โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เรากำลังจะมีวิธีการที่ดีที่สุดในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจกแล้ว ทำได้จริง มีผลพลอยได้มากมาย

Thaiware

อัพเดต 04 มี.ค. 2562 เวลา 07.05 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. 2562 เวลา 03.30 น. • เคนชิน
การจัดการกับก๊าซเรือนกระจกบนชั้นบรรยากาศ เป็นความฝันอย่างยาวนานของมนุษยชาติ และตอนนี้มีแววว่าจะทำได้จริง

สภาพแวดล้อมของโลกเลวร้ายลงเรื่อยๆ และคาร์บอนบนชั้นบรรยากาศโลกเป็นตัวการสำคัญ และการจัดการกับปัญหานี้ไม่ได้ง่ายเหมือนในหนังสือการ์ตูน และเมื่อมนุษย์คิดว่ามีวิธีดีๆ ในการจัดการกับปัญหานี้ สถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายจนเกินกว่าจะรับมือด้วยวิธีการนั้นๆ

วิธีแก้ปัญหาที่เราต้องการนั้น ต้องมีราคาถูก สามารถปรับขนาดได้ และมันต้องสามารถจัดการกับคาร์บอนบนชั้นบรรยากาศได้ปริมาณมากๆ เพื่อที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลีย อาจเป็นสิ่งที่มวลมนุษยชาติกำลังตามหาอยู่ก็เป็นได้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย RMIT ในเมือง เมลเบิร์น ได้สร้างเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถ เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลับกลายเป็นคาร์บอนที่อยู่ในสภาพของแข็ง เพื่อการนำไปใช้งานต่อได้ด้วย

การแก้ปัญหาโดยย้อนคืนวัฏจักรของคาร์บอนที่ทำให้เกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจกบนชั้นบรรยากาศ เพื่อนำมันกลับลงมาบนพื้นโลกอีกครั้ง นั้นเป็นความฝันของนักวิทยาศาสตร์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ชาวโลกมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องปัญหาโลกร้อน

และที่ผ่านมาก็มีการนำเสนอหลากหลายวิธีการในการดึงคาร์บอนไดออกไซด์กลับลงมาจากชั้นบรรยากาศ อาทิ การดูดก๊าซคาร์บอนมาเก็บไว้ในถังขนาดใหญ่ใต้พื้นดิน ไปจนถึงการเร่งปฏิกิริยาทางเคมี ที่สามรถเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ ให้อยู่ในสภาพที่เราสามารถจัดการกับมันได้ง่ายขึ้น

ซึ่งบางวิธีการนั้นก็มีต้นทุนต่ำ แต่ให้ผลลัพธ์ที่ช้ามากๆ และบางวิธีการนั้นก็ต้องลงทุนอย่างมหาศาลและไม่มีใครอยากจะเป็นผู้ออกทุนในเรื่องนี้ โดยที่กิจกรรมของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นก็ยังคงดำเนินต่อไป

โดยเทคโนโลยีใหม่ในการจัดการกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนชั้นบรรยากาศของนักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลีย นั้นมีข้อดีเหนือวิธีการเก่าๆ อยู่หลายอย่าง ทั้งในเรื่องของการให้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว วิธีการไม่ยุ่งยาก และไม่ต้องใช้ฏิกิริยาทางเคมีที่ซับซ้อน ในการแปลงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้กลับมาอยู่ในสภาวะของแข็ง

โดยวิธีการนี้ ใช้อนุภาคระดับนาโนของโลหะที่มีชื่อเรียกว่า ซีเรียม (Cerium) โดยมันจะทำปฏิกิริยาทางไฟฟ้าเคมี เพื่อดึงอุนภาคออกซิเจน ออกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้ระดับแรงดันไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยในการทำปฏิกิริยา และวิธีการนี้จะดีขึ้นอีกหากใช้โลหะ แกลเลียม (Gallium) เป็นตัวทำละลาย จะทำให้ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นในในสภาวะอุณหภูมิปกติ

เรากำลังจะมีวิธีการที่ดีที่สุดในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจกแล้ว ทำได้จริง มีผลพลอยได้มากมาย

โดยคุณ Torben Daeneke นักฟิสิกส์จากสถาบัน RMIT กล่าวว่า "วิธีการของเราแตกต่างจากวิธีการอื่นๆ ที่จะเกิดปฏิกิริยาที่ระดับอุณหภูมิสูง ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้จริง ด้วยการใช้โลหะที่อยู่ในสภาวะของเหลวเป็นตัวทำละลาย เราสามารถเปลี่ยนก๊าซให้กลับกลายเป็นคาร์บอน ในสภาพอุณหภูมิห้อง เป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ และสามารถขยายกระบวนการนี้ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ตามต้องการ"

คุณ Dorna Esrafilzadeh วิศวกรที่เป็นผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า "ผลพลอยได้จากการกระบวนการนี้ จะทำให้เราได้คาร์บอนที่สามารถเก็บประจุไฟฟ้า ทำให้มันมีสภาพเป็นตัวเก็บประจุ (Supercapacitor) สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ และแถมกระบวนการนี้ยังทำให้เกิดเชื้อเพลิงสังเคราะห์ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์จากคาร์บอนอย่าง แกรฟีน (Graphene) ยังเป็นวัตถุดิบที่มีประโยชน์มากสำหรับการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แห่งโลกอนาคต ไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงเป็น Supercapacitor แต่ยังเป็นตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด (Superconductor) ได้ด้วย"

และเห็นได้ชัดว่า ความขัดข้องในเรื่องเงินลงทุนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าเรื่องความท้าทายทางเทคโนโลยีเสียอีก และไม่ว่าจะเป็การเก็บขยะจำนวนมหาศาลขึ้นจากมหาสมุทร หรือการเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศนั้น เป็นอะไรที่ต้องลงเม็ดเงินอย่างมหาศาล

คุณ Dorna Esrafilzadeh กล่าวปิดท้ายว่า "ต้องมีการทำวิจัยในเรื่องนี้กันต่อไป และนี้คือวิธีการที่มีความเป็นไปได้สูงสุดที่จะทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนชั้นบรรยากาศ กลับมาอยู่ในสภาวะคาร์บอนที่เป็นของแข็ง เพื่อการนำไปจัดการ หรือนำไปใช้งานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

โดยงานวิจัยนี้เผยแพร่ผ่ายสื่อ Nature Communications

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...