โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ย้อนรอย BEAUTY เกิดอะไรขึ้นกับหุ้นตัวนี้

The Bangkok Insight

อัพเดต 14 มิ.ย. 2562 เวลา 08.37 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2562 เวลา 08.25 น. • The Bangkok Insight

ย้อนเวลาไปสัก 2 – 3 ปีที่ผ่านมา BEAUTY หรือ บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ”ถือเป็นหุ้นที่โด่งดังมากๆ ด้วยมูลค่าที่เติบโตติดกันทุกปี จนถูกเรียกว่าเป็น “หุ้น 10 เด้ง” ในตอนนั้น

BEAUTYดำเนินธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว ภายใต้ 5 แบรนด์ที่มีกลุ่มลูกค้าแตกต่างกัน ได้แก่ บิวตี้ บุฟเฟต์ (BEAUTY BUFFET), บิวตี้ คอทเทจ (BEAUTY COTTAGE), บิวตี้ มาร์เก็ต (BEAUTY MARKET), เมด อิน เนเจอร์ (MADE IN NATURE), และบิวตี้ พลาซ่า (BEAUTY PLAZA)

จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครั้งแรก เมื่อเดือนธันวาคม 2555 ราคา IPO อยู่ที่ 8 บาท/หุ้น (หากอิงราคาก่อนแตกพาร์จะอยู่ที่ 0.80 บาท/หุ้น) และนับตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปี 2560 เป็นช่วงที่มูลค่าบริษัทเติบโตก้าวกระโดดจากผลประกอบการอันดีเยี่ยม

นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ

ทำให้เวลานั้น ราคาหุ้น BEAUTY อยู่ในช่วงขาขึ้นรอบใหญ่มาโดยตลอด เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุงทะลุ 23 บาท หรือมีการซื้อ-ขายที่ P/E ระดับ 70 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของนักลงทุนเป็นอย่างมาก

แต่หันกลับมามองในปัจจุบันกลับเกิดเหตุการณ์ราคาหุ้น BEAUTY ดิ่งฮวบ และมีกระแสความกังวลเกี่ยวกับบริษัทออกมามากมายเต็มไปหมด คำถามคือ*เกิดอะไรขึ้นกับหุ้นตัวนี้ ? *

ย้อนเหตุการณ์เมื่อประมาณช่วงต้นปี 2561 รายได้และกำไรของ BEAUTY จากเดิมที่เคยเติบโตอย่างมหาศาล ระหว่างปี 2558 – 2560

ปี 2558 รายได้ 1,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.36% กำไรสุทธิ 402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.65%

ปี 2559 รายได้ 2,558 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.79% กำไรสุทธิ 656 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.99%

ปี 2560 รายได้ 3,735 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.98% กำไรสุทธิ 1,229 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87.39%

กลับถึงวันที่หยุดชะงัก เนื่องจากผลประกอบการสำหรับงวดปี 2561บริษัทมีรายได้ 3,501.24 ล้านบาท ลดลง 6.26%  มีกำไรสุทธิ 991.59 ลดลง 23.94%ซึ่งในตอนนั้นมีปัจจัยลบรอบด้านเข้ามาพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทเดินทางมาเที่ยวไทยลดลง

นอกจากนี้ ตลาดธุรกิจความงามขณะนั้นก็พบกับบรรยากาศไม่ค่อยดีนัก ทั้งการคุ้มเข้มเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์จาก อย. ทำให้สินค้าบางตัวที่เคยขายดีมากๆ ได้รับผลกระทบต้องปรับสูตรใหม่ ไม่ได้ขายดีถล่มทลายเหมือนแต่ก่อน

แน่นอนว่าปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อราคาหุ้นให้ค่อย ๆ ไหลลงไปเรื่อย ๆ จนในตอนนั้นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ BEAUTY หายไปมากกว่า 70% เลยทีเดียว เนื่องจากความกังวลของตลาดต่อพื้นฐานบริษัท

ขณะเดียวกันล่าสุดงบไตรมาส 1 ปี 2562 ยังมาตอกย้ำอีกว่า ความกังวลของตลาดในตอนนั้นไม่ใช่เรื่องผิด เพราะบริษัทมีรายได้รวมลดลง 39.36% เหลือ 548.74 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิก็ลดลง 75.37% เหลือ 69.55 ล้านบาท

อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่อง 2 ผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง “นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ”และ“นางธัญญาภรณ์ ไกรภูเบศ”เทขายหุ้นออกมาหลายต่อหลายครั้งในช่วงที่บริษัทชะลอการเติบโต จากเดิมที่ครอบครัวไกรภูเบศ เคยถือหุ้น BEAUTY สูงถึง 70% ตอนนี้กลับเหลือราว 20% เท่านั้น

สำหรับเหตุการณ์ที่เรียกเสียงฮือฮาต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องในเดือนมีนาคม 2561 ที่ 2 ผู้ถือหุ้นใหญ่แจ้งขายบิ๊กล็อตรวม 140,000,000 หุ้น คิดเป็น 4.66% ที่ราคา 18.80 บาทต่อหุ้น ทำให้เหลือสัดส่วนถือหุ้นรวมเพียง 21.23% โดยเป็นเหมือนการส่งสัญญาณเชิงลบอย่างมาก

แม้เรื่องนี้ นายแพทย์สุวิน จะออกมายืนยันหลายครั้งว่าไม่ใช่การทิ้ง BEAUTY แน่นอน เพียงแต่เป็นเรื่องสภาพคล่องของบริษัท และขอให้ผู้ถือหุ้นมั่นใจ เพราะบริษัทยังมีความท้าทายใหม่ๆ รออยู่ในอนาคตรวมถึงเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2561 เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเสนอขออนุมัติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อขอซื้อหุ้นคืน เพื่ออยากจะเรียกความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนคืนมา แต่จนแล้วจนรอดถึงตอนนี้ แผนซื้อหุ้นคืนที่ว่าก็ยังไม่คลอดออกมาสักที

ทั้งหมดที่ว่าทั้งเรื่องกระแสธุรกิจที่เปลี่ยนไป ความคาดหวังของตลาดที่สูงกว่าพื้นฐานบริษัท และความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนต่อผู้บริหาร ทำให้ BEAUTY ยังต้องเผชิญกับภาวะที่ยากลำบาก ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าบริษัทจะสามารถกลับมาสวยงามให้สมกับชื่อ BEAUTY ได้เหมือนเดิม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...