โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โรคตาบอดสี ลูกเป็นหรือไม่ เช็ดได้ด้วยพ่อแม่

Motherhood.co.th

เผยแพร่ 20 ส.ค. 2562 เวลา 11.30 น. • Motherhood.co.th Blog

โรคตาบอดสี ลูกเป็นหรือไม่ เช็ดได้ด้วยพ่อแม่

หากพ่อแม่พบว่าลูกไม่เข้าใจเรื่องสี เวลาพ่อแม่ถามถึงสีรอบตัวบางครั้งลูกพูดสีผิดไปจากที่เป็นหรือบางครั้งก็ตอบไม่ได้ เป็นไปได้ว่าอาจเป็น "โรคตาบอดสี" แต่พ่อแม่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าลูกเป็นเด็กตาบอดสีจริงๆ จะมีวิธีไหนตรวจสอบ และจะสามารถรักษาได้หรือไม่หากลูกมีอาการจริงๆ ติดตามอ่านได้ในบทความตอนนี้เลยค่ะ

ตาบอดสีคืออะไร?

ตาบอดสี (Color Blindness/Color Vision Deficiency) เป็นภาวะที่ตาของผู้ป่วยมองเห็นสีบางสีได้ไม่ชัดเจน เพราะตาของผู้ป่วยแปรผลหรือแปรภาพสีผิดเพี้ยนไปจากผู้ที่มีสายตาผิดปกติ โดยมักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ในผู้ชายพบได้ประมาณ 8% และพบในผู้หญิงได้ประมาณ 0.4% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสีที่คนมักเป็นตาบอดสี คือ สีเขียว เหลือง ส้มและสีแดง ส่วนภาวะตาบอดสีทุกสี (Achromatopsia) จะพบได้น้อยมาก ภาวะตาบอดสีเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในสังคมมากพอสมควร

อาการตาบอดสีพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

การมองเห็นสีของคนเรา ดวงตาจะต้องอาศัยเซลล์หลังจอตา 2 ชนิดเป็นส่วนสำคัญในการแยกสีที่เรามองเห็น คือ เซลล์รูปแท่ง (Rod Cell) ที่มีความไวต่อการรับแสงแบบสลัว โดยใช้สำหรับการมองเห็นในเวลากลางคืน แต่สีที่มองเห็นจะเป็นสีในโทนดำ ขาว และเทาเท่านั้น ส่วนอีกชนิด คือ เซลล์รูปกรวย (Cone Cell) ที่มีความไวในการรับแสงที่สว่างกว่าเซลล์รูปแท่ง และสามารถแยกแสงสีต่างๆได้อย่างชัดเจน โดยเซลล์รูปกรวยนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดย่อย คือ เซลล์รูปกรวยชนิดที่ไวต่อแสงสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งในคนปกติจะมีเซลล์รูปกรวยครบทั้ง 3 ชนิดที่ไวต่อแสง กรวยแต่ละชิ้นก็จะส่งสัญญาณไปยังสมองในการแยกสี และมีการผสมของแสงสีต่างๆจากเซลล์นี้ จึงทำให้คนปกติสามารถมองเห็นสีได้หลายโทนสี

อาการของตาบอดสี

ภาวะตาบอดสีในแต่ละบุคคลอาจมีอาการแตกต่างกันออกไปตามชนิดของตาบอดสีที่เป็น แต่อาจจะสังเกตได้จากสัญญาณเตือนเหล่านี้

  • จดจำและแยกสีต่างๆได้ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความสับสนในการบอกสีที่เห็น เช่น แยกความต่างของสีเขียวและแดงไม่ได้ แต่สามารถแยกสีน้ำเงินและเหลืองได้ง่าย
  • สามารถมองเห็นสีได้หลากหลายสี แต่บางสีอาจมองเห็นต่างไปจากคนอื่น
  • มองเห็นเฉพาะบางโทนสีเท่านั้น ซึ่งต่างจากคนปกติที่จะสามารถมองเห็นสีได้มากกว่าร้อยสี
  • ในบางรายสามารถมองเห็นได้เฉพาะสีดำ ขาว และเทา แต่แทบไม่พบตาบอดสีประเภทนี้

อาการของภาวะตาบอดสีส่วนใหญ่สามารถพบได้ตั้งแต่ในวัยเด็ก เนื่องจากเซลล์และเส้นประสาทในดวงตาและสมองจะถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่เกิด พ่อแม่อาจลองสังเกตลูกด้วยอาการเบื้องต้นได้ เช่น เด็กที่มีอายุเกิน 4 ขวบแต่จดจำและบอกสีต่างๆไม่ถูกต้อง หรือไม่สามารถเลือกสิ่งของที่มีสีต่างกันได้ แบบนี้อาจจะมีแนวโน้มในการเกิดภาวะตาบอดสีที่สูงมาก ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่แทบไม่รู้ว่าตนเองมีอาการตาบอดสี

เด็กที่ตาบอดสีมักเรียนรู้วิธีชดเชยโดยไม่รู้ตัว เช่น ถ้าเขาไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีบางสีได้ เขาอาจเปรียบเทียบความแตกต่างและความสว่าง และนำข้อมูลที่ได้ไปเชื่อมโยงกับชื่อของสีนั้นๆ นอกจากนี้ เด็กๆอาจเรียนรู้วิธีแยกแยะสิ่งต่างๆโดยดูจากลักษณะพื้นผิวและเนื้อของวัสดุ แทนที่จะแยกแยะโดยใช้สี ที่จริงหนุ่มสาวหลายคนยังไม่ทราบว่าตนมีอาการตาบอดสีตลอดช่วงที่เป็นเด็ก

และเนื่องจากโรงเรียนมักจะใช้อุปกรณ์ช่วยสอนที่อาศัยสีเป็นหลัก โดยเฉพาะในชั้นเด็กเล็ก พ่อแม่และครูจึงอาจเข้าใจผิดว่าเด็กมีปัญหาเรื่องการเรียนรู้ ทั้งที่ความจริงแล้วเด็กอาจมีปัญหาตาบอดสี

ชั้นเรียนเด็กเล็กมักใช้สีในการสอนเยอะ เอาจพบความผิดปกติตอนนั้น

สาเหตุของตาบอดสี

1. กรรมพันธุ์

เป็นสาเหตุหลักของตาบอดสีได้มากที่สุด โดยโครโมโซม X ทำให้เพศชายถ้ามีหน่วยพันธุกรรม X ที่ทำให้เกิดตาบอดสี ก็จะแสดงอาการของตาบอดสีออกมา ในขณะที่เพศหญิงถ้าหน่วย X นี้ผิดปกติเพียงหนึ่งหน่วย ก็ยังสามารถมองเห็นได้ปกติเห็นปกติได้ ถ้าหน่วย X อีกตัวหนึ่งไม่ทำให้เกิดตาบอดสี จึงทำให้สามารถพบตาบอดสีในเพศชายได้มากกว่าเพศหญิงในรุ่นลูก ในขณะที่เพศหญิงอาจเป็นเพียงพาหะที่สามารถถ่ายทอดยีนที่ผิดปกติไปสู่ลูกหลานได้แทน นอกจากนี้ยังอาจเกิดการถ่ายทอดทางพันธุกรรมข้ามรุ่นได้ เช่น ตาเป็นตาบอดสี มารดาอาจเป็นพาหะ และพบตาบอดสีในหลานชายแทน

2. ความผิดปกติของเม็ดสีและเซลล์รับแสงสีเขียวหรือแดง

ถูกควบคุมด้วยยีนบนโครโมโซม x และมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ x-linked recessive จากแม่ไปสู่บุตรชาย เพราะเหตุนี้โรคตาบอดสีส่วนใหญ่มักจะเกิดกับเด็กผู้ชาย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากมารดา ในเพศหญิงพบน้อยกว่าเพศชายประมาณ 16 เท่า หรือคือเป็นประมาณร้อยละ 0.4 ของประชากร ขณะที่ตาบอดสีทั้งหมดจะพบได้ประมาณร้อยละ 10 ของประชากร และเป็นการมองเห็นสีเขียวบกพร่องเสียประมาณร้อยละ 5 ของประชากร

3. ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด

ตาทั้ง 2 ข้างจะมีอาการมองเห็นสีผิดปกติเหมือนกัน และคงที่แบบนั้นไม่เปลี่ยนแปลง เพราาะผู้ที่สามารถเห็นสีได้ปกติ จะต้องมีเซลล์รับแสงสีที่จอประสาทตาครบทั้ง 3 สี คือ แดง เขียว และน้ำเงิน และมีปริมาณเม็ดสีในเซลล์ที่ปกติ รวมทั้งระบบประสาทตาและการแปรผลที่เป็นปกติด้วย

4. ตาบอดสีที่เป็นภายหลัง

มักเกิดจากโรคทางจอประสาทตาหรือโรคของเส้นประสาทตาอักเสบ มักจะเสียที่สีแดงมากกว่าสีอื่น และอาจเสียเพียงเล็กน้อย คือดูสีที่ควรจะเป็นนั้นดูมืดกว่าปกติ หรืออาจจะแยกสีนั้นไม่ได้เลยก็เป็นได้เช่นกัน หรือได้รับสารเคมีบางชนิดเป็นระยะเวลานาน เช่น คาร์บอนไดซัลไฟด์หรือสไตรีน อาจส่งผลต่อการสูญเสียการมองเห็นสี

การวินิจฉัยตาบอดสี

จักษุแพทย์จะวินิจฉัยผู้ป่วยโดยใช้แผ่นภาพทดสอบตาบอดสี เพื่อดูความสามารถในการแยกแยะสี ซึ่งรูปแบบแผ่นภาพที่ใช้ทดสอบมีอยู่หลากหลายประเภท แต่แผ่นทดสอบตาบอดสีที่นิยมใช้จะมีอยู่ 2 แบบ ได้แก่

  • แผ่นภาพอิชิฮะระ (Ishihara) ในแต่ละภาพจะมีจุดสีที่ต่างกัน ส่วนใหญ่พื้นหลังจะเป็นจุดสีเขียว ส่วนเส้นสร้างจากจุดสีแดงหรือส้ม แพทย์จะให้ผู้ป่วยมองหาตัวเลขบนแผ่นภาพนั้นๆ ผู้ที่เป็นตาบอดสีจะไม่สามารถบอกตัวเลขจากภาพได้ถูกต้อง วิธีนี้สามารถคัดกรองผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว แต่จะไม่สามารถบอกได้ถึงระดับความรุนแรงของตาบอดสี
ใช้ได้กับเด็กที่รู้จักตัวเลขแล้ว
  • การเรียงเฉดสี (Color Arrangement) ผู้ป่วยจะต้องไล่เฉดสีที่กำหนดมาให้ โดยต้องไล่เฉดสีที่คล้ายกันให้อยู่ใกล้กันได้อย่างถูกต้อง หากผู้ป่วยเป็นตาบอดสีจะเกิดความสับสนในการเรียงสีให้ถูกต้อง
การทดสอบด้วยวิธีเรียงสีจะใช้กับคนที่โตแล้ว

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นเด็ก จะนิยมให้ใช้แผ่นภาพอิชิฮะระในการทดสอบมากกว่า และยังมีการดัดแปลงให้เหมาะสมสำหรับเด็กที่ยังไม่ได้เข้าเรียนหรือเรียนรู้ตัวเลขอีกด้วย โดยจะใช้รูปร่างของสิ่งของง่ายๆที่เด็กคุ้นเคยแทนการใช้ตัวเลข

การรักษาตาบอดสี

ตาบอดสีที่เกิดจากกรรมพันธุ์ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จักษุแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยสวมแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ที่มีเลนส์กรองแสงบางสีออกไป ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมองเห็นสีได้ชัดขึ้น ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยมองเห็นสีได้เหมือนคนปกติ แต่อาการตาบอดสีจะไม่แย่ลงเมื่ออายุมากขึ้น ส่วนตาบอดสีประเภทที่เกิดจากโรคต่างๆ ที่มีผลต่อจอประสาทและเส้นประสาทตา เมื่อเกิดอาการมองเห็นสีผิดปกติไปให้รีบมารับการตรวจรักษา อาจป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติถาวรได้

สมัยนี้มีแว่นแบบมีเลนส์ที่ช่วยกรองแสงให้เห็นสีได้เกือบเหมือนปกติ

หากพ่อแม่สังเกตและตรวจพบความผิดปกติได้เร็ว ก็จะช่วยในการปรับตัวของลูกในการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน และการเลือกวิชาชีพที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นกับการใช้สีได้ดีกว่าการปรับตัวภายหลังเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ และพ่อแม่ควรแจ้งให้คุณครูทราบว่าลูกตาบอดสี เพื่อคุณครูจะได้ให้การดูแลลูกของเราได้ดียิ่งขึ้น

 

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...