“Thematic Fund” หลากสีสันการลงทุน...ไม่ใช่จะ ‘อายุยืน’ ทุกธีม-แนะใช้ ‘เติมเต็มพอร์ต’ !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 16.24 น. • เผยแพร่ 05 ต.ค. 2564 เวลา 16.34 น. • สรวิศ อิ่มบำรุงรู้หรือไม่?….ในอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยเองนั้น ก็เคยมี “กองทุนรวม” ที่มี ‘จุดขาย’ ที่แตกต่างออกมาเป็นทางเลือกที่สร้างสีสันอยู่เสมอๆ
บางกองทุนก็ไม่สามารถไปได้ตลอดรอดฝั่ง จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม สุดท้ายก็ทำให้กองทุนนั้นๆ จำเป็นต้อง “ปิดกองทุน” ไปในที่สุด
หลายคนอาจไม่รู้ว่า…เราเคยมี “กองทุนน้ำ”, “กองหุ้นตะวันออกกลาง” รวมถึง “กองทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่น” อยู่ด้วย แต่วันนี้…เหลือไว้เพียง “ความทรงจำ” เท่านั้น
ธีมการลงทุนบางครั้งก็เป็น ‘จุดขาย’ แต่ในบางครั้งก็ตามมาด้วย ‘จุดจบ’ ได้เช่นกัน
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’จะพาไปย้อนรอยดู “กองทุนที่หายไป” ในอดีตและเรื่องที่พึงระวังเกี่ยวกับกองทุนประเภท ‘Thematic Fund’ หรือ “Sector Fund” กัน
“3 กองทุน” ที่หายไป…‘ไม่ใช่กองทุนไม่ดี’-จุดขายดี-แต่ไปต่อไม่ได้…กรณีศึกษาที่น่าสนใจ
เราคงอยากจะมีทางเลือกการลงทุนที่สามารถลงทุนไปได้ยาวๆ ถ้าเป็นไปได้ ไม่ใช่ว่า…ไม่รู้วันไหนที่กองทุนจะ “ปิดตัวลง” แบบนั้นก็คงไม่สนุกแน่ และแน่นอนว่า…ทาง “บลจ.” เองก็พยายามมองหาโอกาสการลงทุนที่ดีและน่าสนใจมานำเสนอกับผู้ลงทุนอยู่เสมอๆ
“โดยเฉพาะกองทุนที่มีโฟกัส มีธีมที่ชัดเจนเป็นจุดขาย ไม่ได้ไปแบบหว่านไปทั่ว แต่ไปแบบประเทศนี้ ภูมิภาคนี้ ธีมนี้ ชัดๆ ไปเลย ก็จะมีความน่าสนใจมากขึ้น แต่ก็แน่นอนมากับระดับความเสี่ยงที่มากขึ้นตามด้วยเช่นกัน เพราะไปแบบ ‘กระจุก’นั่นเอง”
ในแง่ของ “ยอดขาย” อาจไม่ได้ปังมากมายอะไรนัก บางตลาดนักลงทุนไม่สนใจ หรือดูว่าห่างไกลตัวไปก็มี บางธีมดูดีมากแต่เมื่อต้องเผชิญกับ ‘วิกฤติ’ความที่กระจุกตัว ผลกระทบก็อาจจะมากกว่ากองที่ไปแบบ ‘กระจาย’จนทำให้นักลงทุนรับกันไม่ได้ก็มี เรียกว่า…ถ้าชอบแนวนี้ ก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของกองทุนด้วยเช่นกัน มีตัวอย่าง “กองทุนที่หายไป” ที่น่าสนใจอยู่ 3 กองทุน ได้แก่
-“กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย โกลบอล วอเตอร์ (ING GW)” ของ ‘บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย)’มีด้วยธีมการลงทุนใน “ธุรกิจน้ำทั่วโลก” มีนโยบายลงทุนในดัชนี ‘S&P Global Water Index’ผ่านกองทุน ‘Claymore S&P Global Water Index ETF’ ที่ครอบคลุมหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ “น้ำ” ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก รวมทั้งหมด 50 บริษัท
“ดัชนี S&P Global Water Index นั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับน้ำ จำนวน 25 บริษัท ประกอบด้วย ธุรกิจการจัดหาน้ำ การทำน้ำประปา การบำบัดน้ำเสีย การผลิตน้ำ และระบบลำเลียงน้ำ และ ธุรกิจวัสดุและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ จำนวน 25 บริษัท เช่น ธุรกิจผลิตสารเคมีบำบัดน้ำเสีย อุปกรณ์บำบัดน้ำเสีย เครื่องสูบน้ำ ท่อลำเลียงน้ำ ตลอดจนมาตรวัดน้ำ”
-“กองทุนเปิดเค มีน่า หุ้นทุน (K-MENA)” ของ ‘บลจ.กสิกรไทย’ มากับธีมที่โฟกัส“ตลาดเกิดใหม่ในตะวันออกกลาง/แอฟริกา” มีนโยบายลงทุนในหุ้นของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และภูมิภาคใกล้เคียง ในอัตราส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 65% ของ NAV
“โดยลงทุนผ่านกองทุน ‘Schroder International Selection Fund Middle East’ (กองทุนหลัก) ในอัตราส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV”
-“กองทุนเปิด ยูไนเต็ด เจแปน เรียลเอสเตท ซีเคียวริตี้ ฟันด์ (UJRES)” ของ ‘บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)’ มากับธีมการลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่น” ประเทศที่มีพื้นที่จำกัดทุกที่มีราคา โดยลงทุนผ่านกองทุน ‘UOB-SM STRATEGIES SELECTION - Japan Real Estate Securities Fund’ (กองทุนหลัก) ที่มีนโยบายลงทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (J-REIT) ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศญี่ปุ่น
“เป็นการลงทุนเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนและการเติบโตของเงินลงทุนในระยะกลางและยาว บริหารกองทุนด้วยกลยุทธ์เชิงรุก โดยคัดสรรการลงทุนในหลักทรัพย์ 25-40 ตัว เน้นการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในทำเลทองของโตเกียวและครอบคลุมไปถึงหัวเมืองใหญ่ๆ เช่น โอซากา ซับโปโร นาโงยา ทำให้มีความหลากหลายของแหล่งที่มาของรายได้”
หากดู “จุดขาย” ของทั้ง 3 กองทุนล้วนแล้วแต่มีความน่าสนใจด้วยกันทั้งสิ้น แต่ปัจจุบันทั้ง 3 กองทุนนี้ได้ปิดตัวไปแล้ว จึงถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ความเข้าใจของนักลงทุน ผลการดำเนินงาน และอีกหลายๆ ปัจจัยที่อาจส่งผลให้กองทุนเหล่านี้หายไป แต่ไม่ได้บอกว่า…กองทุนเหล่านี้ ‘ไม่ดี’ แต่ประการใด ในช่วงปีที่ผ่านมากองทุนที่ดีสุดท้ายก็ยังต้องปิดไปก็มีให้เห็นมาแล้วเช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็น “จุดจบ” ที่คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
เผยรอบ 10 ปี มี “Thematic Funds” ในสหรัฐ ‘เลิกกองทุนไป’ กว่า 30%
ช่วงที่ผ่านมา “Thematic Funds” ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมากจากผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี ทำให้มีจำนวนกองออกใหม่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องทั้งกองทุนที่เน้นลงทุนใน Artificial Intelligence ไปจนถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกัญชา ตลอดจนธีมการลงทุนอื่นๆ
ทาง “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ให้ข้อมูลว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้กองทุนประเภทนี้ได้รับความนิยมเพราะผลตอบแทนที่สูงนั่นเอง ประกอบกับการออกกองใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องก็ยิ่งทำให้มีเงินไหลเข้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้สินทรัพย์ภายใต้การจัดการทั้งหมดของกองทุนประเภทนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 160,000 ล้านเหรียญ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว จากปี 2019
“อย่างไรก็ตามในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานั้นมีจำนวนกว่า 30% ของจำนวน ‘Thematic Funds’ ในสหรัฐ ‘ถูกปิด’ หรือ ‘เลิกกองทุนไป’ และมีเพียง 36% เท่านั้นของ ‘Thematic Funds’ ที่สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าเกณฑ์ Morningstar Global Markets Index ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโอกาสที่นักลงทุนจะเลือกกองลงทุนได้ถูกต้องนั้นอาจมีไม่มากแต่หากเลือกกองลงทุนได้ถูกต้อง ผลตอบแทนที่ได้รับก็สูงมากเช่นกัน
“Thematic Funds” มี ‘ความเสี่ยงมากกว่า’ กองทุนปกติทั่วไป
เนื่องจาก “Thematic Funds” แต่ละกองมีการกระจายกลุ่มการลงทุนที่น้อย เน้นลงทุนตาม Theme จึงมี ‘ความเสี่ยงที่สูง’ทำให้เหมาะสำหรับใช้ ‘เพื่อเสริม’ หรือ ‘เติมเต็ม’ พอร์ตการลงทุนปัจจุบัน เพื่อเป็นการกระจายการลงทุนและลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนโดยรวมลง และคาดหวังต่อผลตอบแทนที่สูงขึ้นในอนาคตจากการลงทุนใน Theme ต่างๆ เช่น Alternative Energy Funds เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้าน Carbon risk จากการลงทุนในพอร์ตที่เดิมเน้นแต่กลุ่มพลังงานเป็นหลัก แต่สิ่งสำคัญคือนักลงทุนควรจะทำความเข้าใจความเสี่ยงและผลตอบแทนให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
“นักลงทุนที่อยากจะลงทุนในกองเหล่านี้ อาจต้องเริ่มจากเลือก Theme การลงทุนให้ถูกต้อง เป็น Theme การลงทุนที่คาดว่าจะเป็นที่นิยมในระยะยาว เป็น Theme ในอนาคต จากนั้นเลือกกองทุนที่ลงทุนตาม Theme ที่เราต้องการ และเข้าลงทุนในช่วงที่คิดว่าราคายังไม่แพงหรือยังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง
ศึกษาทำความเข้าใจถึง “ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง” ของกองทุนด้วย
นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องคำนึงถึง “ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง” ของกองทุนประเภทนี้ด้วย เพราะ ‘Thematic Funds’ มักลงทุนในหุ้นที่มีขนาดเล็กซึ่งมักจะมีส่วนต่างกำไรที่มากเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าที่ควรจะเป็นและราคาในตลาด อย่างไรก็ตามหุ้นเหล่านี้มักมีสภาพคล่องในการซื้อขายที่ต่ำไปด้วย การซื้อขายในช่วงเวลาสั้นๆ ก็อาจทำให้ต้นทุนในการลงทุนสูงขึ้นได้
“ที่สำคัญการเติบโตอย่างมากของ ‘Thematic Funds’ และ ‘Thematic Exchange-traded Funds’ ขณะที่ตัวเลือกที่กองทุนเหล่านี้ไปลงทุนยังมีไม่สูงมาก ยิ่งทำให้การลงทุนส่วนใหญ่เกิดการกระจุกตัวด้วย
ด้วยสภาพคล่องที่ต่ำทำให้ต้นทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์เหล่านี้เพิ่มขึ้นได้ และอาจส่งต่อไปยังต้นทุนของผู้ถือหน่วยลงทุนเหล่านี้แทน หรือกรณีที่กองทุนถูกไถ่ถอนเงินออกเป็นจำนวนมากทำให้ต้องรีบขายสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่เพื่อคืนเงินให้แก่ผู้ถือหน่วย แต่ด้วยสภาพคล่องที่ต่ำจึงอาจต้องใช้เวลาในการขายสินทรัพย์หรือขายได้ในราคาที่ไม่ดีนัก ดังนั้น หากคิดจะลงทุนในกองทุนประเภทนี้ก็ควรศึกษาเรื่องสภาพคล่องและหลักทรัพย์ที่กองทุนเข้าลงทุนด้วยว่ามีสภาพคล่องเพียงพอหรือไม่”
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ธีมการลงทุน” ก็ถือเป็น “จุดขาย” อีกอย่างที่จะดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาสนใจลงทุนในกองทุนนั้นๆ ปัจจุบันก็มีธีมในจักรวาลการลงทุนอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรายประเทศ รายตลาด หรือจะเป็นธีมการลงทุนเฉพาะเรื่องๆ ไป และจากอดีตก็ไม่ใช่จะ ‘อายุยืน’ทุกธีมแต่ประการใด ถ้าชอบกองทุนประเภทนี้อาจจะเหมาะที่มา ‘เติมเต็ม’พอร์ตการลงทุนให้มากกว่าที่จะเป็นแกนหลักของพอร์ต ที่สำคัญอย่างลืมศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งเพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง