เติมพอร์ตเกษียณด้วยธุรกิจ ‘โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก’ กับ...“กอง SCBRMGIF” !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 06 ส.ค. 2566 เวลา 18.52 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2564 เวลา 06.25 น. • กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา“กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน(Infrastructure Fund)” มักเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการลงทุนที่มีความผันผวนต่ำแต่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอไม่ได้ต่างไปจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์(PF&REIT)
แต่ภายใต้การสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสCOVID-19 นั้นได้สร้างบาดแผลแก่ผู้ลงทุนในกองรีทเพราะไม่เพียงแต่หน่วยลงทุนที่ลดลงยังส่งผลให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมออย่างการปันผลลดน้อยลงไปด้วย
จึงทำให้ผลตอบแทนใน“กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน” ได้แสดงความโดดเด่นขึ้นในปีที่ผ่านมาแต่ถึงอย่างไรก็ตามการจะมองหาโอกาสการลงทุนในกองทุนประเภทดังกล่าวก็อาจมีให้เลือกไม่มากนักในไทย
ในวันนี้ทาง‘Wealthy Thai’ มีอีกหนึ่งกองทุนที่น่าสนใจลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกอย่าง“กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลบอลอินฟราสตรัคเจอร์เพื่อการเลี้ยงชีพ(SCBRMGIF)” พร้อมทั้งการได้รับจัดอันดับจาก‘มอร์นิ่งสตาร์5 ดาว’ มาแชร์ให้นักลงทุนที่สนใจกันครั้งนี้
“กองSCBRMGIF” โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ตั้งกองทุน5 ปีกว่าเฉลี่ย3.11% ต่อปี
เมื่อก้าวไปยังตลาดโลกแล้วทางเลือกในการลงทุนในธุรกิจ“โครงสร้างพื้นฐาน” เองนั้นมีอยู่มากมายหลายหลากมากไม่จำกัดเฉพาะแค่รูปแบบของกองทุนเท่านั้นหากแต่ยังมี‘หุ้น’ ที่ทำธุรกิจเหล่านี้อยู่เป็นจำนวนมากในโลกทำให้โอกาสในการเข้าไปลงทุนก็มีความหลากหลายมากตามไปด้วย
“เมื่อมีทั้งหุ้นและกองทุน(Infra Fund/REIT) ที่ลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกบุคลิกของพอร์ตการลงทุนก็จะไม่ถูกจำกัดเหมือนลงทุนผ่านกองทุนเพียงอย่างเดียวแต่จะมีส่วนที่เป็นจุดดีของหุ้นเข้ามาด้วยนั่นคือโอกาสในการเติบโตของราคา(Capital Gain) ในระยะยาวนั่นเองในธุรกิจที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่มีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตของคนทั่วโลกรองรับอยู่”
สำหรับ“กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลบอลอินฟราสตรัคเจอร์เพื่อการเลี้ยงชีพ(SCBRMGIF)” นั้นเป็นของ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ไทยพาณิชย์จำกัด’ เป็นกองทุนรวมประเภทฟีดเดอร์(Feeder Fund) ที่ได้จัดตั้งขึ้นในวันที่6 ตุลาคม2558 จนถึงปัจจุบัน(ณวันที่19 ก.พ. 2564) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่253,571,393 บาทและมีมูลค่าหน่วยลงทุนอยู่ที่11.93 บาทต่อหน่วย
“สำหรับ‘กองSCBRMGIF’ หลายคนคงเดาถึงตัวนโยบายการลงทุนของกองทุนเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้ไม่ยากแต่ว่าจะเป็นการเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว(Feeder Fund) ได้แก่‘DWS Invest Global Infrastructure’ (กองทุนหลัก) ชนิดหน่วยลงทุน(share class) IDH (P) ในสกุลเงินยูโร(EUR) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
ซึ่งกองทุนหลักนี้บริหารโดย‘DWS Investment GmbH’ และอยู่ภายใต้UCITS แต่สิ่งที่น่าสนใจและทำให้กองทุนดังกล่าวมีความแตกต่างไปจากกองทุนในประเภทนั้นคือกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างให้เงินลงทุนสกุลเงินยูโรเติบโตในระยะยาวโดยได้ผลตอบแทนจากราคาหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น(Capital Gain) ผ่านการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก(Global Infrastructure sector) โดยจะลงทุนอย่างน้อย70% ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนหลังจากหักสินทรัพย์เพื่อสภาพคล่องแล้วในตราสารทุนหลักทรัพย์ตราสารทุนอื่นๆและตราสารทุนประเภทuncertificated equity instruments ของผู้ออกที่อยู่ในภาคธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก“โดยกองทุนมีมูลค่าเงินลงทุนสุทธิ(Net exposure) ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนและมีการลงทุนที่ส่งผลให้มีnet exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”อย่างไรก็ดีแม้ว่ากองทุนหลักจะไม่ได้ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยง(Hedging) จากอัตราแลกเปลี่ยนแต่‘กองSCBRMGIF’ อาจมีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน(Hedging) ตามความเหมาะสมสำหรับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ
ณธ.ค. 63 ‘กองทุนSCBRMGIF’ มีการลงทุนในกองทุนหลัก94.85% ในขณะที่กองทุนหลักเองนั้นมีการลงทุนในหุ้น81.9%, REIT 15.7% และเงินสด2.4% โดยบุคลิกของกองทุนตาม‘Mornigstar Style-Box’ นั้นจัดอยู่ในประเภทเน้นหุ้นใหญ่ที่เป็นหุ้นเติบโตสูงเป็นสำคัญ
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่กองทุนหลักลงทุนมากสุด5 อันดับแรกได้แก่
- Oil & Gas Storage & Transport 20.3%
-Specialized Reits 15.7%
-Electric Utilities 13.2%
-Multi Utilities 12.7%
-Gas Utilities 9.1%
ส่วนประเทศที่กองทุนหลักลงทุนมากสุด5 อันดับแรกได้แก่
-สหรัฐฯ49.0%
-สเปน9.7%
-แคนาดา9.3%
-Great Britain 5.8%
-ออสเตรเลีย5.1%
“ในแง่ผลงานดำเนินงานของ‘กองทุนSCBRMGIF’ ถือได้ไม่เลวนักโดยตั้งแต่จัดตั้งกองทุน(ข้อมูลณวันที่29 ม.ค. 64) เฉลี่ยอยู่ที่3.11% ต่อปีส่วนความผันผวนของกองทุนเฉลี่ยอยู่ที่14.49% ต่อปีแต่อย่างไรก็ดีในช่วง5 ปีกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุดอยู่ที่-32.36%”
โดยผู้ที่สนใจ‘กองทุนSCBRMGIF’ การซื้อของหน่วยลงทุนนั้นมีมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไปอยู่ที่1,000 บาทส่วนมูลค่าขั้นต่ำการขายคืนนั้นอยู่ที่1,000 บาทเช่นกันโดยระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนภายใน4 วันทำการนับจากวันทำรายการขายคืน(T+3)
สำหรับช่องทางการซื้อขายกองทุนสามารถทำได้ผ่านช่องทางDIGITAL (SCB EASY NET และSCB EASY APP) ธนาคารไทยพาณิชย์และผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนอื่น“นักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนที่สร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอในธุรกิจ‘โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก’ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายเกษียณในระยะยาวและมีความแตกต่างไปจากกองทุนรวมประเภทเดียวกัน‘กองทุนSCBRMGIF’ ถือว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมากด้วยความแตกต่างของนโยบายกองทุนหลักนั้นก็อาจเป็นตัวช่วยที่สำหรับการลงทุนที่หวังผลตอบแทนในระดับที่สูงขึ้น”