โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มุมมอง "เอกชน" หลัง ศบค. ประกาศยกระดับมาตรการคุมเข้มโควิด 14 วัน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 ก.ค. 2564 เวลา 03.13 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2564 เวลา 03.12 น.

ภาคเอกชน จี้รีบจัดหาวัคซีนกระจายให้ประชาชนโดยด่วน หลัง ศบค. ยกระดับมาตรการสกัดโควิด 14 วัน ก่อนลุยเปิดประเทศ 120 วัน ภาคธุรกิจเตรียมแผน BCP พร้อม ขับเคลื่อนการผลิต มั่นใจภาคการผลิตไม่สะดุด

วันที่ 10 กรกฎาคม 2564 ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจความเห็นภาคเอกชน หลังจากการที่ศบค. ประกาศยกระดับมาตรการคุมเข้มเฉพาะพื้นที่เสี่ยง 10 จังหวัด (กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และ 4 จังหวัดภาคใต้ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา) เป็นเวลา 14 วัน พบว่าส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลเร่งผลักดันการเข้าถึงวัคซีน และเตรียมมาตรการเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านสภาพคล่อง ลดค่าใช้จ่ายเอกชน

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกรรมการ บริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จากัด (มหาชน) หรือ IRC เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า ภาคเอกชนสนับสนุนการดำเนินมาตรกาทางภาครัฐทุกวิธีการ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการและป้องกันการดูแลรักษาผู้ป่วย ซึ่งการออกมาตรการครั้งนี้เป็นการวางแนวทางที่คล้ายกับเดือนเมษายนปี 2563 แต่มีการกำหนดขอบเขตการใช้มาตรการเฉพาะพื้นที่สีแดง ซึ่งจะเบากว่าครั้งก่อนที่ใช้ครอบคลุมทั้งหมด และมีสเตปขั้นตอนการดำเนินงานที่ดีกว่า มีการหารือกับทุกภาคส่วนให้ครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ ควรมุ่งจัดหาและกระจายวัคซีน และดูแลการรวมกลุ่มลดการแพร่ระบาด สิ่งสำคัญคือวัคซีน อุปกรณ์ป้องกันและอุปกรณ์ทางการแพทย์ต้องเตรียมให้พร้อม รวมถึงอาจจะลงทุนห้องความดันลบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลดการแพร่ระบาด   และต้องผลักดันให้มีการ Work Form Home มากขึ้น

“มาตรการเยียวยาควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ SME ดูแลปัญหาหนี้สืน SME ซึ่งอาจต้องขอพักหนี้ พักดอก, ลดค่าเช่า ค่า น้ำค่าไฟ ช่วยค่าใช้จ่าย ด้านแรงงาน”

สอดคล้องกับนายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ส.อ.ท. และนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า ภาพรวมธุรกิจยอมรับได้หากใช้มาตรการในช่วง 7-10 วัน เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงมา ซึ่งทางรัฐก็บอกว่ามาตรการนี้จะนำไปสู่การเปิดประเทศตามไทม์ไลน์ 120 วัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการเปิดประเทศตามกรอบเวลานั้น แต่ยังมองว่าอาจจะไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวกล้าเดินทางมากนัก สิ่งสำคัญ รัฐต้องรีบผลักการฉีดวัคซีนให้ดี เพราะยังน้อยมาก มองว่าจะถึง 100 ล้านโดสน่าจะประมาณเดือนมกราคม 2565 ซึ่งหลังจากนั้นไตรมาส 2 น่าจะมีโอกาสที่ต่างประเทศจะเริ่มเดินทางเข้ามาได้

“ส่วนการเยียวยาควรเป็นภาพใหญ่ เช่น ลดค่าไฟ ค่าใช้จ่ายภาษีบุคคล และภาษีนิติบุคคลต่างๆ เป็นต้น หากมีรายได้ลดลงควรทำให้มีค่าใช้จ่ายลดลงในช่วงนี้ และสิ่งสำคัญคือ วัคซีนต้องฉีดเร็ว กว่านี้ สปีดคูณ 2 ต้องหาทางลดการแพร่ระบาดให้เร็วขึ้น เหมือนจีนที่ทำตรงนี้ได้ดี จึงคุมตัวเลขได้ แต่เราตรวจได้น้อย ช้า ก็จะคุมการแพร่ได้ยาก การล็อกดาวน์จำเป็นหากตัวเลขไม่ลดลงแต่ก็ควรมีมาตรการเยียวยา และต้องเตรียมยา ระบบการกักตัว Home Isolation ให้พร้อม เพิ่มเตียงและบุคคลากร ”

ยกโมเดลกวางโจวหนุนล็อกดาวน์

นายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธานบริษัท เอเซีย โกลเด้น ไรซ์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดวันนี้หนักมาก การกำหนดมาตรการจำเป็นต้องเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม อาจจะมากกว่าหรือเทียบเท่ากับเดือนเมษายน 2563 ซึ่งมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์ โดยเพื่อไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจมากนักการจำกัดระยะเวลาประมาณ 7-14 วัน ถือว่าเหมาะสม

เพราะตอนนี้ดูจากประเทศจีน ซึ่งมีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นในเมืองกวางโจว ประมาณ 100 คน จีนก็ใช้มาตรการล็อกดาวน์บริเวณนั้น ปิดพื้นที่ โดยใช้ระยะเวลาเพียงแค่ 10 วัน ก็สามารถคลี่คลายสถานการณ์ไปได้

ขณะที่นายอมรพันธุ์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซี แวลู จำกัด (มหาชน) และบริษัท ยูนิคอร์ด จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตปลากระป๋องแบรนด์ซูเปอร์ซีเชฟ กล่าวว่า  มาตรการแบบนี้ภาคเอกชนพอรับได้ เพราะยังไม่ถึงกับ full lockdown ไม่มี curfew  ฉะนั้น ภาคการผลิต ยังเดินได้ แต่ต้องระมัดระวังกระบวนการผลิตภายในโรงงานให้ดีเช่นเดิม และปัจจัยบวนจากค่าเงินบาทอ่อนน่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ดีระดับนึง

“เป็นเรื่องถูกต้องที่รัฐไม่แตะภาคการผลิต แต่อย่างไรก็ตาม การผลิตและการสต๊อก จะมีปัญหาระยะสั้นแน่นอน เพราะทุกคนไม่อยากเสี่ยงจะผลิตเยอะ และหาตู้สินค้าไม่ได้ ขณะเดียวกัน การนำเข้าวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็น raw material หรือ pack material ตอนนี้เริ่มเข้ามาน้อยลง และเข้ามาล่าช้า เพราะมี disruption ใน supply chain “

อย่างไรก็ตาม ในส่วนการบริโภคภายในประเทศ จากมาตรการรอบนี้ มองว่าคนจะไม่ตุนสต๊อกเยอะเหมือนปีที่แล้ว

 WHA UP เตรียมแผน BCP

ดร.นิพนธ์ บุญเดชานันทน์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า การเพิ่มมาตรการเข้มงวดลดการแพร่ระบาดของโควิดอย่างเข้มข้น 14 วัน และควรมีมาตรการเยียวยาที่ครอบคลุมและเพียงพอ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่มีรายได้เป็นรายวัน และในส่วนของมาตรการกระตุ้นการลงทุนทางเอกชนรอติดตามหลังจากนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ตอนนี้สต้องเร่งชะลออัตราการติดเชื้อให้เร็วที่สุดก่อน ไม่เช่นนั้นความมั่นใจของนักลงทุนจะหายหมด

ในส่วนทางภาคธุรกิจ ทาง WHAUP เตรียมความพร้อมของทีมโอปอเรชั่น ด้วยการดำเนินการตามแผน BCP( Business Continuity Plan) มาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อให้มั่นจว่าการจ่ายน้ำและไฟฟ้าของเราสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

“ลูกค้าเนื่องจากลูกค้าเราเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก เรายังคงเห็นการเติบโตของยอดขายทั้งน้ำและไฟฟ้าต่อเนื่องมาจากไตรมาส 1 และยังมีการพัฒนาธุรกิจด้วยการเซ็นสัญญาโซลาร์รูฟ ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง”

บีกริม.มั่นใจไม่กระทบดีมานด์ใช้ไฟฟ้า

นายนพเดช กรรณสูต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า หากมาตรการที่ออกมานี้ไม่ได้ส่งกระทบต่อภาคการผลิต ก็จะไม่กระทบต่อปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าซึ่งกำลังมีแนวโน้มฟื้นตัวจากอุตสาหกรรมผลิตเพื่อการส่งออก

“ในช่วงครึ่งปีแรกภาคการผลิตโดยเฉพาะเพื่อการส่งออกถือเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เราเห็นการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพื่อผลิตสินค้าส่งมอบให้ทันตามออร์เดอร์ส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญๆ เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ  อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ความต้องการสินค้าก็เพิ่มขึ้น “

ทั้งนี้ในส่วนของบี.กริม.เพาเวอร์ มีการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าหลักคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสัดส่วน 65-70% และลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม 30-35%

อย่างไรก็ตาม ผลจากมาตรการนี้อาจจะกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศบ้าง แต่ตัวแปรสำคัญคือ หากไทยสามารถลดการแพร่ระบาดของโควิด -19 โดยเร่งจัดหาและกระจายวัคซีนได้เร็วขึ้น อาจจะทำให้ไทยสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ ซึ่งก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่มาช่วยเศรษฐกิจ รวมถึงรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาช่วย กระตุ้นการลงทุน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ก็จะสามารถช่วยได้มาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...