โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“บุญผ่อง” ผู้เสี่ยงชีวิตช่วยเหลือเชลยต่างชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 ม.ค. 2567 เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. 2567 เวลา 21.47 น.
(ซ้าย) บุญผ่องกับทหารออสเตรเลียหลังสงคราม ภาพจาก Australian War Memorial (ขวา) นิทรรศการเรื่องบุญผ่องและ “เวรี่” ที่บ้านบุญผ่อง ตลาดปากแพรก จังหวัดกาญจนบุรี [เผยแพร่ใน ศิลปวัฒนธรรม, พฤษภาคม 2559 ]

บุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ ผู้เสี่ยงชีวิตช่วยเหลือเชลยต่างชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องราวของเขาอาจไม่เป็นที่รับรู้ของชาวไทยนัก แต่สำหรับชาวออสเตรเลียแล้ว บุญผ่องคือบุคคลสำคัญ ที่ได้รับการจดจำอย่างเป็นทางการ

ช่วง “pre-production” ของละครเรื่อง บุญผ่อง กินเวลานานมากกว่า 5 ปี ก่อนที่จะเริ่มสร้างในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2555 และเริ่มออกอากาศในเดือนเมษายน พ.ศ. 2556 กำกับโดย สมพร เชื้อบุญอุ้ม จากบริษัทฮั้งมโนก้า ซึ่งมีสายใยเกี่ยวโยงกับบริษัทเป่าจินจง ของ นพพล โกมารชุน ละครโทรทัศน์เรื่องนี้โดดเด่นด้านการค้นคว้าข้อมูลจากหลายแหล่ง เพื่อสร้างอดีตขึ้นใหม่ในบริบทปัจจุบัน

แม้ความรู้ว่าด้วยประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 จะถูกสร้าง ทบทวน และท้าทายมาตลอดโดยนักประวัติศาสตร์ แต่เมื่อกล่าวถึงความทรงจำทางการ หนังสือที่เป็นแกนหลักคือ ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ของ ดิเรก ชัยนาม พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2509

ส่วนฝ่ายกองทัพโดยกองบัญชาการทหารสูงสุดเองก็พยายามสร้างความรู้ว่าด้วยสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นกันผ่านหนังสือ ประวัติศาสตร์การสงครามของไทย ในสงครามมหาเอเชียบูรพา พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2540 ทว่า หนังสือของดิเรกเป็นองค์ความรู้ด้านสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศไทยที่ “เป็นชิ้นเป็นอัน” มากที่สุดก่อนงานเขียนของคนอื่น

หนังสือเล่มดังกล่าวจึงเป็นแหล่งอ้างอิง และเป็นเสมือน “กระดูกสันหลัง” ในความทรงจำทางการที่ถูกสร้างในชั้นหลัง โดยเฉพาะในแบบเรียน ทำให้น้ำหนักของเรื่องเล่าว่าด้วยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในแบบเรียนไทยให้น้ำหนักแก่ “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”

ประเทศไทยไม่มีการเฉลิมฉลองการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะรัฐพิธีหรือถูกโยงความหมายเข้ากับ “วันชาติ” ต่างกับเมียนมาร์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์[5] แม้สงครามโลกครั้งที่ 2 จะได้เปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยไปตลอดกาลเช่นเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่การเล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ของไทย ยังไม่สามารถอ้างอิงกับโครงเรื่องที่มีอยู่ร่วมกันในภูมิภาคได้ กล่าวคือ การเข้ามาของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ตีเจ้าอาณานิคมจนแตกพ่ายไป ผลกระทบต่อชีวิตของพลเรือนระหว่างสงคราม และการสร้างชาติหลังสงคราม ชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างเล่าความทรงจำในช่วงเวลานี้คล้ายกันเช่นเดียวกับที่ชาติยุโรปเล่าเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว

สิ่งที่สอนเรียนในวิชาสังคมศึกษามาตลอดคือ ประเทศไทย “จำยอม” ให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศ สร้างรางรถไฟ และเข้าร่วมวงศ์ไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา แต่เมื่อสิ้นสุดสงคราม ประเทศไทยไม่แพ้สงคราม เพราะเรามีขบวนการเสรีไทยที่ช่วยเหลือกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรและดำเนินการทางการทูต ดังนั้น เพื่อทำให้เข้าใจว่าพลเมืองไทยถูกสอนให้จำสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไร เราอาจสังเคราะห์ความทรงจำทางการจากแบบเรียนรายวิชาสังคมศึกษาที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตั้งแต่เริ่มมีการเล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ในแบบเรียนจนถึงหลักสูตรที่ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน

ความทรงจำเรื่อง บุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ ถูกเล่าในพิพิธภัณฑ์ของออสเตรเลียในประเทศไทย ในบันทึกความทรงจำของเชลยศึกชาวออสเตรเลีย ความสำคัญของบุญผ่องมีมากขนาดมีภาพและเรื่องราวของเขาถูกกักเก็บเป็นจดหมายเหตุของอนุสรณ์สถานสงครามแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian War Memorial)

บุคคลสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นสะพานความทรงจำไทย-ออสเตรเลียคือ เซอร์เอ็ดเวิร์ด เวรี่ ดันลอป หรือที่บุญผ่องเรียกว่า ‘เวรี่’ (ปีเตอร์ ธูนสตระ) ผู้บันทึกเรื่องราวของบุญผ่องลงในอนุทินสงครามของเขา เมื่อมีการสำรวจและก่อสร้างพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานที่ช่องเขาขาด และจัดพิธีกรรมรำลึกเมื่อปลายทศวรรษ 2520 เป็นโอกาสที่เวรี่ได้เดินทางกลับไทยมาหลายครั้ง

เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ในโอกาสเปิดพิพิธภัณฑ์ โดยอ้างถึงความกรุณาของชาวไทยจำนวนมากผู้เสี่ยงชีวิตลักลอบนำเงิน อาหาร และยาไปให้บรรดาเชลยศึก “ผู้ที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาบุคคลเหล่านั้นคือบุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ ผู้กล้าหาญ ผู้ซึ่งพรางกายในฐานะพ่อค้าผู้มากับแม่น้ำโดยได้ช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาลเอาไว้” [20]

บุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ (21 เมษายน 2449 – 29 มกราคม 2525) ได้รับการยกย่องอย่างสูงยิ่งจากรัฐบาลออสเตรเลีย ภาคปฏิบัติที่สำคัญคือการจัดตั้ง Weary Dunlop-Boonpong Fellowship เพื่อมอบให้ศัลยแพทย์ชาวไทยไปฝึกฝนพัฒนาความรู้ยังออสเตรเลีย หากกล่าวด้วยถ้อยคำของ จอห์น โฮเวิร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียใน พ.ศ. 2541 สิ่งนี้ถือเป็น “เครื่องหมายแห่งหนี้ที่ไม่มีวันใช้หมด”

ที่บ้านของบุญผ่องที่ปากแพรก มีนิทรรศการเล็กๆ บอกเล่าเรื่องราวของบุญผ่อง บุคคลที่ถูกชูให้มีความสำคัญทัดเทียมกับบุญผ่องคือเวรี่ การที่เรื่องบุญผ่องยึดโยงตัวเองเข้ากับความทรงจำที่สร้างจากฝั่งออสเตรเลีย มิใช่เพราะขาดแหล่งอ้างอิงในความทรงจำทางการของไทยเท่านั้น แต่น่าจะเป็นความพยายามหยิบยืมความทรงจำที่ทรงพลังมากกว่า มาชูความทรงจำของบุญผ่องให้ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น เพราะการไม่ถูกจดจำโดยคนในชาติในที่นี้ กลับหมายถึงการได้รับการสรรเสริญอย่างกว้างขวางจากนานาชาติ[21]

เวรี่คือตัวละครสำคัญของชีวประวัติทางโทรทัศน์เรื่องบุญผ่อง ไม่น้อยไปกว่าที่เขาเป็นวีรบุรุษสงครามที่สำคัญมากที่สุดคนหนึ่ง ในชีวประวัติของเขาเรื่อง Weary : The Life of Sir Weary Dunlop (พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2544) ระบุเอาไว้ว่าเขามีความสำคัญไม่ต่างกับวีรบุรุษแห่งชาติคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น ดอน แบรดแมน เน็ด เคลลี หรือ ฟาร์ ลาพ มีอนุสาวรีย์ของเขาอยู่ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นที่หน้าอาคารอนุสรณ์สถานสงครามแห่งชาติ ที่วิกตอเรีย นิวเซาท์เวลส์ หรือแม้แต่สวนเวรี่ดันลอปที่กาญจนบุรี

พิธีฝังศพของเขาเมื่อ พ.ศ. 2536 ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ มีภาพยนตร์สารคดี บทความ และหนังสือจำนวนมากที่เขียนถึงเขา แม้แต่บนเหรียญ 50 เซ็นต์ หรือในแบบเรียนก็นำเสนอภาพและบอกเล่าเรื่องราวของเขา[22]

หากเราเชื่อว่ามีบทสนทนาระหว่างเรื่องบุญผ่อง ในฐานะความทรงจำโต้กลับกับความทรงจำข้ามชาติ เราจะพบว่าเป้าที่ชีวประวัติเรื่องนี้โต้กลับมิใช่เพียงความทรงจำของรัฐไทยเท่านั้น แต่เป็นความทรงจำเกี่ยวกับสะพานข้ามแม่น้ำแคว ที่ถูกสร้างและถ่ายทอดโดยวัฒนธรรมสกรีนของตะวันตกด้วย ที่ผ่านมาไม่มีนักภาพยนตร์ศึกษาคนใดอ่าน “คนไทย” ที่ปรากฏใน(ภาพยนตร์) The Bridge on the River Kwai ทั้งที่ฉากด้านสถานที่และเวลาคือประเทศไทยในระหว่างสงคราม

เมื่อพินิจดูจึงทำให้พบว่า คนไทยในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวเป็นชาวบ้านที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และเรียกทหารสัมพันธมิตรผู้เคยสอนภาษาตะวันออกอยู่ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และคณะว่า “นาย” ชายไทยที่ดูมีความสำคัญมีเพียงคนเดียวคือ “ใหญ่” ผู้สละชีพเพื่อภารกิจของสัมพันธมิตร ที่เหลือเป็นหญิงไทยที่ทำหน้าที่ลูกหาบ คอยรับใช้ “นาย” และมีเสน่ห์เย้ายวนใจตามแบบฉบับผู้หญิงตะวันออก

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความเรื่อง สงครามโลกครั้งที่ 2 ในอัตชีวประวัติทางโทรทัศน์เรื่องบุญผ่อง : ความทรงจำโต้กลับกับความทรงจำข้ามชาติ โดย นัทธนัย ประสานนาม นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาภาพยนตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ สกอตแลนด์ เผยแพร่ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2559

เชิงอรรถ :

[5] Kevin Blackburn. “War Memory and Nation-Building in South East Asia,” in South East Asia Research, 18, 1 (2010) : 28.

[20] Hellfire Pass Memorial : Thailand-Burma Railway, 13th ed. (Bangkok : Australian-Thai Chamber of Commerce, 2011), p. 23.

[21] โวหารที่บอกเล่าเรื่องบุญผ่องขนานไปกับเรื่องของเซอร์ดันลอปปรากฏอย่างชัดเจนในหนังสือ วรวุธ สุวรรณฤทธิ์. สงครามมหาเอเชียบูรพา : กาญจนบุรี. (กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2544). หนังสือเล่มดังกล่าวมีความสำคัญในฐานะพื้นที่ความทรงจำที่กักเก็บประวัติศาสตร์บอกเล่าของบุคคลที่ผ่านเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ในจังหวัดกาญจนบุรีไว้อย่างสมบูรณ์มากที่สุดก่อนงานที่พยายามทำเลียนแบบในชั้นหลัง หนังสือเล่มนี้ของวรวุธกลายเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญ และเป็น “กระดูกสันหลัง” ของหนังสือประกอบนิทรรศการในบ้านของบุญผ่องด้วย ดู ลำไย สิริเวชชะพันธ์. วีรบุรุษสงครามของทางรถไฟสายมรณะ. (กาญจนบุรี : ม.ป.ท.), ม.ป.ป.

[22] Rosalind Hearder. Keep the Men Alive : Australian POW Doctors in Japanese Captivity. (New South Wales : Allen & Unwin, 2009), pp. 206-207.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “บุญผ่อง” ผู้เสี่ยงชีวิตช่วยเหลือเชลยต่างชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...