โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทุนจีนไล่ Take Over โรงงานไทย ยางแตะ "3 กก. 100 บาท"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ส.ค. 2562 เวลา 02.20 น. • เผยแพร่ 08 ส.ค. 2562 เวลา 02.20 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาในช่วงสัปดาห์นี้ ที่ราคายางพาราแผ่นดิบในท้องถิ่นหลุดจากกรอบ 40 บาท/กก. ลงมาอยู่ที่ 37.90 บาท/กก. (ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2562) ส่งผลกระทบไปถึงราคาประมูลยางที่ตลาดกลางยางพาราสงขลา ปรากฏว่ายางแผ่นดิบมีราคาอยู่ที่ 39.50 บาท/กก. และราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 41.50 บาท/กก. เทียบกับราคายางพาราในช่วงเดียวกันของปีก่อน (สิงหาคม 2561) ราคายางแผ่นดิบท้องถิ่น-น้ำยางสด ณ หน้าโรงงานเฉลี่ยอยู่ประมาณ 41 บาท/กก. ขณะที่ราคาประมูลตลาดกลางยางพารา ยางแผ่นดิบ 42 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ประมาณ 44 บาท

ราคายางพาราข้างต้นแม้จะไม่ใช่ช่วงราคาที่ดีที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา แต่ราคานี้น่าจะเป็นการส่งสัญญาณเลวร้ายที่มีต่ออุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ราคายางตกรูด

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) กล่าวว่า ช่วงนี้ชาวสวนยางบางพื้นที่ขายยางได้ในราคา 3 กก. 99 บาท หรือแตะ 3 กก. 100 บาท โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ราคายางดิ่งหนักมาก โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยางราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่องก็เพราะมีการแข่งขันส่งออกในราคาที่”ต่ำกว่า” ต้นทุนการผลิต จนส่งผลกระทบต่อชาวสวนยางและโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปยางเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง

ขณะที่ธนาคารเองก็ชะลอการปล่อยสินเชื่อเพราะ “แบงก์เขาก็ต้องป้องกันความเสี่ยง” จนเป็นสาเหตุให้โรงงานอุตสาหกรรมยางบางส่วนต้องชะลอการผลิต และบางแห่งก็ต้องปิดตัวเองลงไป หรือถ้าไม่ปิดตัวเองก็ต้องวิ่งหาผู้ร่วมทุนต่างชาติเข้ามาสนับสนุนทางการเงิน มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น บางโรงงานถึงขั้นถูก take over ไปเลยก็มีแล้วว่าจ้างคนไทยให้เป็นผู้แปรรูปผลิตยางโดยให้ราคา 5 บาท/กก.บ้าง

“ผมมองว่าทางออกก็คือ รัฐบาลต้องออกมาดำเนินการเชิญหลายฝ่ายเข้าร่วมหารือ ทั้งโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปยาง-อุตสาหกรรมแปรรูปยางเพื่อส่งออก และสถาบันการเงิน มิเช่นนั้นคนไทยจะต้องขายกิจการกันหมด และกลไกราคายางก็จะถูกควบคุมโดยต่างชาติ ที่สำคัญคือ ต้องให้ธนาคารทำการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมยางมีกำลังซื้อและจะเดินไปได้” นายอุทัยกล่าว

นายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ ผู้จัดการ กลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปยางส่งออกรายใหญ่ภาคใต้ กล่าวถึงสถานการณ์ทิศทางราคายางในตอนนี้ “ค่อนข้างหนักมาก” ทางกลุ่มเสนอขายยางไปยังต่างประเทศ “ก็ยังไม่มีคนรับซื้อและออร์เดอร์ก็ไม่เข้ามา” โดยเฉพาะจีนตอนนี้กำลังเร่งใช้ยางที่สต๊อกอยู่ในเมืองชิงเต่า“แนวโน้มทิศทางยางครึ่งปีหลัง 2562 ราคาทรงตัวและเคลื่อนไหว เช่น ยางแท่ง STR ประมาณ 1,250-1,300 เหรียญสหรัฐ/ตัน และยางรมควัน 1,400-1,500 เหรียญ/ตัน ตลาดโลกมันไม่ขับเคลื่อน”

แล้งซ้ำยางอีสานหนัก

ด้านสถานการณ์ยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือดูเหมือนจะเลวร้ายกว่าในภาคใต้เสียอีก เนื่องจากประสบกับปัญหาภัยแล้งเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ โดย นายธนากร จีนกลาง ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฐานเกษตรยางพารา อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ภัยแล้งในช่วงนี้ส่งผลกระทบต่อยางพาราในจังหวัดบุรีรัมย์เป็นอย่างมาก บางต้นยืนต้นตายจนเกษตรกรต้องโค่นทิ้งเพราะไม่สามารถกรีดยางได้ ปริมาณน้ำยางที่กรีดได้จากปกติหายไปมากกว่า 50% ขณะเดียวกัน ราคายางก็ขยับลดลงมากจนน่าแปลกใจ หลายบริษัทที่ผลิตยางส่งออกก็ถูกนายทุนจากจีนเข้ามา take over ซึ่งไม่ทราบปัจจัยที่แท้จริงของราคายางที่ปรับตัวลดลงในตอนนี้ว่าเกิดจากสาเหตุใดกันแน่

“ราคายางที่ตกต่ำลงมากในช่วงนี้ทางผู้ซื้อชาวจีนได้ส่งสัญญาณมาตั้งแต่ต้นปี 2562 ยิ่งมาเจอแล้งในขณะนี้เกษตรกรต้องหยุดกรีดยางเพราะน้ำยางไม่ออก หากฝนไม่มาในช่วงนี้ภายในเดือนสิงหาคมจะไม่มีผลผลิตยางออกมาตลอดทั้งเดือน ถ้าฝนมาก็ยังพอไปได้ หากฝนไม่ตกก็หยุดยาว ส่วนฝนที่ตกลงมานั้นเป็นการตกเป็นจุด ๆ ในบางพื้นที่เท่านั้น ไม่ได้เป็นฝนตกหนักแต่อย่างใด ถ้าวิสาหกิจชุมชนของเราตอนนี้ราคายางก็ยังชะลอตัวอยู่” นายธนากรกล่าว

ตำนาน 5 เสือยางพาราไทย

ดูเหมือนว่าสิ่งที่ชาวสวนยางพารากังวลอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่ราคายางในตลาดโลกปรับตัวลดต่ำลงแต่เพียงปัจจัยเดียว แต่ยังมีเรื่องของโรงงานยางภายในประเทศถูก take over จากนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นักลงทุนจีน” ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ในอุตสาหกรรมยางพารารายใหญ่ของโลก

ความจริงที่ผ่านมาก็คือ บริษัทยางรายใหญ่ของไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบริษัทที่เรียกกันว่า “5 เสือยางพาราไทย” กำลังจะกลายเป็นอดีต เมื่อ 2 ใน 5 บริษัท คือ บริษัทไทยฮั้วยางพารากับบริษัทเซาท์แลนด์รับเบอร์ ถูกทุนจีนซื้อไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีก 3 บริษัทมีข่าวว่ากำลังอยู่ในช่วงการติดต่อเจรจาทั้งข้อเสนอขอร่วมลงทุน-จ้างผลิต หรือขอซื้อกิจการทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทรายใหญ่ในอุตสาหกรรมยางพาราของไทย ได้ถูกกลุ่มนักลงทุนจีนเข้ามาติดต่อโดยอาศัยช่วงจังหวะที่ราคายางในตลาดโลกตกต่ำมาอย่างยาวนานเข้ามาขอซื้อกิจการ ซึ่งบริษัทไทยเหล่านี้ก็ไม่มีทางเลือกมากนัก เนื่องจากสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อเพราะธุรกิจยางมีความเสี่ยงสูงอยู่ในปัจจุบัน

ผู้ส่งออกยางรายใหญ่รายหนึ่ง ซึ่งติด 1 ใน 5 อันดับของไทยให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมยางภายในประเทศขณะนี้ว่า “จำนวนผู้เล่นคนไทยในตลาดลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เทรนด์การเข้าซื้อกิจการของนักลงทุนต่างชาติก็มีมาอย่างต่อเนื่อง ในประเทศไทยตอนนี้ถ้าใครล้มจะถูก take over ทันที ถึงคุณไม่อยากขายก็จำเป็นต้องขายดีกว่าต้องปิดโรงงานไปเฉย ๆ”

จนกลายมาเป็นความกลัวของชาวสวนยางพาราที่ว่า ผู้ผลิตส่งออกยางไทยสัญชาติจีนเหล่านี้จะกลายเป็น “ผู้เล่น” รายหลักของประเทศในการเข้ามาควบคุมราคายางภายในประเทศ ในขณะที่ภาครัฐเองยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายประกันรายได้ให้กับชาวสวนยางต่อไป ซึ่งจะกลายเป็น “ช่องว่าง” ส่วนต่างระหว่าง “ราคาอ้างอิง” กับ “ราคาซื้อขายจริง” ให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาเล่นตลาดภายในประเทศได้อีก

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลยพิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat 

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...