โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไปเที่ยวเพื่อไปเที่ยว - บองเต่า

THINK TODAY

เผยแพร่ 02 ก.ค. 2562 เวลา 09.15 น.

เรากำลังอยู่ในยุคที่เมื่อเปิดโซเชียลมีเดียแล้วเต็มไปด้วยรูปของเพื่อนและคนรอบข้างอยู่ในโหมด “ชีวิตดี” กินหรูอยู่ต่างประเทศกันอย่างพร้อมหน้า โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวอย่างสงกรานต์ รูปความสวยงามของทุ่งดอกไม้ อาหารหรูหรา คาเฟ่ร้านกาแฟร้านขนมสุดเก๋จากทุกมุมโลกหลั่งไหลมากองรวมกันอยู่ในไทม์ไลน์ของเรา 

ราวกับว่าบาหลี ฮอกไกโด หรือปารีสกลายเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยชั่วคราว ซึ่งถ้าวันไหนเราได้เป็นแค่ผู้ชม ก็คงได้แต่จิ๊ปากอิจฉาอยู่ในใจ อย่าให้ถึงทีเราบ้างแล้วกัน จะโพสกระหน่ำให้หนำใจบ้าง

มันเป็นเรื่องปกติมากที่เมื่อเวลาเราไปเที่ยว เราก็อยากจะอวดให้โลกรู้ผ่านทางรูปภาพต่างๆ ตัวผมเองก็เช่นกัน ผมรู้สึกว่าตัวเองทำงานหนัก การไปเที่ยวคือการพักผ่อนและให้รางวัลตัวเอง ดังนั้น ทุกรูปในโซเชียลมีเดียของผมจะต้องสมบูรณ์แบบที่สุด

ผ่านการคัดสรรออกแบบอย่างประณีต รูปอาหารจะต้องเป็นมุมที่เห็นชุ่มฉ่ำแวววาวจากลายหินอ่อนของเนื้อวัวชั้นดี ถ้าเป็นรูปธรรมชาติ ต้องถ่ายเก็บหลายแอคชั่นหลายมุมกล้องแล้วเดี๋ยวค่อยบรรจงเลือกรูปที่ดีที่สุดแล้วค่อยแต่งภาพอย่างปราณีตอีกที

ผมสนุกกับสิ่งนี้อยู่หลายทริปนานนับเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งวันหนึ่งผมเริ่มรู้สึกว่า ผมเริ่มเหนื่อยกับการถ่ายรูปรัวๆแบบเผื่อเหลือเผื่อขาด เหนื่อยกับไถหน้าจอเพื่อเลือกรูปที่ดีที่สุดทั้งๆที่แต่ละรูป เราอาจจะแค่เอียงหัวต่างกันไม่กี่องศา เหนื่อยกับการแต่งรูปที่ใช้เวลานานมากขึ้น จากแอพนู้นต่อด้วยแอพนั้นแบบไม่จบสิ้น 

จนผมรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่หายไปจากการเที่ยวของผม คือการได้รับและเสพความสุขจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ณ ตอนนั้น และมันไม่สามารถชดเชยได้ด้วยรูปสวยๆ หรือจำนวนไลค์จากเพื่อนที่มากดให้ในอินสตราแกรม 

ผมรู้สึกว่าผมไปเที่ยวเพียงเพื่อไปเอารูปกลับมาให้ได้มากที่สุด แต่ผมกลับเอาประสบการณ์ ความรู้สึกพิเศษ หรือการดื่มด่ำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและความประทับใจที่แชร์ร่วมกับคนร่วมทริปติดตัวกลับมาได้แค่นิดเดียว

ผมกลับมาตั้งหลักใหม่แล้วบอกตัวเองว่า ที่เราไปเที่ยว เพราะเราอยากไปเที่ยว อยากไปพักผ่อน อยากไปให้รางวัลตัวเอง สิ่งที่สำคัญที่สุดของการไปเที่ยวคือการมีความสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ผมตัดสินใจเปลี่ยนกล้องตัวใหญ่ระดับมืออาชีพที่ทั้งหนักและรุ่มร่าม 

มาเป็นกล้องคอมแพคพกง่ายขนาดพอดีมือ แต่ผมพบว่าผมเริ่มถ่ายรูปไว้เพียงเพื่อเป็นหลักฐานของความทรงจำ เผื่อไว้วันหลังเมื่อเรานึกถึง เราก็แค่ย้อนกลับมาเปิดดูให้หายคิดถึง มันจึงไม่จำเป็นต้องเป็นรูปที่ดีหรือสมบูรณ์แบบที่สุดก็ได้ ขอแค่ให้เราเปิดมาแล้วทำให้เราจำได้ก็พอ

แล้วหลังจากทริปนั้น ผมก็เลิกหิ้วกล้องไปเที่ยวโดยถาวร เพราะแค่การยกมือถือขึ้นมาจับภาพที่อยู่ตรงหน้าด้วยการกดปุ่มที่หน้าจอจึ้กเดียว ความมหัศจรรย์ของกล้องในมือถือยุคนี้ก็ทำหน้าที่เก็บรูปที่ผมพอใจได้แล้ว

ผมค่อยๆลดการโพสรูปหรืออัพเดทสิ่งต่างๆแบบเรียลไทม์ จากเดิมที่ยังไม่ทันออกจากร้านอาหารก็จัดการเลือกรูปแต่งรูปพร้อมโพสลงไทม์ไลน์เสร็จสรรพ เหลือเพียงแค่การส่งรูปบางรูปไปให้แม่ หรือคนที่เรารัก แล้วบอกว่าเรากำลังมีความสุขกับอาหารอร่อยๆ 

ถ้ามีโอกาสเราอยากพาเขามาอยู่ตรงนี้ด้วยกัน หากสิ่งไหนที่ประทับใจมากเป็นพิเศษ เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็ค่อยหยิบยกขึ้นมาเล่าแบบไม่ต้องรีบร้อน เพราะรูปในมือถือนั้นก็ยังไม่ได้หายไปไหน แต่ประสบการณ์ที่ได้กลับมาด้วยนั้นกลับอิ่มเอมกว่าเดิมมาก

 รู้ตัวอีกทีนึง ฟีดรูปท่องเที่ยวที่ผมเคยสะสมไว้ในอินสตาแกรมต่อเนื่องมาหลายปี ก็หยุดนิ่งมาได้หลายเดือนแล้ว ทั้งๆที่ผมเองก็ยังคงเดินทางไปทั้งที่เดิมๆและที่ใหม่ๆ สวยบ้างไม่สวยบ้าง เป็นมุมมหาชนบ้าง หรือมุมหลืบที่คนไม่รู้จักบ้าง ยังได้ลิ้มลองอาหารดีๆ

โดยรูปทั้งหมดยังคงนอนแช่อยู่ในมือถือของผม โดยที่การกลับไปเข้าดูฟีดรูปที่ขาดช่วงไปยาวนานนั้นก็ไม่ได้ทำให้อะไรขาดหายไปอย่างที่เราเคยนึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย

วันหนึ่งที่ผมไถหน้าจอมือถือดูรูปเก่าที่เก็บไว้ในเครื่อง จนไปเจอรูปแม่น้ำสายหนึ่งในญี่ปุ่น ผมส่งรูปผ่านไลน์ไปถามเพื่อนร่วมทริปที่ยืนอยู่ข้างผมหลังกล้องวันนั้น “จำได้มะว่าที่ไหน”

 “เกียวโต วันนั้นอากาศดีมาก พูดแล้วก็อยากไปอีก”

 แค่นี้ผมก็พบว่ารูปธรรมดาๆที่แค่ถ่ายเก็บไว้ มันได้ทำหน้าที่ของมันได้สมบูรณ์มากแล้ว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...