‘ทราย’พูดแล้ว ทำไมต้องเล่าเรื่องแม่ ใช้เงินที่ลูกให้ไว้ไปซื้อของอยู่กับผู้ชายใหม่
เป็นประเด็นขึ้นมาอีกแล้ว เมื่อดาราสาว ‘ทราย เจริญปุระ’ ได้โพสต์ตัดพ้อคุณแม่ที่กำลังรักษาภาวะซึมเศร้า หลังซื้อของใช้เกินความจำเป็นเข้าบ้านเตรียมอยู่กับแฟนใหม่
โดยทรายระบุในไอจี itr ว่า “รู้ว่าไม่ควรยึดติดกับข้าวของนอกกาย แต่พอเห็นรูปที่น้องชายส่งให้ จากการไปเคลียร์บ้านแม่ที่เขาไปสร้างไว้อยู่กับคู่รักส่วนตัว ก่อนจะป่วยแล้วก็สะท้อนใจ แอร์ 7 เครื่อง เครื่องซักผ้า อบผ้า 3 เครื่อง ทีวี 5 ชุด เก้าอี้และที่นอนมูจิ และอีกสารพัดข้าวของก็เจ็บปวด”
“ใช่, แม่เอาเงินเราไปซื้อ ซึ่งเราก็พอทำใจได้นะ ว่าให้แม่ แต่ที่แย่คือ เอาไว้ใช้กับผู้ชายอีกคนที่ไม่ใช่พ่อ และก็ไม่ใช่ลูกๆ บ้านหลังนิดเดียวติดแอร์ 7 ตัว ถ้าตกตัวละหมื่นก็หมดไปเกือบแสน ยังไม่นับราคาของอย่างอื่น”
“เราไม่ได้ติดใจว่าแม่จะมีแฟนใหม่หลังจากพ่อ พ่อก็ตายไปแล้ว แต่แม่ต้องทำกับเราถึงขนาดนี้เลยเหรอ แอร์ห้องเราอยู่มาตั้งแต่สมัยเด็กๆไม่เคยเปลี่ยนให้ ทีวีก็ไม่มีให้ บอกไม่จำเป็น แต่ก่อนเราติดอาบน้ำร้อนแบบมีก๊อกน้ำร้อน/เย็น แม่ก็เปลี่ยนเป็นเครื่องทำน้ำอุ่นเพราะบอกว่าสิ้นเปลือง”
“สุดท้ายข้าวของเหล่านี้แม่ก็ไม่ได้ใช้ คู่รักของแม่ก็ป่วย แม่ก็ป่วยจนไม่อาจกลับไปอยู่บ้านพยานรักนั่นได้อีก แม่จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าชีวิตเคยซื้ออะไรไปบ้าง เราอยากเผาบ้านหลังนี้ทิ้งไปเลย เก็บออกมาแค่รูปของพ่อก็พอ แต่เราโตแล้ว เราต้องเข้มแข็ง เราต้องยอมรับว่าแม่เราก็เป็นคนที่อาจผิดอาจพลาด อาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่เราก็เป็นคน, คนที่ยังมีหัวใจเอาไว้เจ็บไว้จำ”
จากนั้นดาราสาวยังโพสต์ไอจี หลังมีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า “เออ ใช่ เรายอมรับ เราอยากให้คนเห็นใจเราบ้าง ต่อให้เป็นจากคนไม่รู้จักเลย เราก็ซึ้ง” และระบุว่า “มีคนถามว่าจะเล่าเรื่องแม่ไปเพื่ออะไร ประจานเหรอ ทำไปเพื่ออะไร ควรมองมุมกลับถึงแม่บ้างสิ อยากให้มีคนมาเห็นใจตัวเองมั่งหรือไม่ ใช่ เราอยากให้มีคนมาเห็นหัวใจเราบ้าง หลังจากที่เราต้องเห็นใจ เข้าใจและให้อภัยทุกคนอยู่ตลอดเวลา”
ล่าสุดทราบยได้โพสต์ชี้แจงถึงเรื่องนี้ว่า ขอบคุณมากๆนะคะสำหรับกำลังใจ อ่านทุกคอมเมนต์ ทั้งที่เข้าใจและไม่เข้าใจ มันคงเป็นความเหนื่อยอ่อนล้าแรงของผู้หญิงธรรมดาๆคนนึง ที่ก็ทำงานเลี้ยงครอบครัวมา แต่ก่อนพ่อทำให้เรา ทำให้แม่เรายังไง เราก็รับไม้ต่อจากพ่อ เราก็ต้องทำให้ดีให้ได้ พ่อจะได้ภูมิใจในตัวเรา
แต่ก็นะ…เราก็ยังเป็นมนุษย์ที่ต้องอัดยาต้านเศร้าทุกวัน บางวันเรื่องมันก็บีบหัวใจจนยาและอารมณ์เราก็รับไม่ไหวบ้าง เรารักแม่แบบไม่บูชา แต่แม่วางใจในเราเถอะ เราอาจจะไม่ได้สวยน่ารักกุ๊กกิ๊กอย่างที่แม่หวัง แต่เราไม่มีวันทิ้งแม่ไปไหน มัยดีมั้ยเราก็ไม่รู้ แต่เราไม่หยุด แม่ยังเล็กก็งี้
นอกจากนี้ยังโพสต์อีกว่า บทเพลงของครอบครัวมีลักษณะเฉพาะตัวเสมอ อย่าลืมว่าเราเกิดในปี 1380 ปีที่ยังไม่สร่างไอบุปผาชน ปีที่ทุกคนสูบบุหรี่ในห้างและบนเครื่องบิน ปีที่แม่เราเลี้ยงลูกพร้อมคีบบุหรี่ไปด้วย เรารักแม่เรา เพราะเขาไม่มีความเป็นแม่เลย เขาโยนเราลงบนเตียง กล่อมเลี้ยงเราด้วยนางพยาบาลที่พ่อจ้างมากับนมชง ไม่ยอมอาบน้ำให้ และนั่งร้องไห้หัวใจสลายกับอาการโคลิคของเรา
เราจะห้ามใจไม่ให้รักผู้หญิงแบบนี้ได้อย่างไร ผู้หญิงที่ไม่รู้เลยว่า การเลี้ยงเด็กคืออะไร พอฉันโตขึ้นมาหน่อย แม่ก็ซึมเศร้า ฉันคงแย่งความสุขของแม่มา ฉันคิดแบบนั้นตอนเห็นแม่กระโจมอกอาบน้ำมนต์กลางแจ้งที่ยายกับพ่อไปตามเก็บมาจากเจ็ดวัด พ่อได้น้ำมนต์ศาลหลักเมือง ยายได้จากวัดหน้าบ้านที่แม่เกิด
ฉันเป็นลูกคนโต ฉันสัญญากับต้นฝรั่งใบกุดที่คนในกองพ่อชอบรูดยอดมากินดับกลิ่นเหล้า ฉันสัญญากับต้นกระท้อนที่ไม่เคยตกลูกที่หลังบ้าน ฉันอาจจะรู้จักคนเป็นล้านบนโลด แต่แม่รู้จักฉันเพียงคนเดียว แม่บอบบางกว่าฉัน เข้าใจโลกได้น้อยกว่า