“ ชมพู่เพชรสายรุ้ง “ ของดีเมืองเพชร
“ ชมพู่เพชรสายรุ้ง ” ผลไม้เด่น ของดีเมืองเพชรบุรี ปลูกและเติบโตได้ดีบริเวณแม่น้ำเพชรบุรี ผลชมพู่มีสีสวย รสชาติอร่อย หวานจัดจ้าน ถูกอกถูกใจของคนชอบกินผลไม้ยิ่งนัก ปัจจุบันกล่าวได้ว่า “ เพชรสายรุ้ง ” เป็นชมพู่ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก เพราะมีราคาขายหน้าสวนสูงถึงก.ก.ละ 300 บาท กว่าจะไปถึงมือผู้บริโภค ราคาก็ขยับสูงถึง 400- 500 บาทกันทีเดียว แม้จะมีราคาแพงสักหน่อย แต่ผู้บริโภคจำนวนมากก็นิยมซื้อชมพู่เพชรสายรุ้ง เพื่อเป็นของขวัญของฝากผู้ใหญ่ที่นับถือ และเป็นสินค้าส่งออกที่มีลู่ทางเติบโตสดใส
จุดเริ่มต้นความอร่อย
เรื่องราวที่เล่าขานเกี่ยวกับความเป็นมาของชมพู่เพชรสายรุ้งโดยทั่วไป มี 2 ตำนานแรก เรื่องแรก เล่ากันว่า พระครูญาณวิมล (หลวงพ่อพ่วง) เจ้าอาวาสองค์ที่ 2 ของวัดศาลาเขื่อนเป็นคนแรกที่นำชมพู่เพชรสายรุ้ง มาปลูกหน้าวัดศาลาเขื่อน ต.ตำหรุ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ในปี 2378 โดยได้รับพระราชทานต้นชมพู่จำนวน 1 ต้น จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชมพู่ที่ปลูกให้ผลผลิตที่มีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย ทำให้ผู้คนที่ได้ชิมรู้สึกติดใจ และมาขอตอนกิ่งต้นชมพู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาชมพู่ต้นนี้ได้ตายลง เมื่อปี 2530 รวมอายุได้ 152 ปี
เรื่องที่สอง เล่าว่า นายหรั่ง แซ่โค้ว เป็นคนแรกที่นำกิ่งตอนต้นชมพู่เพชรสายรุ้งจำนวน 3 กิ่งมาปลูกในพื้นที่ตำบลหนองโสน เมื่อปี 2438 ต้นชมพู่ปลูกใน บริเวณแม่น้ำเพชรบุรี ทำให้ต้นชมพู่ได้รับดินดีน้ำดี มีอินทรียวัตถุอุดมสมบูรณ์ จึงเติบโตให้ผลผลิตที่ดี สีสวยและมีรสชาติอร่อย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการตอนกิ่งชมพู่เพชรออกจำหน่ายในราคาสูงถึง 200-250 บาท ก็มีผู้สนใจหาซื้อกิ่งพันธุ์ไปปลูกเป็นจำนวนมาก จนปลูกอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีจนถึงทุกวันนี้
คุณยุทธนา เมืองเล็ก ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรสวนชมพู่เพชรสายรุ้งตำบลหนองโสน และสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรี ( โทร.085-191-5588 ) อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 162หมู่ 1 ถนน เพชรบุรี-บ้านแหลม ตำบล หนองโสน อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัด เพชรบุรี ปัจจุบันคุณยุทธนา ได้รับการยกย่องให้เป็น สัมมนาชีพต้นแบบการปลูก “ ชมพู่เพชรสายรุ้ง ” ของจังหวัดเพชรบุรี
คุณยุทธนาเชื่อว่า ต้นพันธุ์ดั้งเดิมมาจากแม่กลอง เพราะในสมัยก่อนมีการล่องเรือค้าขายจากลำน้ำเพชรบุรี กับแม่น้ำแม่กลอง ชาวบ้านในสมัยนั้นก็นำกิ่งชมพู่แม่กลองมาปลูกที่เพชรบุรี สภาพดินแม่กลองส่วนใหญ่เป็นดินเหนียว เมื่อนำมาปลูกที่เพชรบุรี ที่มีสภาพดิน ฟ้าอากาศแตกต่างกัน ประกอบกับเพชรบุรีมีสภาพดินร่วนปนทราย ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ เป็น “ชมพู่เพชรสายรุ้ง ” มาจนถึงทุกวันนี้
คุณยุทธนาเล่าว่า พื้นที่ตำบลหนองโสน ได้ชื่อว่า เป็นแหล่งต้นกำเนิดของต้นชมพู่เพชรสายรุ้ง ปัจจุบัน แหล่งปลูกชมพู่เพชรสายรุ้งที่ให้ผลผลิตคุณภาพดีที่สุด คือ ตำบลหนองโสน ตำบลบ้านกุ่ม ทุกวันนี้ ชมพู่เพชรสายรุ้งปลูกกระจายทั่วจังหวัดเพชรบุรี เช่น อำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด อำเภอเมือง และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ชมพู่เพชรสายรุ้ง ถือเป็นสุดยอดผลไม้อร่อยแล้ว ยังได้รับการจดสิทธิบัตรขึ้นทะเบียนเป็นผลไม้ที่ถือกำเนิดจากจังหวัดเพชรบุรี สร้างความภาคภูมิใจแก่ชาวเมืองเพชร และเกษตรกรที่ทำสวนชมพู่เพชรสายรุ้งเป็นอย่างยิ่ง
คุณยุทธธนากับอาชีพชาวสวน
คุณยุทธนาเกิดในครอบครัวที่ทำสวนชมพู่มาตั้งแต่ดั้งเดิม วัยเด็กจึงเรียนรู้ประสบการณ์ที่ต้องช่วยครอบครัวทำเกษตรร่วมกับพี่น้อง ตามวิธีการที่ได้รับถ่ายทอดและมีการพัฒนากันมาตั้งแต่ครั้งในอดีตซึ่งบางส่วนได้ตกทอดเป็นองค์ความรู้ถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในช่วงหลังมีการชมพู่สายพันธุ์อื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกับชมพู่เพชรสายรุ้งถูกนำมาปลูกในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และสวมชื่อเป็นชมพู่เพชรสายรุ้ง และขายในราคาเดียวกัน แต่คุณลักษณะที่ต่ำกว่าทั้งรูปลักษณ์ รสชาติและองค์ประกอบอื่นๆ ที่ต่างกัน ทำให้เกษตรกรที่ปลูกชมพู่เพชรสายรุ้งประสบปัญหาขาดทุน ในช่วงปี 2549 -2550 ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกชมพู่เพชรสายรุ้งจำนวนมากตัดสินใจโค่นต้นชมพู่ทิ้ง เพราะขายผลผลิตไม่ได้ราคา
คุณยุทธนา จึงเริ่มต้นทำวิจัยในหัวข้อ “ การทดลองสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนากระบวนการผลิตชมพู่เพชร โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรธรรมชาติคิวเซ ร่วมกับกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ (อีเอ็ม )” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขายุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี จนได้ผลวิจัยที่น่าพอใจ และสามารถนำมาใช้ได้จริงในสวนของเกษตรกร นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชุมชน และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการยุทธศาสตร์จังหวัด 3 ปีติดต่อกันจนได้รับเกียรติจากสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 เชิญไปออกรายการถึง 2 ครั้ง
จากผลงานวิจัยดังกล่าว ได้นำเทคนิคเกษตรธรรมชาติคิวเซมาปรับใช้ในสวนชมพู่และนำเทคนิคสกัดพืชหมัก ฮอร์โมนผลไม้และสารขับไล่แมลงประยุกต์ใช้ในชุมชน จึงนำไปสุ่การทำเกษตรปลอดสาร เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต ทำให้ชมพู่เพชรสายรุ้งถูกผลักดันจนได้รับ ใบรับรองแหล่งผลิตพืช ( จีเอพี) สัญลักษณ์การรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร จากกรมวิชาการเกษตร และได้รับความเชื่อมั่นจากเกษตรกรนำไปสู่การจัดตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยของชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี (อบจ.เพชรบุรี)
ชมพู่เพชรสายรุ้งของวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรสวนชมพู่เพชรสายรุ้งตำบลหนองโสน ได้รับใบรับรองคุณภาพแหล่งผลิตพืช (จีเอพี) ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผลไม้รับรองผู้นำอาเซียน ในการจัดประชุมอาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดประชุมที่อำเภอชะอำ และได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU ) กับกลุ่มผู้ค้า 3 รายได้แก่ 1. บริษัทเซนิท ฟรุ๊ต (ประเทศไทย)จำกัด 2. บริษัทเดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด และ3. บริษัทเซ็นทรัลฟู๊ดซ์เทลจำกัด จำหน่ายในประเทศและส่งออก เช่น ห้างแฟร์ไฟร์ ประเทศสิงค์โปร์ เป็นต้น
*การปลูกดูแล *
ต้นชมพู่เพชรสายรุ้งปลูกดูแลง่าย เริ่มจากเตรียมหลุมขนาด 50 ลูกบาศ์กเซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอก ใบไม้แห้งรองก้นหลุม ปลูกในลักษณะตะแคง 45 องศา เพื่อให้ได้ทรงพุ่มที่สวยงาม ระยะห่างไม่น้อยกว่า 10 เมตร พรางแสงให้เหมาะสม ให้น้ำวันเว้นวัน หรือทุกวันในสภาพพื้นที่โล่งแจ้ง ต้นชมพู่เพชรสายรุ้งจะให้ผลผลิตเฉลี่ยปีละ 3 รุ่น โดยเริ่มออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน เมื่อออกดอกได้ประมาณ 60-70 วัน ดอกจะบานและทิ้งเกสร ทรงจะคล้านจานและเริ่มหุ้มเป็นผล ต้องรีบห่อผลในช่วงนั้น โดยใช้ถุงสีน้ำตาล (ถุงปูน) ขนาด 8X12 นิ้ว ห่อถุงละ 2-4 ผล โดยใช้ตอกบิดพันให้แน่น ควรทิ้งช่วงห่างประมาณ 1 ฟุต เมื่อห่อเสร็จใช้ปุ๋ยสูตร 9-25-24 ใส่ต้นละประมาณ 2 ก.ก. หลังจากห่อผล 25-30 วัน ชมพู่จะเริ่มแก่และเก็บผลผลิตออกขายได้
โดยทั่วไป ต้นชมพู่เพชรชมพู่จะเริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกเมื่ออายุได้ 2 ปี เกษตรกรนิยมทำร้านเล็กๆ เพื่อพยุงต้นไม่ให้ล้มเมื่อลมพัดแรง อายุ 3-5 ปี จึงทำนั่งร้านมาตรฐาน จนเต็มทรงพุ่ม เพื่อช่วยให้ห่อผลและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างสะดวก
*ต้นทุนและผลตอบแทน *
ทุกวันนี้ ต้นทุนการผลิตชมพู่เพชรสายรุ้ง ส่วนใหญ่เป็นค่าทำนั่งร้าน ปัจจุบันใช้ไม้ไผ่นวลยาว 8 เมตร ในการทำนั่งร้าน 1 ต้น ใช้ไม่ไผ่ประมาณ 100 ลำ (ต้นขนาดใหญ่) ค่าไม้ไผ่ลำละ 35 บาท ค่าแรงตัดไม้เหมาลำละ 15 บาท รวมเป็นเงินลำละ 50 บาท เฉพาะค่าทำนั่งร้านต่อ 1 ต้นตกประมาณ 5,000 บาท มีอายุการใช้งานประมาณ 3 ปี
ต้นทุนค่าห่อ การเก็บผลผลิตชมพู่ต่อ 1 ต้น จะห่อได้ประมาณ 3 รุ่น รวมค่าห่อทั้ง 3 รุ่นประมาณ 1,000 ถุง ค่าถุงปูนสำหรับห่อ ร้อยละ 60 บาท ตอกสำหรับมัดถุงชมพู่ ก.ก.ละ 70 บาท ค่าแรงห่อ 2 วัน ค่าแรงเก็บ 1 วัน รวม3 วันเป็นเงิน 350 บาทต่อคน ค่าปุ๋ย ค่ายาอีกประมาณ 500 บาท คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ย 1 ต้นต่อปี ประมาณ 3,750 บาท
ด้านผลตอบแทน ชมพู่ 1 ต้นห่อได้ประมาณ 700 ถุง จะได้ชมพู่ประมาณ 140 ก.ก. (รวมทั้ง 3 รุ่น ) ราคาเฉลี่ย ก.ก.ละ 80 บาท คิดเป็นเงิน 140 X 80 ตกประมาณ 11,200 บาท หากผลผลิตไม่เสียหาย จะได้กำไรเฉลี่ยต้นละ 7,450 บาท ต่อปี
คำแนะนำมือใหม่หัดปลูก
ต้นชมพู่เพชรสายรุ้ง ปลูกดูแลง่าย ใช้เวลาดูแลแค่ 3 ปี ก็เก็บผลผลิตออกขายได้ เนื่องจากชมพู่เพชรสายรุ้งมีราคาค่อนข้างแพง ทำให้เกษตรกรในพื้นที่อื่น ๆ สนใจนำต้นชมพู่เพชรสายรุ้งไปปลูกในท้องถิ่นของตัวเอง แต่ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จในการปลูกสักเท่าไหร ส่วนหนึ่งอาจเพราะต้นชมพู่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ประการต่อมา เกษตรกรนำต้นพันธุ์ชมพู่เพชรสายรุ้งไปปลูกก็จริง แต่ไม่ได้นำองค์ความรู้หรือภูมิปัญญาในการปลูกดูแลเช่นเดียวกับที่เกษตรกรชาวเพชรบุรีปลูกดูแลต้นชมพู่เพชรสายรุ้งไปด้วย จึงทำให้เกษตรกรมือใหม่ส่วนใหญ่ประสบความล้มเหลวในที่สุด
มีคำแนะนำเพิ่มเติมว่า ควรเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ ชมพู่เพชรสายรุ้ง สายพันธุ์แท้จากแหล่งต้นกำเนิดในจังหวัดเพชรบุรีเสียก่อน เลือกซื้อกิ่งพันธุ์ที่เป็น กิ่งปานกลาง ไม่อ่อน ไม่แก่จนเกินไป ควรปลูกต้นชมพู่ในแหล่งดินร่วนปนทราย รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมัก นำกิ่งพันธุ์ลงปลูกในระยะห่าง 6×6 เมตร กลบดินที่โคนต้นให้แน่น นำไม้หลักมาปักยึดป้องกันต้นชมพู่โค่นหักเอน รดน้ำให้ชุ่ม ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปีละ 2 ครั้ง ต้นชมพู่จะให้ผลผลิตรุ่นแรกเมื่ออายุ 18-24 เดือน จะได้ผลผลิตประมาณ 50 ถุง เมื่อต้นชมพู่อายุ 4-5 ปีขึ้นไปจะให้ผลผลิตสูงขึ้น เมื่อต้นชมพูมีอายุมากขึ้น ก็ยิ่งให้ผลผลิตมากขึ้นเป็นเงาตามตัว