ASUS ZenBook 15 สเปค i7-Gen10 + GTX1650 ดีไซน์พรีเมียม จอคม 4K เล่นเกมส์ลื่น
รีวิว ASUS ZenBook 15 UX534F ดีไซน์พรีเมียม สเปคเกรดเกมมิ่ง
ข้อเด่น
- ดีไซน์งาม ตามสไตล์ ZenBook
- สเปคแจ่ม ตัดต่อได้ เล่นเกมส์สบายๆ
- จอ 4K ขอบบาง รองรับมาตรฐานสี RGB 100%
- จอที่สอง 5.69” ใช้งานอเนกประสงค์
- มีระบบสแกนหน้า IR 3 มิติ ปลดล็อคสะดวก ปลอดภัย รวดเร็ว
ข้อสังเกต
ไม่มีพอร์ต Thunderbolt
แรมอัพเกรดไม่ได้
ราคาค่อนข้างสูง
เมื่อปลายปี 2019 ทาง ASUS เปิดตัวโน๊ตบุ๊ค ZenBook Duo | Pro Duo ที่มาพร้อมกับจอที่สอง แหวกแนวไม่ซ้ำใคร เพื่อเอาใจเหล่านักสร้างสรรค์ผลงานคอนเทนต์ (Content Creator) ใครอยากรู้ว่าเป็นอย่างไรติดตามอ่านและดูรีวิวได้ที่นี่เลย
และล่าสุดทาง ASUS ก็ต่อยอดความสำเร็จโดยการเปิดตัว "โน๊ตบุ๊คสองจอ" อีกหนึ่งรุ่นอย่าง ASUS ZenBook 13 / 14 / 15ที่มาพร้อมทัชแพดที่เปลี่ยนเป็นหน้าจอเล็กๆ เพื่อใช้งานอเนกประสงค์ได้ ซึ่งทาง ASUS ก็ส่งมาให้เรารีวิวหนึ่งรุ่นคือ ZenBook 15 รหัส UX534F ที่มีจุดเด่นด้วยกัน 3 อย่างคือ ดีไซน์พรีเมียมตามสไตล์ ZenBook — สเปคจัดหนักการ์ดจอเกมมิ่ง — จอที่สองอเนกประสงค์ ซึ่งรายละเอียดจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ติดตามรับชมได้เลย
สเปคจัดหนัก การ์ดจอเกมมิ่ง ตัดต่อได้ เล่นเกมส์สบายๆ
เริ่มกันที่ไฮไลท์ของ ASUS ZenBook 15 UX534F อย่างเรื่องของสเปคกันก่อนเลย ผู้เขียนไม่รู้ว่าจะจัดให้มันเป็นโน๊ตบุ๊คพรีเมียมที่ดีไซน์หรูหราแถมเน้นเรื่องการประหยัดไฟหรือจะเป็นโน๊ตบุ๊คสำหรับเล่นเกมส์ระดับเริ่มต้นดี นั่นก็เพราะว่ามันมีจุดเด่นของทั้งสองอย่างรวมกันอยู่ในตัวเดียวคือ ใช้ซีพียูประหยัดไฟและการ์ดจอระดับเกมมิ่ง ถ้าว่ากันตรงๆ เรียกว่า "ลูกครึ่งโน๊ตบุ๊คพรีเมียมและเกมมิ่ง" น่าจะถูกต้องที่สุด ข้อดีของการเป็นลูกครึ่งก็คือสเปคมันยืดหยุ่นมาก คือถ้าจะใช้แบบทั่วไปประหยัดไฟก็ได้ แต่ถ้าต้องประมวลผลภาพเยอะๆ เช่น ตัดต่อ ทำ 3D หรือ เล่นเกมส์ เป็นต้น สเปคมันก็เพียงพอที่จะรันงานได้แบบสบายๆ ถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว
สเปคของ ASUS ZenBook 15 UX534F
จอหลัก: 15.6” | IPS | 4K | RGB 100%
จอรอง: ScreenPad 2.0 | 5.65" | Super IPS | FHD+ | Touchscreen
ซีพียู: Intel Core i7-10510U | 4 Core 8 Thread | 1.8GHz – 2.3GHz
การ์ดจอ: NVIDIA GTX 1650 Max-Q Design | 4GB
แรม: 16GB | DDR3 | 2133MHz (อัพเกรดไม่ได้)
ความจุ: SSD 1TB M.2 NVMe (อัพเกรดได้)
ระบบปฏิบัติการ: Windows 10 Home
พอร์ตเชื่อมต่อ
1 x USB 3.1 Gen 2 Type-C (up to 10Gbps)
- 1 x USB 3.1 Gen 2 Type-A (up to 10Gbps)
- 1 x USB 3.1 Gen 1 Type-A
- 1 x Standard HDMI
- 1 x SD card reader
- 1 x Audio combo jack
- 1 x DC-in
เชื่อมต่อไร้สาย: Wi-Fi 6 | Bluetooth 5.0
ปลดล็อคเครื่อง : IR 3D Camera
วัสดุตัวเครื่อง: อะลูมิเนียม
สีเครื่อง: Icicle Silver และ Royal Blue
ขนาด: 35.4 x 22 x 1.89 ซม. (กว้างxลึกxสูง)
น้ำหนักตัวเครื่อง: 1.65 กก.
น้ำหนักอะแดปเตอร์ 120W: 0.41 กก.
ประกัน: 2 ปี
ราคา: 46,990 บาท
แต่เรื่องสเปคติดอยู่อย่างเดียวคือแรมเป็นแบบติดบอร์ดและไม่มีสล็อตให้ใส่เพิ่ม ทำให้การอัพเกรดแรมนั้นตัดออกไปได้เลย แต่ถึงอย่างนั้นแรม 16GB ในปัจจุบันก็ยังถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานอยู่ แต่ในอนาคตล่ะก็ไม่แน่ อันนี้ถือว่าเป็นจุดสังเกตหนึ่งจุดที่เราเจอมา
ดีไซน์หรูหรา ราคาพรีเมียม ตามสไตล์ ZenBook
ต่อกันที่เรื่องดีไซน์ของ ASUS ZenBook 15 UX534F เจ้าตัวนี้ยังคงคอนเซ็ปต์ Zen เหมือนรุ่นก่อนๆ ทำให้มันยังคงดูมีความหรูหราตามสไตล์โน๊ตบุ๊คพรีเมียม
ด้านฝาหลังยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมคือใช้ลวดลายโลหะแบบวงกลมที่เน้นให้โลโก้ ASUS ดูเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลาง เวลากระทบแสงจะเกิดเส้นของแสงบนตัวเครื่องตัดผ่านโลโก้ค่อนข้างสวยงาม สำหรับผิวสัมผัสของฝาหลังถือว่าทำได้ดีมีความสากๆ เล็กน้อย เวลาจับถือไม่ลื่นหลุดมือง่ายๆ
ด้านท้ายเครื่องยังมีคำว่า ZENBOOK SERIES อยู่ตรงกลางไม่เปลี่ยนไป รวมถึงช่องระบายลมร้อนจากตัวเครื่อง (ฝั่งซ้าย) และช่องรับลมเย็น (ฝั่งขวา)
พลิกใต้เครื่องขึ้นมาจะเจอกับฝาปิดเครื่องแบบชิ้นเดียว ที่จะมียางกันลื่นทั้ง 4 มุม ลำโพงซ้ายและขวา และช่องรับลมเย็น พร้อมกับข้อมูลรายละเอียดต่างๆ
เมื่อเปิดจอขึ้นจะเห็นว่าตัวเครื่องถูกยกขึ้นเล็กน้อย เจ้าเทคโนโลยีนี้ถูกเรียกว่า ErgoLift ซึ่งมันมีอยู่ใน ZenBook ทุกรุ่น โดยฟังก์ชั่นการทำงานคือ เมื่อเปิดจอเครื่องจะถูกยกขึ้นประมาณ 3 องศา ข้อดีคือช่วยให้อากาศใต้เครื่องถ่ายเทสะดวก ลดความร้อนสะสมได้ รวมถึงช่วยเรื่ององศาการพิมพ์ของมืออีกด้วย อันนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นที่อยู่ในโน๊ตบุ๊คของ ASUS หลายๆ รุ่นเลยล่ะ
ส่วนดีไซน์ของหน้าจอหลักก็ใช้แบบขอบบางมากๆ จนเกือบจะไร้ขอบเลยทีเดียว ดีไซน์แบบนี้ทาง ASUS ให้ชื่อว่า NanoEdge ซึ่งข้อดีคือมันทำให้ตัวเครื่องดูเล็กลงและดูกะทัดรัด เพราะตัดพื้นที่สิ้นเปลืองออกไป ทำให้ตัวหน้าจอกว้างถึง 92% ของตัวเครื่องทั้งหมดเลยทีเดียว
ส่วนขอบจอด้านบนก็มีกล้องหน้าความละเอียด 720p ที่มาพร้อมกับระบบสแกนใบหน้าด้วย IR (Infrared) ปลดล็อคเครื่องด้วยใบหน้าได้คล้ายกับมือถือสมาร์ทโฟน อันนี้ถือว่าดีมากปลดล็อครวดเร็ว แถมถ้าไม่มองกล้องตรงๆ มันก็ไม่ปลดล็อคให้ด้วยนะ
สำหรับพอร์ตที่มาพร้อมกับ ASUS ZenBook 15 UX534F ก็มี USB-A | ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ส่วนฝั่งขวาอันนี้พอร์ตจะเยอะหน่อย มีช่องเสียบอะแดปเตอร์ | HDMI | USB-A | USB-C และช่องอ่านการ์ด (Card Reader) ดูครบครันดี แต่ผู้เขียนรู้สึกว่ามันติดอยู่อย่างหนึ่งคือซีพียูก็ใช้ Intel Gen-10th ที่รองรับเทคโนโลยี Thunderbolt 3 แต่เจ้ารุ่นนี้ดันไม่มีพอร์ต Thunderbolt มาให้ใช้งานกัน อันนี้ถือว่าเป็นจุดสังเกตเลย
ด้านในตัวเครื่องจะมีแถบโลหะสี Rose Gold พร้อมโลโก้ที่เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ ZenBook ถัดลงมาจะเป็นตัวคีย์บอร์ด Backlit ที่มีไฟส่องสว่างแบบ Full-Size พร้อมแผงตัวเลขที่มีตำแหน่งปุ่มหลายปุ่มก็จะแปลก เวลาใช้งานจริงต้องปรับตัวสักพัก
ถัดลงมาเป็น TouchPad ขนาดใหญ่ที่มีหน้าจอในตัว โดยทาง ASUS เรียกเจ้าส่วนนี้ว่า ScreenPad 2.0 มันมีขนาดหน้าจออยู่ที่ 5.65 นิ้ว ขนาดไล่ๆ กับมือถือ สามารถเปิด-ปิดได้ตามต้องการ
สำหรับขนาดตัวเครื่องถือว่ากะทัดรัด แม้จะใช้หน้าจอ 15.6 นิ้วแต่ก็มีสัดส่วนเท่าๆ กับโน๊ตบุ๊คขนาด 14 นิ้วทั่วไปเลย ความกว้างxลึกจะอยู่ที่ 35.4 x 22 ซม. ส่วนความสูง 1.89 ซม. และน้ำหนัก 1.65 กก. ถือว่าไม่มากหากเทียบกับโน๊ตบุ๊คเกมมิ่ง แต่ถ้าไปเทียบกับโน๊ตบุ๊คพรีเมียมอันนี้ถือว่าหนาและหนักไปนิดหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่สร้างความลำบากให้กับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่
ส่วนสีตัวเครื่องของ ASUS ZenBook 15 UX534F ที่วางจำหน่ายในไทย มีอยู่สองสี คือ สีเงิน Icicle Silver และ สีน้ำเงินเข้ม Royal Blue สำหรับสีที่ได้มารีวิวคือ Icicle Silver ส่วนตัวชอบสีนี้เพราะดูแลง่ายกว่าไม่ค่อยมีรอยนิ้วมือ และมันทำให้ตัวเครื่องดูพรีเมียมเลยทีเดียว
อุปกรณ์ในกล่อง
สำหรับอุปกรณ์ที่ได้มาพร้อมกับเจ้า ASUS ZenBook 15 UX534F ในกล่องนั้น มีอยู่ไม่เยอะเลย
- ซองใส่ตัวเครื่อง
- ตัวแปลงช่อง USB-A เป็นช่องเสียบสาย LAN
- คู่มือ 3 เล่ม
- อะแดปเตอร์ 120W
หน้าจอ 4K แสดงสี RGB 100% + จอสองอเนกประสงค์
เรื่องหน้าจอของ ASUS ZenBook 15 UX534F ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะมัน "มีสองหน้าจอ" โดยจอหลักเป็นจอ IPS ความละเอียด 4K ขนาด 15.6 นิ้ว แบบขอบบาง NanoEdge
ด้วยความที่มันเป็นจอ IPS ที่คมกริบระดับ 4K แถมแสดงสี RGB ได้ตรง 100% อีกด้วยทำให้มันนั้นสามารถเอาไปใช้ทำงานกราฟฟิกจริงๆ จังๆ เช่น การแต่งรูป การทำรูปกราฟฟิก รวมถึงตัดต่อวีดีโอได้อีกด้วยนะ ถือว่าใครที่จะซื้อไปทำงานด้านภาพนี่เหมาะเลย หรือเอาไปใช้ดูหนังก็ได้นะ ภาพคม สีตรง ดูเพลินเลย
ส่วนจอที่สองหรือ ScreenPad 2.0 ขนาด 5.65 นิ้ว โดยอยู่ในตำแหน่งเดียวกับทัชแพดซึ่งสามารถเปิด-ปิดจอได้ตามต้องการ ตัวจอมีความละเอียดอยู่ที่ FHD+ (2160x1080) ประเภท Super IPS พร้อมมุมมอง 178 องศา วิธีการเปิดใช้งานไม่ยุ่งยากแค่กดปุ่ม F6 บนแป้นพิมพ์แล้วเลือกไปที่ ScreenPad Mode
สำหรับการใช้งานจอ ScreenPad ก็ไม่ยุ่งยาก เปลี่ยนจากหน้าจอเล็กๆ เป็นการใช้ทัชแพดได้โดยการรูดด้านล่างจอขึ้นมา และกดไอคอนทัชแพดที่มุมซ้ายล่าง และถ้าจะปิดทัชแพดก็กดปุ่มกากบาทที่มุมขวาบน
ตัวจอที่สองใช้งานได้อเนกประสงค์เลย เปิดดูวีดีโอได้ เปิดหน้าเว็บได้ เปิดโปรแกรมได้ แต่ตัวอักษรจะเล็กๆ ไปนิดหน่อยต้องขยายเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์เสริมช่วยเพิ่มความสบายในการใช้งาน เช่น Quick Key ตั้งคำสั่งให้กดปุ่มคีย์บอร์ดตามต้องการ, Handwriting สำหรับเขียนตัวอักษรด้วยมือ เป็นต้น
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังประสบปัญหาอย่างหนึ่งคือขนาดหน้าจอที่ค่อนข้างเล็ก ทำให้ต้องเพ่งตามอง และเวลาสัมผัสโดนบ้างไม่โดนบ้างต้องปรับแก้ Scale เป็น 250-300% ถึงจะใหญ่พอดีกับการกดและการมอง แต่ว่ากันตามตรงการที่มีจอเล็กเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งจอย่อมต้องใช้พลังงานเพิ่ม ทำให้แบตฯ ที่ควรจะใช้งานได้ยาวนานถูกลดทอนลง
ประสิทธิภาพการทำงาน
จากที่ได้ทดลองใช้งานอย่างสมบุกสมบันมาตลอด 2 อาทิตย์ก็สรุปออกมาได้ว่าเจ้า ASUS ZenBook 15 UX534F มีประสิทธิภาพด้านกราฟฟิกที่เหนือกว่าโน๊ตบุ๊คพรีเมียมทั่วไป นั่นก็เพราะได้ขุมพลังจาก NVIDIA GeForce 1650 Max-Q Design ที่ช่วยในเรื่องการประมวลผลภาพจึงทำให้มันทั้งเก่งทั้ง การตัดต่อ ภาพ 3D และการเล่นเกมส์ อันนี้ถือว่าตอบโจทย์คนที่ต้องแวะเวียนกับโปรแกรมที่กินสเปคหนักๆ อย่าง Photoshop, Illustrator, Premiere Pro
สำหรับการใช้งานจริงก็รู้สึกว่าทำงานได้เต็มที่เลย แรงกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปพอสมควร แต่ถึงจะไม่เท่ากับโน๊ตบุ๊คระดับเกมมิ่งก็ตาม (เพราะว่าโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งใช้ซีพียูรหัส H ที่แรงกว่า) แต่มันก็พอที่จะใช้งานโปรแกรมหนักๆ ได้แบบลื่นๆ รวมถึงการเล่นเกมส์ด้วย ส่วนตัวผู้เขียนเองได้ใช้กับการตัดต่อวีดีโอผ่าน Premiere Pro เวลาที่ดูวีดีโอพรีวิว เรนเดอร์แบบ Realtime ก็ไม่มีอาการกระตุกให้เห็นเลย
ส่วนผลคะแนนจากการทดสอบความสามารถผ่าน PCMARK 10 ก็ได้คะแนนไปถึง 4,254 คะแนนเลยทีเดียว ถือว่าสูงกว่ามาตรฐานโน๊ตบุ๊คพรีเมียมทั่วไปๆ และเรายังได้ทดสอบกับโปรแกรม Cinebench R15 ในส่วนของการเรนเดอร์ภาพ และส่วนความเร็วในการอ่านเขียนของ SSD ผลก็ออกมาได้ดีพอตัวเลย
ประสิทธิภาพการเล่นเกมส์
ต่อด้วยความสามารถในการเล่นเกมส์ โดยเกมส์ที่จะนำมาทดสอบมีอยู่ 4 เกมคือ Overwatch, PUBG, DOTA 2 มาดูกันว่าผลจะเป็นอย่างไร
เริ่มกันที่เกมส์ Overwatch อันนี้ถือว่าทำออกมาได้ดี ปรับภาพ Ultra ความละเอียด FHD ทำได้ 50-60 fps เล่นได้ลื่นๆ อาจจะมีจังหวะเฟรมเรทดรอปบ้างแต่ถ้าปรับลงให้เลือก Low ค่า fps จะวิ่งอยู่ที่ 100-120 เลยทีเดียว
ต่อมาเป็น PUBG อันนี้ก็เหมือนกัน เล่นได้สบายๆ 45-60fps กับการตั้งค่า Medium การเล่นจะมีจังหวะที่ fps ดรอปลงเป็นช่วงๆ เวลาเจอเมือง แต่ถ้าปรับลงการตั้งค่าลงมาก็เล่นได้สบายๆ ไม่มีกระตุก
และ สุดท้าย DOTA 2 ก็ลื่นไม่ต่างกันเลย fps 40-60 เลย ถือว่าไม่แย่ แต่มีอาการเฟรมดรอปบ้างเวลาเจอเอฟเฟคเยอะๆ อันนี้เป็นปกติของเกมส์เก่าที่ใช้ DirectX 11
โดยสรุปด้านการเล่นเกมส์คือ ASUS ZenBook 15 UX534 ที่ใช้การ์ดจอ NVIDIA GTX 1650 Max-Q Design ที่แม้ว่าจะไม่ได้แรงเท่ากับตัว PC แต่ก็ถือว่าแรงพอตัวเลย เอามาเล่นเกมส์ได้แบบกรุบกริบ มีหน่วงบ้างบางที แต่โดยรวมแล้วถือว่าโอเคเลย
ปิด ScreenPad
แต่ก็มีปัญหาอย่างหนึ่งที่เจอระหว่างเล่นเกมส์คือ ถ้าเปิดโหมด Fullscreen พร้อมกับเปิดจอเสริม ScreenPad ภาพจะไม่เต็มจอ ต้องปิดจอเล็กก่อนจึงจะหายหรือไม่ก็เล่นเกมส์ในโหมด Windows / Windows Borderless ส่วนวิธีแก้แบบถาวรอันนี้ผู้เขียนยังหาไม่เจอ
ระบบระบายความร้อน
พูดถึงเรื่องประสิทธิภาพไปแล้วเราจะมาดูเรื่องความร้อนกันบ้าง ต้องบอกเลยว่าเห็นดีไซน์พรีเมียมแบบนี้ มีระบบระบายความร้อนที่ดีเลยทีเดียว ใช้พัดลมคู่ที่เป่าลมร้อนออกคนละทาง (หลังและซ้าย) พร้อมกับฮีทไปป์สองเส้นที่พาดระหว่าง CPU และ GPU ข้อดีคือระบายความร้อนเร็วกว่าเส้นเดียว
ความร้อนขณะทำงานทั่วไป เช่น พิมพ์เอกสาร ดูหนัง ท่องเว็บ ซีพียูจะอยู่ที่ 40-60 องศา ส่วนการ์ดจอจะยืนพื้นที่ 40 องศาถือว่าไม่ร้อนมากสำหรับโน๊ตบุ๊คที่ใช้สเปคแบบนี้ แต่พอสลับไปใช้การ์ดจอหนักๆ ความร้อนของ CPU จะพุ่งไปที่ 60-89 องศา ส่วนการ์ดจอจะรักษาระดับอยู่ที่ประมาณ 70 องศาตลอดการใช้งาน
ถึงแม้ว่าความร้อนจะสูงขึ้นมากขณะใช้งาน แต่พอหยุดใช้ความร้อนก็ลดลงเร็วเช่นกัน นั่นก็เพราะว่าบอดี้ทำจากโลหะอะลูมิเนียมที่ระบายความร้อนได้ดี ทำให้ไม่เกิดความร้อนสะสมในตัวเครื่อง ข้อดีคือมือไม่รู้สึกร้อนทำให้ใช้งานนานๆ ได้สบายๆ
แบตเตอรี่ / การชาร์จ
ต่อด้วยเรื่องสำคัญของโน๊ตบุ๊คกันบ้างอย่างเรื่องแบตเตอรี่ ตามสเปคแล้ว ASUS ZenBook 15 UX534F มาพร้อมกับแบตฯ ขนาด 4480 mAh ที่ใช้สูงสุด 7-10 ชั่วโมง ซึ่งจากที่ทดลองใช้งานมามันก็อึดจริงๆ เนี่ยแหละ หากเปิดโหมดประหยัดพลังงาน Battery Life และไม่เปิดโปรแกรมที่กินสเปคหนักๆ จะอยู่ได้ถึงจริงๆ
กลับกันถ้าใช้สเปคหนักๆ มีการประมวลผลเยอะๆ แบตฯ จะใช้งานได้เหลือประมาณ 4 ชั่วโมงเท่านั้น และถ้าใช้งาน Full-Load ตลอดเวลาจะใช้งานได้แค่ 1-2 ชั่วโมง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องปกติของโน๊ตบุ๊คอยู่แล้วไม่น่าแปลกใจสักเท่าไร ส่วนการชาร์จไฟจาก 2-100% ก็ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง ไม่นานมากเท่าๆ กับโน๊ตบุ๊คทั่วไป โดยรวมเรื่องแบตถือว่าประทับใจ พกพาไปพิมพ์งานนอกสถานที่ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่ชาร์จ ใช้งานชิลๆ
การพกพา
ในส่วนนี้เราจะมาบอกเล่าเกี่ยวกับการพกพามันไปใช้งานนอกสถานที่บ้าง สำหรับตัวผู้เขียนเองที่ต้องพกเจ้าโน๊ตบุ๊ค ASUS ZenBook 15 UX534F ตัวนี้ออกไปใช้ทำงานอยู่บ่อยๆ ก็รู้สึกว่าน้ำหนักของมันก็ไม่ได้มากมายอะไรหากเทียบกับสเปคและความสามารถในการประมวลผลที่ได้มา ถือว่าอยู่ในระดับที่รับได้ ส่วนขนาดความหนานั้นก็ถือว่าหนากว่าโน๊ตบุ๊คระดับพรีเมียมทั่วไป แต่ก็ยังบางน้อยกว่าโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งเกียร์อยู่เยอะๆ ถือว่าไม่หนามากขนาดกำลังดี สำหรับหน้าจอขอบบางอันนี้ช่วยประหยัดพื้นที่ไปได้เยอะมาก ทำให้มันมีสัดส่วนเท่าๆ กับโน๊ตบุ๊คขนาด 14 นิ้วทั้งที่มีขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้ว อันนี้ถือว่าขนาดตัวกะทัดรัด สรุปเรื่องการพกพาคือมันเป็นโน๊ตบุ๊คมีขนาดตัวกำลังพอเหมาะและน้ำหนักที่กำลังพอดี ทำให้การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่เป็นเรื่องที่สะดวกสบาย
ลำโพง / ระบบเสียง
ปกติแล้วด้านลำโพงของซีรีส์ ZenBook รุ่นก่อนหน้า จะมาพร้อมป้ายแบรนด์เครื่องเสียงระดับโลก harman/kardon แต่ในรุ่น ZenBook 15 2019 ปีนี้ไร้วี่แววไม่มีชื่อแบรนด์แปะมาแต่อย่างใด ถึงอย่างนั้นไม่มีแบรนด์แปะมาก็ใช่ว่าจะเสียงไม่ดี จากที่ทดลองฟังเพลง ดูหนัง หรือว่าเล่นเกมส์ เสียงก็ยังดูดีเลย ไม่แย่ มิติเสียงกว้าง ระดับเสียงดังกำลังดี แต่ถ้าใครรู้สึกว่ายังไม่ถูกใจก็มีโปรแกรมให้ปรับแต่งเสียง AudioWizard อยู่ด้วย
ระบบปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้า
ระบบปลดล็อกตัวเครื่องของ ASUS ZenBook 15 UX5534F มาพร้อมกับกล้อง 3D IR Camera สามารถวัดมิติลึกตื้นหนาบางของใบหน้าได้ และยังจับตำแหน่งสายตาได้อีกด้วยว่าเรามองหน้าจอหรือไม่ จุดนี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับการใช้งานพอสมควรเลย
ความคุ้มค่า
สำหรับเรื่องราคาเปิดตัวอยู่ที่ 46,990 บาท อันนี้หลายคนอาจจะมองว่ามันแพง แต่ถ้าเอาสเปคมากางเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ราคาไล่ๆ กันแล้วถือว่าคุ้มค่าตัวมาก เพราะได้ SSD มาถึง 1TB และส่วนสำคัญอย่างหน้าจอก็ยังได้ความละเอียด 4K บวกกับจอเล็ก ScreenPad 5.65 นิ้ว และการ์ดจอ GTX 1650 Max-Q Design อีกด้วย บอกได้ว่ารุ่นอื่นไม่มีให้อีกด้วยนะ แต่ถึงอย่างนั้นได้สเปคแรงก็ต้องแลกด้วยขนาดตัวที่หนากว่า และน้ำหนักที่มากกว่า
ความคิดเห็นจากผู้เขียน
สำหรับตัวผู้เขียนเองก็ชื่นชม ASUS ZenBook 15 UX534F ในเรื่องสเปคที่ทำงานได้ดี เล่นเกมส์ลื่น และมีสองหน้าจอ จอหลักคมชัดระดับ 4K จอที่สอง ScreenPad ใช้งานอเนกประสงค์ได้เล็กๆ น้อยๆ (ถึงจะไม่ค่อยได้ใช้ก็เถอะ) รวมถึงชื่นชมเรื่องดีไซน์การออกแบบตัวเครื่องก็ยังจัดว่าสวยงามตามสไตล์ ZenBook ดูพรีเมียม เวลาพกไปใช้งานนอกสถานที่หน้าตาก็ดูหล่อเหลา