โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จุดสิ้นสุดระบบ "เจ้าผู้ครองนคร" เมื่อเจ้าจักรคำขจรศักดิ์เมืองลำพูน พิราลัย พ.ศ. 2486

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 17 พ.ย. 2567 เวลา 06.00 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2567 เวลา 05.55 น.

พลตรีมหาอำมาตย์โท เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ แห่งเมืองลำพูน พิราลัย พ.ศ. 2486 จุดสิ้นสุดระบบ “เจ้าผู้ครองนคร”

นับตั้งแต่ราชวงศ์ทิพย์จักรปลดแอกล้านนาจากพม่า และเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีราว พ.ศ. 2317 เรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ “เจ้านายฝ่ายเหนือ” มีอำนาจในการปกครองตนเองค่อนข้างมาก ดำรงฐานะเป็น“เจ้าประเทศราช” ที่ต้องส่งบรรณาการถวายพระมหากษัตริย์รัฐสยามอยู่เสมอ

กระทั่งรัฐสยามปรับปรุงระบอบการปกครอง รวบอำนาจเจ้าประเทศราชและผนวกดินแดนล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม โดยกว่าระบอบเจ้าประเทศราชถึงกาลสิ้นสุดลงก็เมื่อ พ.ศ. 2486

เนื่องจากล้านนามีการรวมตัวแบบรัฐหลวม ๆ สานสัมพันธ์ด้วยระบอบเครือญาติ เจ้าประเทศราชในล้านนาจึงดำรงตำแหน่งเป็น“เจ้าผู้ครองนคร” โดยแบ่งออกเป็น 3 สายหลัก คือ สายราชวงศ์ทิพยจักรหรือเจ้าเจ็ดตนที่ครองเมืองเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง สายราชวงศ์แพร่หรือเทพวงศ์ และราชวงศ์น่าน (บ้างเรียกกาว, ภูคา) เจ้านายฝ่ายเหนือสามารถปกครองตนเองในระดับหนึ่ง

กระทั่งถูกลดบทบาททางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ศาสนา ฯลฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริปฏิรูปการปกครอง

เจ้านายฝ่ายเหนือถูกลดบทบาทเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 กระทั่งมีปัญหาประการสำคัญคือ เจ้านายฝ่ายเหนือที่เป็นเจ้าผู้ครองนครหรือ “เจ้าหลวง” ในแต่ละเมืองนั้นถึงแก่พิราลัยไปหลายพระองค์ ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครจึงว่างลงเนื่องจากต้องรั้งรอให้รัฐสยามเป็นผู้แต่งตั้งขึ้นปกครอง แม้ในทางการเมืองและเศรษฐกิจนั้น เจ้าผู้ครองนครแต่ละเมืองจะไม่มีบทบาทใด ๆ อีกต่อไปแล้วก็ตาม

กรมพระนครสวรรค์วรพินิตมีพระดำริว่า ควรยกเลิกการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครในล้านนา เพราะตำแหน่งนี้หมดความสำคัญลงไปแล้วและชาวบ้านในท้องถิ่นก็ไม่นิยม

ขณะที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีพระดำริว่า การแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่อาจให้เงินเดือนหรือเงินปีเท่าเดิมได้ ซึ่งเรื่องเงินเดือนนี้สร้างปัญหาต่อทั้งสองฝ่าย เนื่องจากเจ้านายฝ่ายเหนือสูญเสียอำนาจการเก็บภาษีและไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ก็ประสบปัญหาหนี้ท่วมตัวจึงต้องหวังพึ่งให้รัฐบาลสยามช่วยเหลือ ขณะที่รัฐสยามเองก็จำต้องตัดค่าใช้จ่ายลงเช่นกัน

โดยรัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชดำริให้ล้านนากลายเป็น “ไทย” ตามพระราชดำริว่า “…แต่รัฐประศาสนของเรานั้นต้องการให้ลาวเปนไทยมากกว่าที่จะให้คงเปนลาว เจ้าลาวที่ตั้งนั้นอยากจะคิดเลิกทีละเล็กทีละน้อย จนไม่เหลือเลยคงเปนแต่สกุลไทยอันมีชื่อเสียง…”

และ“…เราจะยังตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครต่อไปหรือจะมีหนทางอื่นที่จะจัดการปกครองให้เข้ารูปเหมือนส่วนอื่น ๆ ในราชอาณาจักร เพื่อสภาพเอกชาติโดยหาหนทางอื่นที่จะยกย่องวงศ์สกุลของเจ้านายภาคพายัพนี้ไว้ให้สมแก่ความชอบในชั้นเดิมนั้น…”

ที่ประชุมอภิรัฐมนตรีจึงมีความเห็นว่า จะเปลี่ยนตำแหน่งจากเจ้าผู้ครองนครเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด การเลือกผู้ว่าฯ ให้เลือกเจ้านายฝ่ายเหนือก่อน หากไม่มีผู้สมควรจึงแต่งตั้งข้าราชการสยามตามความเหมาะสม ส่วนเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นอันจะเป็นการเชิดชูเกียรติยศและความจงรักภักดีที่มีมาแต่เก่าก่อนนั้นจะให้ขึ้นอยู่กันพระราชวินิจฉัยและพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 7 ที่จะพระราชทานมากน้อยเท่าใด

อย่างไรก็ตาม หลังจากรัชกาลที่ 7 เสด็จฯ กลับจากการเสด็จประพาสมณฑลพายัพ ทรงเรียกประชุมเสนาบดีสภาเรื่องการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนคร สรุปได้ว่า หากเจ้าผู้ครองนครคนปัจจุบันถึงแก่พิราลัย จะไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครอีกต่อไป โดยจะทรงชุบเลี้ยงเจ้านายฝ่ายเหนือตามความดีความชอบเพื่อเปลี่ยนเมืองในล้านนาให้เป็นเหมือนกับเมืองอื่น ๆ ในพระราชอาณาเขตทั้งหมด

นอกจากตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครแล้ว ยังรวมถึงตำแหน่งเสนา 6 ตำแหน่ง อันเป็นรูปแบบการปกครองแต่เดิมของล้านนา หากเจ้านายฝ่ายเหนือดำรงตำแหน่งนี้ถึงแก่กรรม ก็จะไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวสืบต่อไปอีกเช่นกัน

เมืองแพร่ ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมาตั้งแต่หลังเหตุการณ์กบฏเงี้ยว และเจ้าพิริยเทพวงษ์ ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2445

เมืองลำปาง ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมากตั้งแต่เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2465 ส่วนเจ้าราชบุตร (แก้วเมืองพวน ณ ลำปาง) ที่ดำรงตำแหน่งต่อนั้นเป็นแต่เพียง“ผู้รั้ง” ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร และไม่ได้มีการสถาปนาจากตำแหน่ง “เจ้าราชบุตร” ขึ้นเป็น “เจ้าหลวง” ดังนั้น จึงไม่ถือเป็นเจ้าผู้ครองนคร

เมืองน่าน ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมาตั้งแต่ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2474

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รัฐบาลสยามยังคงยึดแนวพระราโชบายของรัชกาลที่ 7 ที่จะไม่แต่งตั้งเจ้านายฝ่ายเหนือขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครอีก แต่กรณีเมืองน่านนั้นแตกต่างออกไป เพราะมีความเสี่ยงในการถูกคุกคามจากฝรั่งเศส และเมื่อ พ.ศ. 2476 มีจดหมายจากเจ้านายและราษฎรเมืองน่านร้องขอให้แต่งตั้งเจ้าราชวงศ์สิทธิสาร ณ น่าน อายุ 70 ปี เป็นเจ้าผู้ครองนครน่านสืบต่อ

คณะราษฎรส่งพระยาจ่าแสนยบดีไปสืบข่าวที่เมืองน่าน จนได้ความเห็นว่าควรจะแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครน่าน แต่ขณะที่กลับมากรุงเทพฯ เกิดรัฐประหาร จนทำให้พระยาจ่าแสนยบดีเสียชีวิตโดยไม่ได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุม ท้ายสุดรัฐบาลเห็นว่าไม่ควรแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวอีกต่อไป เรื่องนี้จึงเป็นอันยุติ

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2476 ได้ผ่านพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2476 มีผลบังคับใช้เมื่ิอ 9 ธันวาคม 2476 ส่งผลให้ยกเลิกมณฑลพายัพ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นจังหวัดแทน แต่ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครยังคงมีอยู่ในเมืองเชียงใหม่และลำพูน

เมืองเชียงใหม่ ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมาตั้งแต่ เจ้าแก้วนวรัฐ ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2482 แม้จะมีการเสนอชื่อระหว่างเจ้าราชบุตรที่มีนิสัยซื่อสัตย์แต่ไม่เป็นผู้กว้างขวาง กับเจ้าพงษ์อินทร์ที่สนิทสนมกับมิชชันนารีให้เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่พระองค์ใหม่ แต่รัฐบาลสยามมีความกังวลว่าเจ้านายเชียงใหม่จะหันไปใกล้ชิดกับชาติตะวันตก ซึ่งอาจนำความยุ่งยากมาในภายหลัง จึงไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวอีกต่อไป

เมืองลำพูน ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมาตั้งแต่ เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2486

พลตรีมหาอำมาตย์โท เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ พระนามเดิม เจ้าน้อยจักรคำ ประสูติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2418 ที่คุ้มหลวงนครลำพูน เป็นพระโอรสในเจ้าอินทยงยศโชติกับแม่เจ้ารถแก้ว ดำรงตำแหน่งเจ้าอยู่ครองนครลำพูนตั้งแต่ พ.ศ. 2454-2486

เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ก็เฉกเช่นเดียวกับเจ้าผู้ครองนครในล้านนาพระองค์อื่น ๆ ที่ถูกลดบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจไปมาก แม้จะประสบปัญหาด้านการเงินอยู่บ้าง แต่พระองค์ก็ทรงบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์เป็นอย่างดี ทรงบริจาคเงินเพื่อพัฒนาบ้านเมืองโดยตลอด เช่น บริจาคที่ดินสร้างโรงเรียน บริจาคเงินซื้ออาวุธ สงเคราะห์ชาวบ้าน ทำนุบำรุงศาสนา

ด้วยพระจริยวัตรและพระกรณียกิจที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลสยามอยู่ตลอดมา พระองค์จึงได้รับการดูแลจากรัฐบาลสยามอย่างดี เมื่อครั้งที่ประชวรด้วยพระโรคเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ ได้เสด็จมารักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศิริราช ในการอุปถัมภ์ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น

ขณะประทับที่โรงพยาบาล ต่างก็มีบรรดาข้าราชการ ผู้สำเร็จราชการ ผู้แทนพระองค์ ฯลฯ มาเยี่ยมอาการเจ้าจักรคำขจรศักดิ์อยู่เสมอ กระทั่งพระอาการมีแต่ทรงกับทรุด จึงทรงขอลากลับไปรักษาพระองค์ที่คุ้มหลวงเมืองลำพูน นายกรัฐมนตรีจึงให้จัดรถไฟขบวนพิเศษจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปส่งเสด็จถึงเมืองลำพูน กระทั่งถึงแก่พิราลัยเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2486

การที่เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ถึงแก่พิราลัยและไม่ได้มีการแต่งตั้งตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครในล้านนา จึงอาจนับได้ว่าระบบเจ้าประเทศราชได้ถึงกาลสิ้นสุดอย่างเป็นทางการ แม้ในทางพฤตินัยและนิตินัย ตำแหน่ง “เจ้าประเทศราช” และ “เจ้าผู้ครองนคร” จะหมดบทบาทและความสำคัญลงไปนานแล้วก็ตาม

ราว พ.ศ. 2317 ที่ราชวงศ์ทิพย์จักรและชาวล้านนาเข้าสวามิภักดิ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ล่วงเลยถึง พ.ศ. 2486 ที่พลตรีมหาอำมาตย์โท เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ถึงแก่พิราลัย เป็นระยะเวลากว่า 170 ปีที่ล้านนาดำรงฐานะเป็นประเทศราช นับแต่นั้นจึงถือได้ว่าล้านนาถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยาม-ไทยโดยสมบูรณ์

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

พงศาวดารโยนก ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. (2504). กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองรัตน์.

วรเทวี (ณ ลำพูน) ชลวณิช. (2550). ที่ระลึกในงานบูรณะกู่บรรจุอัฐิเจ้าผู้ครองนครลำพูน ชายา และเจ้านายสกุล ณ ลำพูน ณ เชียงใหม่. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. (2560).เปิดแผนยึดล้านนา.พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มติชน.

สรัสวดี อ๋องสกุล. (2557). ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 10 กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จุดสิ้นสุดระบบ “เจ้าผู้ครองนคร” เมื่อเจ้าจักรคำขจรศักดิ์เมืองลำพูน พิราลัย พ.ศ. 2486

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...