้าย ด้วยการระดมแรงในหมู่บ้านมาช่วยกันทำ" เจ้าหน้าที่หมู่บ้านกล่าว
ท่อนเหล็กเกือบ 6,000 ท่อน ที่มีน้ำหนักรวม 120 ตัน เป็นวัสดุสำหรับทำบันไดเหล็ก ซึ่งชาวบ้านที่นี่ต้องแบกกันเองทั้งหมด นอกจากนั้นหมู่บ้านยังได้ว่าจ้างช่างเทคนิค 3 คน มาสอนวิธีเจาะและบัดกรี และในที่สุด 7 เดือนแห่งหยาดเหงื่อก็ผ่านพ้น เมื่อบันไดกว้าง 1.5 เมตร ทอดยาวจากพื้นถึงขอบหน้าผาระยะทาง 2.8 กิโลเมตร เสร็จสิ้นและพร้อมใช้งาน
บันไดดังกล่าวมีทั้งหมด 2,556 ขั้น แต่ละขั้นใช้ท่อนเหล็ก 2-3 ท่อน ซึ่งมีความแข็งแรงคงทน ส่วนข้อต่อระหว่างโครงเหล็กก็ถูกบัดกรีเชื่อมติดกันอย่างมั่นคง
เด็กๆ ใน "หมู่บ้านริมผา" ต่างได้รับประโยชน์จากการใช้งานบันไดเหล็กที่สร้างใหม่ เนื่องจากสามารถไปโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเขาได้ปลอดภัยกว่าเดิม
นอกจากนี้รัฐบาลได้จัดสรรเงิน 10 ล้านหยวน (ราว 44.37 ล้านบาท) ในการบูรณะซ่อมแซมโรงเรียนประถมศึกษา เมื่อสร้างเสร็จคาดว่าจะสามารถรองรับนักเรียนประจำได้ 600 คน ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนบางส่วนไม่ต้องเดินทางขึ้นลงหน้าผา
"ตอนนี้หมู่บ้านริมผาของเรามีทั้งถนนและไฟฟ้าเข้าถึง ทุกบ้านมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายใช้ ผมก็หวังว่าจะมีผู้คนรู้จักหมู่บ้านของเรามากขึ้นและเดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่" ชาวบ้านกล่าว
"หมู่บ้านของเรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวหรือวันหยุดฤดูร้อน พอนักท่องเที่ยวมาเยือน เราจะจัดเตรียมเต็นท์เอาไว้ให้ แต่บางคนก็เลือกจะพักอยู่บนหลังคาเพราะว่าอากาศข้างบนสดชื่นกว่า" ชาวบ้านอีกคนหนึ่งกล่าว
"วิวตรงนี้สวยมาก ค่าอาหารและที่พักก็ไม่แพง แค่ประมาณวันละ 100 หยวน (ราว 440 บาท)" หลานเหวินจิ้น นักท่องเที่ยวจากฝูเจี้ยน ให้สัมภาษณ์
เมื่อวันที่ 12-14 พ.ค. ที่ผ่านมา มีครัวเรือนในพื้นที่นี้ที่ขึ้นทะเบียนว่ายากจนทั้งสิ้น 84 ครัวเรือน ซึ่งบางส่วนเป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านริมผา ได้ย้ายเข้าสู่บ้านหลังใหม่ซึ่งตั้งอยู่ในชุมชนที่สร้างขึ้นใหม่ในพื้นที่อำเภอเจาเจวี๋ย
คุณภาพชีวิตของชาวบ้านดีขึ้นเป็นลำดับ จากบันไดแบบไต่ที่สร้างด้วยเถาวัลย์เปลี่ยนเป็นบันไดเหล็ก และขณะนี้กลายเป็นขั้นบันไดแล้ว
"ผมนึกอยากมาภูเขาต้าเหลียงซานและเสี่ยวเหลียงซานมาตลอด จีนเป็นประเทศสังคมนิยม สังคมนิยมมุ่งช่วยประชาชนให้มีชีวิตที่สุขสบาย และในการมุ่งสู่เป้าหมายนั้น จะต้องไม่มีใคร ครอบครัวไหน หรือกลุ่มชาติพันธุ์ใด ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง" สีจิ้นผิงกล่าว
"ตอนที่เราทบทวนเรื่องราวของ 'หมู่บ้านริมผา' ที่ท่านเลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิงกล่าวถึง เราก็เข้าใจอย่างสุดซึ้งเลยว่าการต่อสู้กับความยากจนคือภารกิจที่ยากเข็ญอย่างหนึ่ง เราจะย่อหย่อนหรือสะเพร่ากับงานของเราไม่ได้ และยังหยุดไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงเวลาวิกฤต เราจะต้องเดินหน้าต่อสู้ความยากจนด้วยความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังมากกว่าเดิม เพื่อคว้าชัยชนะอย่างสมบูรณ์ในการขจัดความยากจน" หวังฟั่น อาจารย์จากโรงเรียนพรรคคอมมิวนิสต์เสฉวน สังกัดคณะกรรมการพรรคฯ กล่าว