โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

โลกที่เปลี่ยนไป

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ม.ค. 2564 เวลา 12.10 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 12.10 น.

marketthink สรกล อดุลยานนท์

 

ปี 2563 เป็นปีที่ผ่านไปเร็วมาก

เร็วระดับจาก “ชาตินี้” ไป “ชาติหน้า”

กะพริบตาแวบเดียวเกิดใหม่เลย

ผมเชื่อว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่หลายคนไม่อยากจะจำ

อยากจะลืม อยากจะคิดว่าไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตมาก่อน

แต่ “ความจริง” ก็คือ “ความจริง” ครับ

เหมือน “ความจริง” ที่ “โควิด-19” จะอยู่กับเราไปถึงปี 2564

ทั้งที่มันควรจะจบไปพร้อมกับปี 2563

จำได้ใช่ไหมครับว่า เจ้าไวรัสตัวนี้เกิดที่เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน

เหมือนไกลจากเมืองไทยมาก

ระบาดหนักช่วงตรุษจีนปีที่แล้ว

แป๊บเดียวเข้ามาเมืองไทยแล้ว

ครั้งนั้น เราตกใจมาก เพราะเป็นไวรัสตัวใหม่ของโลก และระบาดรวดเร็วมาก

คนรุ่นเราไม่เคยเจอกับ “โรคระบาด” ระดับโลกมาก่อน

เราไม่รู้จักมัน

มันก็ไม่รู้จักเรา

คนไทยโชคดีที่เป็นคนที่ระวังตัว

…กลัวไว้ก่อน

พอเจอมหันตภัยที่มองไม่เห็น คุณหมอบอกให้ทำอะไร เราก็ทำ

ให้ใส่หน้ากาก ก็ใส่

ให้ล้างมือบ่อย ๆ ก็ล้าง

ให้เก็บตัวอยู่ที่บ้าน อย่าออกไปไหน ก็ไม่ออก

รัฐบาลจะล็อกดาวน์ประเทศ จะปิดอะไร เราก็ไม่บ่น

ไม่เหมือนกับประเทศตะวันตก ที่ถือเรื่องสิทธิและเสรีภาพเป็นชีวิตจิตใจ

ให้หน้ากากก็ไม่ใส่

ใครใส่ก็ถูกมองว่าเป็นคนป่วย

ไม่เหมือนกับเมืองไทย

อาจด้วยนิสัยอย่างนี้เอง ทำให้เราสามารถควบคุมการแพร่เชื้อของไวรัสโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี

แม้จะต้องแลกด้วยหายนะทางเศรษฐกิจที่หนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

นั่นคือ เรื่องราวในอดีต

แต่พอมาถึงวันนี้ที่เมืองไทยเกิดการระบาดครั้งที่สอง

ไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้กลายพันธุ์ครับ

เป็น “ไวรัสสีเทา”

คือ จุดเริ่มต้นมาจากธุรกิจสีเทา

ไม่ว่าจะแรงงานเถื่อน หรือบ่อนการพนัน

พอเกิดขึ้นในแหล่งหรือกระบวนการที่ผิดกฎหมาย การสืบหาไทม์ไลน์จึงยากขึ้นกว่าเดิม

เพราะทุกคนไม่ค่อยมีใครบอกรายละเอียด

ยิ่งนานวันยิ่งดูเหมือนว่าการแพร่ระบาดจะไม่หยุด ตัวเลขคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ยิ่งเห็นกราฟที่คุณหมอด้านระบาดวิทยาคาดการณ์ไว้ ยิ่งน่ากลัว

เพราะถ้าควบคุมแบบกลาง ๆ ตัวเลขอาจพุ่งไปถึงหลักพันต่อวัน

ด้านหนึ่ง อาจเป็นเพราะบทเรียนในอดีตที่รัฐบาลเล่นบทเข้มมากเกินไป

ดูแต่ตัวเลขคนติดเชื้อไวรัส คิดว่ายอดคนติดเชื้อเป็น 0 คือ ชัยชนะ

เศรษฐกิจจึงระเนระนาด

ครั้งนี้รัฐบาลจึงค่อนข้างระมัดระวังที่จะใช้มาตรการที่เข้มเกินไป

แต่พอเจอ “ไวรัสสีเทา” เข้า จำนวนคนติดเชื้อจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

อีกด้านหนึ่ง อาจเป็นเพราะคนไทยเริ่มคุ้นเคยกับเจ้าไวรัสตัวนี้แล้ว

และคุณหมอก็มีประสบการณ์มากขึ้นว่าจะรักษาโควิด-19 อย่างไร

ความตื่นตระหนกจึงน้อยลง

คนเริ่มมองโลกในแง่ดีมากขึ้น

การระมัดระวังตัวจึงลดลง

ปี 2564 น่าจะเป็นการต่อสู้กันระหว่าง 2 แนวทางนี้ชัดเจนขึ้น

ระหว่างแนวคิดด้านสาธารณสุขกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจ

แต่ปีนี้ยังโชคดีกว่าปีก่อน เพราะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ คือ “วัคซีน” ที่เริ่มฉีดกันในหลายประเทศ

ถ้าวัคซีนไม่มีปัญหา อย่างน้อยเราก็รู้ว่าปัญหาเรื่องโควิดจะจบอย่างแน่นอน

ช้าหรือเร็วแค่ไหนเท่านั้นเอง

ผมเข้าใจคุณหมอที่ให้ความสำคัญกับตัวเลขคนติดเชื้อ และการแพร่ระบาดที่รวดเร็ว

แต่ผมก็เห็นใจคนที่ทำมาหากิน โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี และชาวบ้านระดับรากหญ้าเหมือนกัน

ช่วงที่ผ่านมาก็มีบทเรียนให้เห็นมาแล้ว คำถามแนวทางเลือกว่า จะยอมตายด้วยโควิด หรือจะให้อดตาย จะดังขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่มีอะไรถูก อะไรผิดครับ

ทุกอย่างเมื่อมีรายรับ ก็ต้องมีรายจ่าย

เพราะ “โลกนี้ไม่ได้มีคำตอบเดียว”

แฮ่ม…ชื่อหนังสือเล่มล่าสุดของผมเองครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...