โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชาวศรีดอนชัย เลี้ยงปลานิลอินทรีย์ แปรรูปสร้างมูลค่า ขายตลาดสุขภาพ

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 08 ก.ค. 2567 เวลา 03.37 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2567 เวลา 03.12 น.

“ปลานิล” เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของเชียงราย มีพื้นที่หลายแห่งเลี้ยงปลานิล แต่แหล่งผลิตใหญ่ที่สุดอยู่ที่อำเภอพาน เนื่องจากมีระบบชลประทานแม่ลาว

ชาวบ้านตำบลศรีดอนชัย อำเภอเทิง ใช้วิธีเลี้ยงปลานิลแบบต้นทุนต่ำแนวอินทรีย์ช่วยให้มีคุณภาพ ปลอดภัย พร้อมแปรรูปสร้างมูลค่า ส่งขายตลาดสุขภาพ

ขุดบ่อสร้างแหล่งน้ำทำเกษตรกรรม

แล้วใช้เลี้ยงปลาและสัตว์น้ำหลายชนิด

คุณพิชญาภา ณรงค์ชัย ประธานกลุ่มเลี้ยงปลานิลถิ่นล้านนาสู่สากล ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการที่ชาวบ้านในชุมชนประสบปัญหาน้ำเพื่อใช้ทำเกษตรกรรมไม่เพียงพอจึงร่วมกันขุดบ่อของแต่ละบ้านเอง มีขนาดเล็ก-ใหญ่ ตั้งแต่ 3 งาน ไปจน 1 ไร่ หลังจากใช้ประโยชน์แล้วก็นำปลาไปเลี้ยงในบ่อเพื่อใช้บริโภคก่อน

ต่อมาได้พัฒนาวิธีเลี้ยงจนมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด จึงรวมกลุ่มกันเลี้ยงเป็นอาชีพเพื่อเป็นรายได้ จากเริ่มที่จำนวน 6 บ่อ จนถึงวันนี้มีจำนวน 130 บ่อ ปลาที่เลี้ยงเป็นชนิดกินพืช อย่างปลานิล ปลาตะเพียน โดยไปซื้อพันธุ์ปลามาจากอำเภอต่างๆ รวมถึงที่ศูนย์เพาะพันธุ์ปลาด้วย แล้วเริ่มเลี้ยงกันจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 4 ปี

**ใช้พืชผักเป็นอาหารทางธรรมชาติ

ช่วยลดต้นทุน**

ประธานกลุ่มชี้ว่า อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาจะเป็นผักบุ้ง หญ้า และผักต่างๆ ในชุมชน จนเมื่อปี 2560 ได้รับการส่งเสริมจากประมงให้ใช้หญ้าเนเปียร์เป็นอาหารปลา เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารสูง แล้วยังลดต้นทุนได้อีก

ขณะเดียวกัน บ่อเลี้ยงปลาของชาวบ้านแต่ละแห่งจะสร้างแหล่งอาหารทางธรรมชาติด้วยปุ๋ยหมักจำนวน 2 แบบ คือ วิธีที่ 1 คือทำอาหารธรรมชาติในบ่อ คือ หญ้าเนเปียร์+ฟางข้าวกับปุ๋ยคอกสลับเป็นชั้น และ วิธีที่ 2 คือ หญ้าเนเปียร์สับละเอียด+รำ+กล้วย ปั้นเป็นก้อนตากแดด 5 วัน แล้วโยนใส่ในน้ำให้ปลามาแทะกิน

หลังจากสร้างอาหารจากธรรมชาติแล้วจะเกิดกุ้งฝอย รวมถึงแพลงตอนตามธรรมชาติ จึงเลี้ยงหอยขมรวมอยู่ในบ่อปลาเพื่อให้เกื้อกูลกันทางระบบนิเวศ โดยใช้ทางมะพร้าวปักไว้รอบบ่อเพื่อให้หอยขมเกาะยึด เมื่อต้องการเพียงดึงทางมะพร้าวขึ้นมาเพื่อแกะหอยออก ประโยชน์ของหอยขมไว้เพื่อบริโภค ถ้ามีมากจะจับขายกิโลกรัมละ 25 บาท

**ขายปลาสดหน้าบ่อ

แล้วแบ่งไปแปรรูป**

สำหรับพันธุ์ปลาปล่อยลงบ่อเลี้ยงประมาณ 5 เดือน เมื่อจับขายสดหน้าบ่อรุ่นแรก แล้วจะคัดปลาบางส่วนเพื่อใช้ทำปลาแดดเดียว โดยจะแยกเฉพาะเนื้อปลาออกทำแดดเดียว ส่วนหัวและก้างปลาจะตากแห้งก่อนนำมาบดละเอียดสำหรับใช้ผสมเป็นอาหารสัตว์ ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ย

ลูกค้าขาประจำปลานิลแดดเดียวเป็นกลุ่มรักสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ปลาสดหน้าบ่อจะขายเฉพาะชาวบ้านในชุมชนและละแวกใกล้เคียงก่อน ซึ่งที่ผ่านมาขายไม่พอความต้องการเนื่องจากผู้บริโภคสนใจปลาที่เลี้ยงแบบธรรมชาติ เพราะมีเนื้อขาว สด หวาน นำไปปรุงอาหารได้อร่อยและปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม การจับปลาทุกครั้งจะประชาสัมพันธ์ผ่านหน้าเพจ เพื่อแจ้งให้สมาชิกและชาวบ้านรับรู้ล่วงหน้า เพราะแนวทางนี้สามารถทำให้ขายปลาได้หมดในเวลาที่รวดเร็ว ชาวบ้านจะมีรายได้ทันที

**มีปลาขายไม่ขาด

เพราะเลี้ยงกันหลายบ่อ**

ปลาที่เลี้ยงกันจำนวน 130 บ่อไม่ได้จับพร้อมกัน แต่ละบ่อมีตารางจับ จะจับครั้งละ 30 บ่อหมุนเวียน จำนวนปลาที่ใช้แปรรูปในแต่ละครั้งไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าในช่วงนั้นขายปลาสดตามขนาดที่ตลาดต้องการไปมาก-น้อยเท่าไร ราคารับซื้อปลาจากสมาชิกกิโลกรัมละ 65 บาท เป็นราคาประกันที่สมาชิกต้องขายผ่านกลุ่มเท่านั้น

คุณพิชญาภา บอกว่า กลุ่มมีสมาชิก 130 ราย จำนวนสมาชิกเท่านี้ ช่วยผลักดันการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนการสร้างตลาดได้ง่าย รวดเร็ว เพราะสามารถผลิตปลาได้ตามความต้องการของลูกค้าได้ต่อเนื่อง มีความร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือหลายกิจกรรมของกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสามัคคี ดังนั้น การบริหารงานของกลุ่มตั้งแต่การผลิต แปรรูป และการตลาดจึงเป็นไปอย่างราบรื่น รวดเร็ว ช่วยสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกเป็นอย่างดี

การลดต้นทุนเลี้ยงปลา นับเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้สมาชิกกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น ประธานกลุ่มชี้ว่า แต่เดิมชาวบ้านมักคุ้นกับการซื้ออาหารปลาสำเร็จ ซึ่งต้องใช้ทุนประมาณกิโลกรัมละ 40 บาท เหลือกำไรเล็กน้อย พอปรับมาเลี้ยงปลาแบบธรรมชาติ ใช้อาหารปลาจากวัตถุดิบในพื้นที่แม้จะมีความยุ่งยากบ้าง แต่เมื่อคำนวณต้นทุนแล้วไม่เกินกิโลกรัมละ 25 บาท ฉะนั้น จึงทำให้สมาชิกกลุ่มมีรายได้เหลือเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน การขายปลาในตลาดสุขภาพมีราคาปลาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป ยิ่งเป็นผลดีต่อรายได้ของสมาชิกอีก

ผลิตภัณฑ์แปรรูปมี 2 แบบหลัก คือปลานิลแดดเดียวที่แบ่งออกเป็น 3 รส คือ แบบดั้งเดิม, แดดเดียวผสมสมุนไพรมะแขว๋นและแดดเดียวผสมขมิ้น กับกะปิปลานิล ผลิตภัณฑ์ใช้ชื่อแบรนด์สินค้าว่า “จากพ่อสู่ลูก” โดยสินค้าทุกชนิดขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าโอท็อป

วิธีและขั้นตอนแปรรูปจะแบ่งปลาเป็น 2 เกรด ถ้าเป็นปลาขนาด 2-3 ตัว ต่อกิโลกรัม จะตัดหัวออก ขอดเกล็ด บั้ง และหั่นครึ่ง นำไปตากแดดที่โรงตาก ขายแพ็กละ 150 บาท ส่วนปลาที่มีขนาด 1 กิโลกรัมขึ้นไปจะแล่เฉพาะเนื้อออกแล้วแปรรูปเป็นแพ็กน้ำหนัก 300 กรัม ราคาแพ็กละ 100 บาท ส่วนปลาตกไซซ์จะนำมาผลิตเป็นกะปิปลานิล

นอกจากนั้น ยังนำเนื้อปลานิลมาพัฒนาแปรรูปออกมาเป็นสินค้าอบกรอบประเภทต่างๆ เพื่อสะดวกและเจาะทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงยังเลี้ยงและแปรรูปกบเป็นน้ำพริก โดยใช้เนื้อที่ลอกหนังออกมาสับละเอียดผสมสมุนไพรอย่างมะกรูด ตะไคร้ กระชาย ใบโหระพา แล้วมาคลุกเคล้ากับพริกแห้งหรือจะเป็นกบแดดเดียว ขายแพ็กละ 70 บาท มีตัวเดียวมีน้ำหนัก 7 ขีด หรือแม้แต่หนังกบหรือแคบกบปรุงรส

“การนำวิถีทางธรรมชาติผสมกับภูมิปัญญา พิสูจน์ให้เห็นผลว่าเมื่อเลิกใช้สารเคมีแล้วกลับมาทำแบบอินทรีย์ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางปฏิบัติ ช่วยลดต้นทุนได้จริง เห็นผลกำไรที่เพิ่มขึ้นได้จริง ช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง ที่สำคัญไม่ต้องออกไปทำงานต่างถิ่น ช่วยให้ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า” ประธานกลุ่มกล่าว

สอบถามรายละเอียดเพื่อสั่งซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลานิล แบรนด์จากพ่อสู่ลูก ได้ที่ คุณพิชญาภา ณรงค์ชัย โทรศัพท์ 063-772-0565 หรือเข้าไปชมกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ fb: เกษตรอินทรีย์วิถีมะก่า

………….

เผยแพร่ในระบบออนไลน์เป็นครั้งแรก เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชาวศรีดอนชัย เลี้ยงปลานิลอินทรีย์ แปรรูปสร้างมูลค่า ขายตลาดสุขภาพ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.technologychaoban.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...