โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สับปะรดภูแล ผลไม้เปลี่ยนฐานะ บุกตลาดแปรรูปขายส่งต่างประเทศ

เทคโนโลยีชาวบ้าน

เผยแพร่ 13 ก.พ. 2562 เวลา 04.00 น.

ม่อนแก้วภูแล เชียงราย บุกตลาดสับปะรดภูแล แปรรูปขายส่งต่างประเทศ

ใครที่ได้ชิมสับปะรดภูแลแล้วแทบไม่เชื่อเลยว่าผลเล็กๆ เช่นนั้นจะมีความหวาน กรอบ ไม่แสบลิ้น จนเป็นที่โปรดปรานของหลายคน ถ้าได้ผ่าผลออกเป็นชิ้นเหลือก้านไว้เพื่อให้จับได้สะดวกแล้วแช่เย็นนำไปรับประทานเหมือนไอติมก็ยิ่งเป็นที่ถูกใจของทุกเพศ ทุกวัย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ภูแลเป็นสับปะรดของเชียงรายที่ได้รับความนิยมมาก นับเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่ส่งไปขายต่างประเทศ สร้างรายได้ เปลี่ยนฐานะความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่

แต่เดิมเชียงรายมีสับปะรดนางแลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าสับปะรดภูแลเป็นผลพวงของสับปะรดภูเก็ตกับนางแล ความจริงไม่เกี่ยวข้องกันเลย เพียงแต่เป็นการผสมชื่อระหว่าง ตำบลนางแล กับสับปะรดภูเก็ตเท่านั้น เนื่องจากผู้ที่เริ่มปลูกนำพันธุ์ภูเก็ตมาปลูกที่ตำบลนางแล จึงเกิดการกลายพันธุ์ขึ้น

ถึงแม้ภูแลจะเป็นสับปะรดน้องใหม่ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด แต่ความอร่อยของพันธุ์นี้ก็ใช่ว่าจะปลูกได้ทุกแห่ง เนื่องจากลักษณะทางกายภาพพื้นที่ตลอดจนสภาพอากาศ ดิน น้ำ ดังนั้น จึงมีเพียง 3 ตำบล คือ นางแล ท่าสุด และบ้านดู่ ที่ปลูกสับปะรดภูแลได้อย่างมีศักยภาพ ทั้งนี้ ภาพรวมของอาชีพสับปะรดภูแลมีทั้งผู้ปลูก ผู้แปรรูป อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง แล้วมีตลาดต่างประเทศเป็นเป้าใหญ่รองรับธุรกิจนี้

จนทำให้เกิดเป็นวงจรธุรกิจสร้างอาชีพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปลูก การแปรรูป อาชีพรับจ้างปอก รับจ้างตัด รับจ้างขน โรงงานน้ำแข็ง ฯลฯ ที่ล้วนสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบขึ้น จนชาวบ้านมีรายได้จับจ่ายใช้สอยกันอย่างมีความสุข ไม่ต้องเดือดร้อนอพยพหางานต่างถิ่นทำ

นอกจากนั้นแล้ว สับปะรดภูแลยังได้รับจดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographycal Indication) กับมาตรฐานสินค้าโอท็อป 5 ดาว พ่วงมาอีก

“ม่อนแก้วภูแล” ธุรกิจแปรรูปสับปะรดภูแลภายใต้การบริหารงานโดยม่อนแก้วภูแล กรุ๊ป โดยมี คุณกาย ลูกชาย คุณอิ่นแก้ว จอมแสง รับผิดชอบดูแลงานด้านการตลาด

คุณกาย เล่าว่า เมื่อราว 6 ปีก่อนหลังจากที่ตัวเองกลับไปบ้านที่เชียงราย ซึ่งขณะนั้นพ่อ-แม่ทำอาชีพปลูกสับปะรดบนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่เพื่อส่งขายโรงงาน ก็พบว่าราคาสับปะรดลดลงอย่างมาก เนื่องจากทางโรงงานรับซื้อเพียงบางส่วน จึงสร้างความเสียหายกับผลผลิตที่เหลือ อีกทั้งยังมีผลผลิตสับปะรดออกมาพร้อมกันทุกสวนจนล้นตลาด และสวนของพ่อ-แม่ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน จึงคิดหาทางแก้ไขแบบเร่งด่วนในระยะสั้นด้วยการบรรทุกผลผลิตสับปะรดภูแลเข้ามาขายในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ เพื่อช่วยเร่งระบายจำนวนผลผลิตที่ทยอยมีออกมาเรื่อยๆ ไม่ให้เสียหาย

“การนำสับปะรดภูแลเข้ามาขายในกรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง จะปอกแล้วแพ็กใส่ถุงพร้อมรับประทานเพื่อสะดวกแก่ลูกค้า โดยนำสับปะรดไปวางขายตามสถานที่หลายแห่ง ทั้งตลาดสด หน้าอาคารสำนักงานชื่อดัง หรือตลาดนัดขายสินค้า ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก ขายดี โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนขายสนใจติดต่อให้นำสับปะรดมาส่ง จึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นในเวลาต่อมา

คุณกายมองว่าหากทำตัวเป็นเพียงพ่อค้าคนกลางเพื่อติดต่อซื้อ-ขายสับปะรดในลักษณะรับซื้อจากสวนของชาวบ้านเพื่อรวบรวมมาขายส่งอีกต่อหนึ่งอาจเกิดปัญหาหลายประการ ทั้งเรื่องการควบคุมปริมาณและการดูแลคุณภาพ ดังนั้น จึงตัดสินใจปลูกสับปะรดภูแลเอง จัดการแปรรูปเอง และหาตลาดขายเอง

พันธุ์สับปะรดภูแลเริ่มใช้จากสวนของครอบครัว พร้อมขยายพันธุ์ไปปลูกยังพื้นที่ปลูกทุกแห่ง ฤดูปลูกจะเริ่มประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เพราะเมื่อปลูกต้นกล้าเสร็จก็เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งจะช่วยให้ผลผลิตเจริญงอกงามสมบูรณ์ ก่อนเริ่มปลูกจะต้องจัดการปรับพื้นที่ กำจัดเศษวัชพืชต่างๆ ออกให้หมด ใช้รถไถพรวนดินให้ฟู พร้อมไปกับการตระเตรียมต้นกล้าที่สมบูรณ์รอไว้ ภายหลังปรับพื้นที่เรียบร้อยจึงเริ่มปลูกต้นกล้า โดยพื้นที่จำนวน 1 ไร่ ปลูกกล้าสับปะรดได้จำนวนกว่า 3,000 ต้น ใช้ระยะห่างระหว่างแถว 1.50 เมตร

หลังจากปลูกได้เป็นเวลา 3 เดือนจะพบว่าเริ่มมีรากฝอยอ่อนแตกออกมา จากนั้นจะใส่ปุ๋ยยูเรียสูตร 40-8-00 จำนวนต้นละกำมือ จะใส่เพียงครั้งเดียว แต่ระหว่างนั้นจะต้องหมั่นตรวจแปลงเพื่อกำจัดวัชพืชออกให้หมด เพื่อต้องการให้แสงแดดส่องลงมาได้เต็มที่ เนื่องจากแสงแดดมีผลโดยตรงต่อความสมบูรณ์ของสับปะรด และช่วยให้มีคุณภาพทั้งรสชาติและความสมบูรณ์ของผล

กระทั่งเมื่อปลูกได้เป็นเวลา 6 เดือน จึงเริ่มหยอดยากระตุ้น คุณอิ่นแก้วบอกว่า พื้นที่ปลูกสับปะรดภูแลจำนวน 215 ไร่ ที่กระจัดกระจายไปตามตำบลต่างๆ ในตัวเมืองจะต้องแบ่งสับปะรดออกเป็นโซนจำนวน 24 โซน เพื่อแบ่งการหยอดยากระตุ้น โดยแต่ละโซนจะเว้นการหยอดยากระตุ้นห่างกัน 15 วันพร้อมจดบันทึก ดังนั้น การบริหารจัดการเช่นนี้จะทำให้ผลผลิตพร้อมตัดเก็บพอดีในเวลาอีก 6 เดือนต่อมา สามารถทยอยเก็บได้ครบรอบปีโดยไม่เกิดความเสียหาย จึงทำให้มีผลผลิตส่งลูกค้าได้เพียงพอตลอดทั้งปี แล้วทำให้มีรายได้ตลอดเช่นกัน

เหตุผลที่เชียงรายปลูกสับปะรดภูแลได้อร่อย โดยเฉพาะอำเภอนางแล ท่าสุด และตำบลบ้านดู่ เพราะดินไม่ชุ่มน้ำ เป็นดินดำ ลักษณะพื้นที่อยู่ในระดับสูง อากาศดี น้ำดี ดังนั้น จึงสร้างคุณภาพให้สับปะรดภูแลมีรสอร่อย หวานชื่นใจ มีผลเล็กตรงกับความชอบของลูกค้า มีความกรอบ ไม่กัดลิ้นและไม่มีเส้นใย ขณะเดียวกัน ในแต่ละพื้นที่ของจังหวัดก็สามารถปลูกสับปะรดภูแลได้ แต่อาจได้คุณภาพต่างกัน

ทั้งนี้ ผลผลิตรุ่นแรกในแต่ละโซนจะมีขนาดใหญ่ แล้วค่อยๆ เล็กลง โดยผลผลิตที่เก็บรุ่นแรกมีขนาดน้ำหนักผลประมาณ 1 กิโลกรัม ขนาดผลรุ่นนี้ตลาดต่างประเทศไม่นิยมเพราะใหญ่เกินไปมักขายให้แก่ตลาดในประเทศตามจังหวัดใกล้เคียง แต่พอมาเก็บเป็นรุ่นที่ 2-3 จะได้ขนาดผลละประมาณ 3-4 ผล ต่อกิโลกรัม เป็นขนาดที่ตลาดต้องการ พอมาถึงผลผลิตรุ่นที่ 4 จะได้ขนาดผลประมาณ 4-5 ผล ต่อกิโลกรัม ดังนั้น จึงมีเพียงรุ่นที่ 2-3 เท่านั้นที่ทำเงินได้ดีที่สุด จึงกำหนดไว้ 3 ขนาด ได้แก่ 1. จัมโบ้ มีขนาดไม่ต่ำกว่า 7 ขีด-1 กิโลกรัม 2. ไซต์ปอกมีขนาด 3-4 ผล ต่อกิโลกรัม และ 3. ไซต์จิ๋วมีขนาด 7-9 ผล ต่อกิโลกรัม โดยไซต์ปอกจะขายดีที่สุด

ตลาดจำหน่ายสับปะรดม่อนแก้วภูแล มีทั้งในและต่างประเทศ ขายทั้งผลสดและแปรรูปในจำนวนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด ตลาดหลักเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ ฯลฯ สำหรับต่างประเทศมียอดสับปะรดแปรรูปส่งขายกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีนที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุด

ด้วยยอดขายส่งสับปะรดต่างประเทศที่มีจำนวนมากจึงทำให้ทางโรงงานต้องแปรรูปทุกวัน มีพนักงานทำงาน 2 กลุ่ม คือแบบประจำมีรายได้ตามกฎหมายแรงงาน ทำหน้าที่ล้าง แพ็ก และบรรจุใส่กล่องลำเลียงใส่รถตู้คอนเทนเนอร์ อีกกลุ่มเป็นพนักงานปอกทำหน้าที่ปอก เลาะตา พนักงานกลุ่มนี้มีรายได้แบบจ้างเหมา กิโลกรัมละ 10 บาท โดยแต่ละคนมีรายได้เฉลี่ยต่อวันประมาณ 500-800 บาท

ทั้งนี้ เมื่อได้รับออเดอร์ล่วงหน้าจากลูกค้าแล้วจะบรรจุผลสับปะรดแปรรูปใส่ถุงติดแบรนด์สินค้าของลูกค้ารายนั้นๆ แล้วบรรจุใส่กล่องโฟม ลำเลียงใส่ตู้คอนเทนเนอร์ โดยกล่องโฟมที่บรรจุสับปะรด 1 กล่องจะใส่สับปะรดได้ 8 กิโลกรัม และใน 1 ตู้คอนเทนเนอร์สามารถบรรทุกกล่องโฟมได้จำนวน 1,200 กล่อง

คุณกายชี้ว่าความจริงแล้วราคาขายสับปะรดภูแลในประเทศดีกว่า เพียงแต่จำนวนการสั่งมีน้อยและไม่แน่นอน ตรงข้ามกับตลาดต่างประเทศที่มียอดการสั่งแบบไม่อั้น สั่งตลอด ยังมีอยู่อีกยาวนาน เนื่องจากตลาดต่างประเทศขยายวงกว้างมากขึ้น จนบางคราวมีออเดอร์สั่งเข้ามาติดกันจนทำให้ผลผลิตไม่พอก็จะต้องแก้ปัญหาด้วยการรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านในกลุ่มที่ปลูกสับปะรดแบบคุณภาพ ดังนั้น ผู้ผลิตจึงต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก

แม้สับปะรดภูแลได้กลายเป็นหนึ่งในผลไม้สำคัญของจังหวัดเชียงราย แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาพบว่ามีเพียง 3 ตำบล คือนางแล ท่าสุด และตำบลบ้านดู่ ที่มีผลผลิตคุณภาพดีได้มาตรฐานกว่าหลายแห่งอันมาจากลักษณะทางพื้นที่ ดิน น้ำ และอากาศ อีกทั้งตำบลบ้านดู่ยังนับเป็นแหล่งใหญ่ เพราะไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลูก โรงงานแปรรูปที่มีกว่า 20 แห่ง มีรายได้เข้า-ออกสูง แล้วยังมีจำนวนประชากรทำงานอยู่ในพื้นที่หมุนเวียนมากด้วย

นอกจากนั้นแล้ว สับปะรดภูแลยังสร้างชื่อเสียงไปยังหลายประเทศ จนมีกลุ่มแอบอ้างนำสับปะรดพันธุ์อื่นไปหลอกขายสร้างความเสื่อมเสียมายังผู้ผลิต ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการจดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ “จีไอ” (GI:Geographycal Indication)

หรือกรณีมีพ่อค้าหัวใสหลายจังหวัดนำสับปะรดพันธุ์อื่นมาแอบอ้างว่าเป็นภูแล พอผู้ซื้อไปรับประทานแล้วไม่อร่อย เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี ปัญหานี้ คุณกายบอกว่าวิธีสังเกตสับปะรดภูแลแท้คือ 1. ผลมีกลิ่นหอม 2. ก้านผลมีขนาดเล็ก 3. เนื้อเนียน ละมุน ไม่มีใย และ 4. รับประทานแล้วไม่กัดลิ้น

การแปรรูปสับปะรดในโรงงานจะมีวัสดุบางประเภทไม่เกิดประโยชน์แล้วต้องทิ้งอย่างเปลือกหรือตา ที่เลาะออกมา คุณกายบอกว่าวัสดุเหลือทิ้งเหล่านี้ไม่ได้ขายแต่จะให้ชาวบ้านนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ โดยไม่คิดเงิน อย่างเปลือกนำไปผลิตเป็นอาหารวัว หรือตาจะนำไปเป็นอาหารเป็ด/ไก่

เมื่อสังเกตจากปากทางถนนเข้าสู่ตำบลบ้านดู่จะพบว่าบ้านเรือนสองข้างทางล้วนมีชาวบ้านประกอบอาชีพทำสับปะรดภูแลกันแทบทุกหลังคาเรือน ทั้งปลูก แปรรูป รับจ้างเก็บ รับจ้างปอก ฉะนั้น สับปะรดภูแลถือเป็นไม้ผลที่สร้างอาชีพให้เกิดรายได้แก่ชุมชนโดยไม่ต้องออกไปตระเวนหางานต่างถิ่น ช่วยให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ช่วยให้ทุกครัวเรือนมีรายได้ที่ดีกว่าเดิม มีความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป มีฐานะดีขึ้น

สอบถามรายละเอียดข้อมูลได้ที่คุณกาย โทรศัพท์ (090) 986-9610

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...