โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต้นธารสกุลวงศ์ “ณ สงขลา” จากพ่อค้าชาวจีน สู่เจ้าเมืองสงขลา สืบตระกูลนานกว่า 300 ปี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 26 พ.ย. 2568 เวลา 00.39 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2568 เวลา 00.30 น.

ต้นธารสกุลวงศ์ “ณ สงขลา” จากพ่อค้าชาวจีน สู่เจ้าเมืองสงขลา

ขออนุญาตเก็บ “สะเก็ดพงศาวดาร” ฉบับชาวบ้านมาร้อยเรียงเป็นเรื่องเล่าสู่กันฟัง เพื่อน้อมรำลึกถึงบุคคลผู้มีส่วนสำคัญยิ่งในการก่อตั้งเมืองสงขลา ยุคที่ 2 ตั้งแต่ พ.ศ. 2312 หลัง “พระเจ้าตาก” พิชิตศึกปราบก๊กเจ้าพระยานครศรีธรรมราชเรียบร้อยแล้ว ก็เคลื่อนพลมาตั้งมั่นที่สงขลาฝั่งแหลมสน-บ่อยาง

สำหรับ “สงขลา” ยุคที่ 1 อันมีเขาเขียว-เขาแดงอ้อมโอบเป็นปราการธรรมชาติ และมีกำแพงเมืองค่ายคูประตูหอรบอันแข็งแกร่งที่สุดในภาคใต้นั้นถูกเผาทำลายพินาศย่อยยับ “สงขลา”สิงขะระนะคะราสิงขรนครSingora สิงหนครแหลกลาญไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2223 โดยกองทัพศรีอยุธยา พระนารายณ์ใช้กำลังรบของ ออกญารามเดโช (ชู) มุสลิมแขกจามจากนครศรีธรรมราชประสานกับหน่วยจารชนเผาสิงขรนคร-พัทลุงของ “สุลต่านมุสตาฟา” ผู้สืบอำนาจต่อจาก “สุลต่านสุไลมานชาห์” (Sultan Sulaiman Shah) ผู้บิดา เมืองอันแข็งแกร่งเหลือแต่เพียงเศษซากปรากฏให้เห็นจนบัดนี้

เหตุด้วยเมืองพินาศผู้คนจึงแตกฉานซ่านเซ็น ส่วนหนึ่งข้ามทะเลสาบไปตั้งมั่นฝั่งตะวันตก เขาเมือง เขาชัยบุรีที่เตรียมการรองรับไว้ก่อนแล้วด้วยความคิดอันหลักแหลมของ “สุไลมาน” และเฟริซีผู้น้อง ทั้งสองสืบสายเลือดมาแต่ดะโต๊ะโมกอลล์ (Governor of Singora) ข้าหลวงใหญ่แห่งสงขลาคนแรกในยุค “พระเจ้าทรงธรรม” จะไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี้ แต่ขอเล่าแต่เพียงว่า “สุไลมาน” และ “เฟริซี” สองพี่น้อง คือ มะระหุ่ม มัวระหุ่ม ทวดหุมหรือทวดโหมของชาวสงขลา-พัทลุง เป็นต้นธารแห่งสายสกุล “ณ พัทลุง” และอีกนับพันตระกูลในสยาม

เอาล่ะ! ทีนี้ขอกลับไปสู่ 300 ปี รำลึกต้นวงศ์ “ณ สงขลา”

สงขลาฝั่งแหลมสน มีผู้คนจำนวนมากที่อพยพข้ามฟากจากฝั่งเขาแดงค่อย ๆ รวมตัวเป็นชุมชนใหญ่ เป็นเมืองใหญ่ตั้งแต่ยุคปลายรัชสมัยพระนารายณ์เข้าสู่ยุควงศ์บ้านพลูหลวง สงขลาก็เจริญรุดหน้าเป็นเมืองท่าที่สำคัญเหนือนครศรีธรรมราชและปัตตานี แต่การปกครองยังอยู่ใต้อำนาจนครศรีธรรมราช

จนกรุงแตก พ.ศ. 2310 สงขลาก็ย่อมได้รับผลกระทบพอสมควร เพราะเจ้าเมืองอยู่ใต้อำนาจนครศรีธรรมราช ซึ่งตั้งตนเป็นหนึ่งในก๊กอันสำคัญ ดังนั้นเมื่อ “พระเจ้าตาก” ยกพลมาพักทัพที่สงขลาใน พ.ศ. 2312 มีผู้คนเข้าเฝ้าถวายตัวจำนวนมาก หนึ่งในนั้นเป็น “ขรัวแป๊ะ” วัย 50 ต้น ๆ ขอเก็บมาเป็นสะเก็ดพงศาวดารฉบับชาวบ้านพอสังเขป

“ขรัวแป๊ะ” “ตั้วแป๊ะ” แซ่เฮา หรือหวู ชื่อเหยี่ยง เฮาเหยี่ยง หวูเหยี่ยง ได้จัดทำบัญชีทรัพย์สิน เงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งบุตร-ภรรยา ข้าทาสบริวาร พร้อมยาแดง 50 หีบ ถวายแก่ “พระเจ้าตาก” ทั้งสิ้น ตั้วแป๊ะขอรับภาระเป็น “นายอากร” เกาะรังนก เกาะสี่เกาะห้า ในทะเลสาบพัทลุง-สงขลา โดยจะจัดเก็บอากรถวายปีละ 50 ชั่ง ในการนี้ “พระเจ้าตาก” ทรงรับไว้เพียงยาแดง 50 หีบ และแต่งตั้งให้ขรัวแป๊ะเป็น “หลวงอินทคีรีสมบัติ” นายอากรเกาะรังนก พร้อมกับขอรับบุตรชายคนที่ 3 ชื่อบุญชิ้น ไปเป็นมหาดเล็ก

“เฮาเหยี่ยง” หลวงอินทคีรีสมบัติ รับภาระนายอากรไม่ขาดตกบกพร่องนำเงินอากรไปประจำสม่ำเสมอ อีก 2 ปีต่อมาจึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็น “หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ” เจ้าเมืองสงขลา

“เกาะรังนก” เป็นแหล่งผลประโยชน์อันสำคัญของ “เจ้าเมือง” กรมการประจำเมืองตลอดไปจนขุนนางและราชสำนักมายาวนานนับร้อยปี แม้จนบัดนี้ก็ยังเป็นแหล่งเงินแหล่งทองของผู้บริหารงานท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นจังหวัด ผู้บริหารองค์การส่วนจังหวัด ข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดจนผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

ขออนุญาตเก็บสะเก็ดเพิ่มเติมอีกสักนิด ตั้วแป๊ะ ขรัวแป๊ะ เป็นคำเรียกขานยกย่องคหบดีชาวจีนผู้มั่งคั่งในระดับเศรษฐี

ขรัวแป๊ะ เฮาเหยี่ยง พื้นเพเดิมเป็นชาวจีนฮกเกี้ยน มณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) ทางตะวันออกของมณฑลกวางตุ้ง (Canton) เมืองเอ้หมึง (Amoy) ปัจจุบันก็คือเมืองเซียะเหมิน (Xiamen) เป็นเมืองท่าและเมืองยุทธศาสตร์สำคัญตรงข้ามเกาะไต้หวัน (Taiwan) หรือฟอร์โมซา (Formosa) คำนี้เป็นภาษาโปรตุกีส แปลว่า “งามจริง ๆ” สวยจริง ๆ สวยสุด ๆ สวยอะไรอย่างนั้น มาจากคำอุทานของลูกเรือโปรตุเกส เมื่อแล่นเรือผ่านเห็นท้องทะเลทิวทัศน์อันสวยงามจึงตะโกนอุทานออกมา ฟอร์โมซา..ฟอร์โมซา…Formosa จึงเป็นที่มาของชื่อเกาะและช่องแคบแห่งนี้ (Formosa Strait) ฟอร์โมซาไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่น

“เฮาเหยี่ยง” เกิดราว ๆ พ.ศ. 2259-60 สมัย “หย่งเจิ้นฮ่องเต้” เจริญวัยในยุค “เฉียนหลงฮ่องเต้” (ครองราชย์ยาวนานถึง 60 ปี)

“เฮาเหยี่ยง” เดินทางเข้าสยาม-สงขลาในยุค “พระบรมโกศ” (พ.ศ. 2275-2301) เข้ามาในฐานะพ่อค้า ไม่ใช่ประเภทนักเผชิญโชคผจญภัยแบบเสื่อผืนหมอนใบ แต่มาอย่างผู้มีฐานะในทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นใน พ.ศ. 2293 อายุราว ๆ 33-34 ปี ก็สามารถลงหลักปักฐานมั่นคงที่เมืองเก่าหัวเขาแดง ต่อมาขยับขยายกิจการไปทางด้านเกษตรในเขตทุ่งอาหวัง (ทุ่งหวัง) แขวงเมืองจะนะ ทำสวนผัก ปลูกหมาก ปลูกพลู ทำไร่ยาสูบ จากนั้นก็มุ่งสู่ทะเลสาบ ทำการประมง โพงพาง มีข้าทาสบริวารใช้สอยเต็มที่ ฐานะก็เข้าขั้นเศรษฐียิ่ง ๆ ขึ้น ขรัวแป๊ะ ตั้วแปะ จึงเป็นคำยกย่องที่ไม่เกินจริง

สำหรับทางด้านครอบครัว “ตั้วแป๊ะ” มีภรรยาเป็นชาวพัทลุงสองศรีพี่น้อง คนแรกมีลูก 2 คน หลังมีลูก 3 ทั้ง 5 คนล้วนแต่เจริญรุ่งเรืองดีมีศักดิ์ศรีฐานะชั้นพระยาและเจ้าพระยา บุญหุ้ย ลูกชายคนโต เป็นเจ้าพระยาอินทคีรี ครองสงขลานาน 33 ปี (พ.ศ. 2322-55 จากพระเจ้าตาก-รัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2) สาวเมืองลุง 2 นางที่เป็นภรรยานั้นเชื่อกันว่าเป็น “ธิดา” ของบุคคลสำคัญของสหายสกุล “ณ พัทลุง” อันสืบสายโลหิตมาแต่พระเจ้าสงขลา “สุลต่านสุไลมานชาห์” มุสลิม-สุหนี่ จากเปอร์เซียชวากลาง

“เฮาเหยี่ยง” หลวงสุวรรณคีรีสมบัตินับเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล หลักแหลมทั้งในทางการเมือง การทหาร และการเศรษฐกิจ คนระดับนี้ย่อมตระหนักดีถึง “สภาวะของกองทัพ” ที่กรำศึกมายาวนานจึงยอม “เทหมดหน้าตัก” จากยาแดง 50 หีบ ให้เป็นนายอากร เป็นเจ้าเมือง

ขอขยายความ “ยาแดง” ที่ว่านี้คือยางแดง อันเป็นยาสูบ ยาเส้นที่หั่นฝอยอย่างประณีตตามกรรมวิธีจีน เป็นเส้นฝอยสีน้ำตาลอมแดง ใช้มวนสูบกับกระดาษบาง ๆ หรือใบจากอย่างดี และถ้าพิเศษก็ต้องมวนด้วย “กลีบบัวหลวง” ผึ่งแดดอ่อน ๆ ไม่ใช่ตากแดด จะให้รสชาติทั้งใบยา-กลีบบัวและเกสรบัว

“ยาแดง” ก็เสมือน “บุหรี่” ในยุคนี้ เหมาะสำหรับแจกจ่ายแก่แม่ทัพนายกองในกองทัพ สำนวน “เส้นยาแดงผ่าแปด” ก็มาจากเส้นยาที่ว่านี้

ขอเก็บสะเก็ดอีกประเด็น “เฮาเหยี่ยง” เกิดราว ๆ พ.ศ. 2259-60 อายุมากกว่า “พระเจ้าตาก” ราว ๆ 17-18 ปี (พระเจ้าตากเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2277) “เจ้าขรัว” เป็นนายอากร-เจ้าเมืองสงขลานาน 15 ปี ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 11 ปีมะโรง พ.ศ.2327 อายุ 68 ปี ผู้ได้รับโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่ 1 ให้เป็นเจ้าเมืองสงขลาคนต่อมาคือ “บุญหุ้ย” ครองเมืองนาน 33 ปี (3 แผ่นดิน พระเจ้าตาก-รัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 2) มีความชอบมากได้เลื่อนบรรดาศักดิ์สูงขั้นเจ้าพระยา “เจ้าพระยาอินทคีรี”

ตระกูล “ณ สงขลา” ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็น “เจ้าเมืองสงขลา” ต่อเนื่องถึง 8 คน ยาวนาน 120 กว่าปี

“ณ สงขลา” เป็นสกุลอันดับที่ 108 ที่ได้รับพระราชทานจาก “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว”

นับแต่ปีชาตกาลของต้นธารสายสกุล “ท่านเฮาเหยี่ยง” พ.ศ. 2259-60 จนบัดนี้ พ.ศ. 2560 รวมเวลาก็ร่วม 300 ปี ที่บุคคลสายสกุลนี้มีคุณูปการต่อเมืองสงขลาในหลากหลายรูปแบบ การได้บ้าง-เสียบ้าง ระหว่างรัฐ-ราษฎร์ เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมแบบไทย ๆ 300 ปี รำลึกวาระชาตกาลของต้นธารสกุลวงศ์ “ณ สงขลา” จึงควรแก่การยกย่องเขียนถึงมิใช่หรือ?

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาบางส่วนจากบทความ “300 ปี รำลึกชาตกาล ต้นธารสกุลวงศ์ ‘ณ สงขลา'” เขียนโดย ปรีชา สามัคคีธรรม ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2560

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 พฤษภาคม 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ต้นธารสกุลวงศ์ “ณ สงขลา” จากพ่อค้าชาวจีน สู่เจ้าเมืองสงขลา สืบตระกูลนานกว่า 300 ปี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...