โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ค้นหาภาพแรกของ "พระเจ้ากรุงสยาม" ที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 มิ.ย. 2567 เวลา 06.55 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2567 เวลา 06.24 น.

ภาพแรกของ พระเจ้ากรุงสยาม คือภาพใด? ก่อนอื่นต้องกล่าวถึง “พระบรมฉายาลักษณ์” เสียก่อน

พระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดิน นอกจากจะเป็นภาพขององค์พระประมุขแล้ว ยังเป็นภาพพจน์ของประเทศอีกด้วย รูปวาด รูปถ่าย และรูปปั้น เป็นเครื่องมือของผู้นำโลกตะวันตกใช้ในการประชาสัมพันธ์ตนเอง ภาพเหล่านี้แฝงไว้ซึ่งอำนาจ บารมี เป็นตัวแทนของความเคารพนับถือ

พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 หรือ “พระเจ้ากรุงสยาม” แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เกิดขึ้นเพราะการเลียนแบบทัศนคติของผู้นำยุโรป แต่ภาพแรกของพระองค์ก็ยังเป็นเรื่องสับสนในหน้าประวัติศาสตร์ไทย บทความนี้ช่วยวิเคราะห์ข้อเท็จจริงข้างหลังภาพที่คนไทยไม่ทันได้เห็น

มีสิ่งที่ควรบันทึกไว้ว่าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ ถูกเผยแพร่ออกไปเกือบจะทันทีที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ใน พ.ศ. 2394 (ค.ศ. 1851) เพื่อลบล้างอคติในใจชาวตะวันตกที่เคยมองสยามเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ล้าหลัง และปิดบังตัวเอง

ชาวสยามเปิดเผยตนเองล่าช้ากว่าชาวยุโรปหลายปี รัชกาลที่ 4 ทรงเกิดความคิดที่จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของพระองค์ทุกรูปแบบสู่สายตาโลกภายนอก วิธีที่ทันสมัย รวดเร็ว และได้ผลดีที่สุดทรงพบว่าต้องใช้ “หนังสือพิมพ์” เป็นสื่อ

การประชาสัมพันธ์ภาพผู้นำประเทศในสมัยแรกนั้น กษัตริย์แต่ละพระองค์ย่อมประกวดประขันกันอยู่ในเชิง ในอันที่จะสร้างสรรค์ให้ภาพที่ออกมาดูภูมิฐาน มีอำนาจ และสง่าผ่าเผย เพราะนอกจากจะแสดงเดชะพระบารมีอันแก่กล้าแล้ว ยังส่งผลไปยังภาพพจน์ของประเทศและการยอมรับในสังคมโลก

แหล่งของสื่อในยุคแรกเริ่มก็ไม่หนีที่ตั้งกันอยู่แล้วในประเทศมหาอำนาจเท่านั้น ซึ่งก็ผูกขาดอยู่เฉพาะในโลกตะวันตก โดยหลัก ๆ ก็คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ซึ่งล้วนแต่มีอิทธิพล และสื่อสิ่งพิมพ์อันทรงอานุภาพที่คนทั่วไปยอมรับ ภาพที่ออกจากแหล่งข่าวเหล่านี้ จึงมีแนวโน้มจะโดนใจผู้ที่ได้เห็น ให้คล้อยตามความคิดและการนำเสนอของตนโดยไม่ลำบากนัก

ประเพณีการเปิดเผยภาพลักษณ์ผู้ปกครองโลก (Rulers of The World) จึงท้าทายประเทศยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในระดับแนวหน้าด้วยกัน ซึ่งต่างก็มีเครื่องจักรกล มีความรู้ด้านเทคนิคการพิมพ์ และที่สำคัญคือมีฐานเสียงเพียงพอที่จะสนับสนุนเดชานุภาพของผู้ที่ปรากฏอยู่ในภาพนั้น

ภาพผู้นำโลกเปิดเผยครั้งแรกในสื่อสาธารณะเมื่อใด?

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าภาพของผู้นำประเทศในอดีตกาลถูกเปิดเผยเมื่อใด แต่ถ้าใช้หนังสือพิมพ์ยี่ห้อเก่าแก่ที่สุดของโลกตะวันตกเป็นเกณฑ์แล้ว ก็จะพบว่าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งชื่อ GLEASON’S PICTORIAL ของสหรัฐอเมริกา เริ่มออกจำหน่ายเมื่อกลางรัชกาลที่ 3 ของไทย เคยประชาสัมพันธ์ภาพผู้นำที่มีชื่อเสียงที่สุดของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ไว้เป็นครั้งแรกลงในฉบับวันที่ 7 มกราคม 1854 (พ.ศ. 2397)

ภาพภาพนี้เป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าภาพเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างไรต่อการสร้างกระแสและการยอมรับในตัวบุคคล การที่สื่อสาธารณะนำภาพแบบนี้ออกมาเปิดเผย ย่อมส่งผลสะท้อนความเป็นกลางทางสังคม เกิดความเป็นอิสระในการนำเสนอ ดูน่าเชื่อถือและมีผลทางด้านจิตวิทยาต่อผู้อ่าน

ภาพที่ปรากฏในสมัยนั้นเป็นภาพวาดลายเส้น (Engraving) บางทีก็เรียกภาพแกะลายไม้ เพราะถึงแม้กล้องถ่ายรูปจะถูกคิดค้นขึ้นมาใช้แล้วก็ตาม (กล้องถ่ายรูประบบดาแกโรไทป์ของฝรั่งเศส ถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1837 และรูปมนุษย์คนแรกที่ถูกถ่ายภาพติดเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1839-ผู้เขียน) แต่ภาพจากกล้องถ่ายรูปก็ยังไม่แพร่หลายเท่ากับภาพวาดลายเส้น ทั้งกล้องถ่ายรูปยังต้องพัฒนาต่อไปอีกก่อนจะเกิดยุคของการนำภาพถ่ายมาใช้กับสื่อ

จึงพอจะอนุมานได้ว่า ภาพของผู้นำโลกที่วาดด้วยฝีมือคน ถูกนำไปแกะเป็นบล็อคบนแท่นพิมพ์ แล้วพิมพ์ออกมาเป็นภาพประกอบบนหน้าหนังสือพิมพ์ก่อนภาพถ่าย

หนังสือพิมพ์ของสหรัฐอเมริกาฉบับดังกล่าว (ดูภาพประกอบ) จาก ค.ศ. 1854 (พ.ศ. 2397) เปิดเผยภาพลายเส้นของผู้นำประเทศที่มีอิทธิพลที่สุดในยุคนั้น โดยนำมาจัดอันดับเรียงกันตามความเหมาะสม รวมได้ 18 ท่าน ดังมีรายพระนามและรายนามต่อไปนี้

(หน้าซ้าย ตามเข็มนาฬิกา)
ประธานาธิบดีแฟรงคลิน เพียซ (สหรัฐ),
พระราชินีอิซาเบลลาที่ 2 (สเปน),
พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 1 (รัสเซีย),
พระเจ้าออสการ์ (กรุงสวีเดนและนอร์เวย์),
พระเจ้าเฟรเดอริกวิลเลียมที่ 4 (ปรัสเซีย),
ประธานาธิบดีซานตา อันนา (เม็กซิโก),
พระเจ้านโปเลียนที่ 3 (ฝรั่งเศส),
พระเจ้าลีโอโปลด์ (เบลเยียม),
สุลต่านอับดุลมายิด (ตุรกี)

(หน้าขวา ตามเข็มนาฬิกา)
สมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย (อังกฤษ),
พระราชินีมาเรียที่ 2 (โปรตุเกส),
พระเจ้าแม็กซิมิเลียน (บาวาเรีย),
พระเจ้าวิลเลียมที่ 3 (ฮอลแลนด์),
พระเจ้าเซียนเฟ็งฮ่องเต้ (จีน),
สมเด็จพระสันตะปาปา (โป๊ป) ปิอุส (แห่งกรุงโรม),
พระเจ้าฟรานซิส โจเซฟ (ออสเตรีย),
พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 (เดนมาร์ก),
พระเจ้าวิกเตอร์เอมมานูเอล (ซาร์ดิเนีย)

(หมายเหตุ) 1. ภาพทั้งหมดวาดโดยศิลปินประจำกอง บ.ก. ชื่อ นาย G.H. Hayes บรรยายใต้ภาพว่า ภาพของผู้ปกครองจากประเทศหลัก ๆ ที่มีในโลกในปัจจุบันนี้ 2. ในสมัยนั้นประเทศเยอรมนีและอิตาลียังไม่มีการรวมชาติ ยังแยกตัวเป็นรัฐอิสระ ได้แก่ ปรัสเซีย บาวาเรีย และซาร์ดิเนีย [5]

การจัดอันดับครั้งนี้ บรรณาธิการได้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการพิมพ์ภาพแจกผู้อ่านเป็นที่ระลึก เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ประจำ ค.ศ. 1854 (พ.ศ. 2397) และเพื่อเปิดเผยรูปร่างหน้าตาของผู้นำประเทศในเวลานั้นมาให้ดูเป็นขวัญตา

ในมุมมองของนักอนุรักษนิยม ยังสามารถบอกได้ว่า ชาวตะวันตกต้องการประกาศศักดาของผู้นำตะวันตกด้วยกัน เพื่อเทียบรัศมีผู้นำอเมริกันกับผู้นำยุโรป โดยให้ความสำคัญกับประเทศตะวันตกเป็นอันดับแรก ส่วนประเทศทางตะวันออกจะให้เกียรติก็เฉพาะผู้ที่มีสัมพันธไมตรีอยู่แล้วกับชาวตะวันตกเท่านั้น คือพระเจ้ากรุงตุรกีและพระเจ้ากรุงจีน

แต่กับประเทศที่ด้อยกว่าอีกมากในเอเชียและแอฟริกาหรืออาณานิคมของยุโรปจะไม่ถูกกล่าวถึง เพราะเทียบกันไม่ได้ ทั้งยังแสดงว่าชาวตะวันตกไม่ได้ให้ความสำคัญกับซีกโลกตะวันออกเท่าที่ควร นอกเหนือไปกว่าบุคคลที่มีอำนาจทัดเทียมกับตนเท่านั้น ดังคำบรรยายถึงพระเจ้ากรุงตุรกีว่า “ตุรกีเป็นประเทศมหาอำนาจทางตะวันออกที่น่าสนใจ เป็นประตูสู่เอเชีย มีผู้นำชาวมุสลิมที่ต้องการจะมีปฏิสัมพันธ์กับเราชาวคริสเตียนในเวลานี้” [2]

แต่ในมุมมองของนักสังเกตการณ์แล้ว ยังแสดงว่าเฉพาะประเทศที่เจริญแล้วเท่านั้นที่ประมุขจะเปิดใจให้กว้างพอที่จะติดต่อกับชาวต่างชาติ หรือเปิดเผยข้อมูลข่าวสารและรูปภาพของผู้นำประเทศให้เป็นที่รู้จัก ผู้นำจากชาติที่ด้อยพัฒนา ยังเข้าไม่ถึงวิวัฒนาการของการถ่ายรูป เช่น พระเจ้ากรุงญี่ปุ่นและพระเจ้ากรุงสยาม (รัชกาลที่ 1-3) เป็นต้น จึงไม่มีภาพมาให้ชม อีกทั้งนโนบายของชาวเอเชียก็ยังปิดบังและอำพรางตัวเอง โดยที่ไม่ต้องการทำตัวสนิทสนมกับฝรั่งตะวันตกมากนัก ดังคำบรรยายถึงพระเจ้ากรุงจีนว่า

“เรากำลังรอคอยความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเมืองจีน และหวังว่าพระเจ้ากรุงจีนจะเปิดประเทศของพระองค์รับสิ่งใหม่ๆ ที่เจริญกว่า หลังจากที่หลับใหลมาช้านาน” [2]

อย่างไรก็ดี ทรรศนะที่ได้จากการรวมตัวในภาพนี้ ถึงจะไม่มีผลทางการเมืองอย่างฉับพลัน แต่ก็ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของความปรองดอง การเปิดใจกว้าง และการยอมรับของคนหมู่มาก

ผู้นำจากดินแดนที่ไม่เป็นที่รู้จัก อาจจะยังไม่ค้นพบเทคโนโลยีของการถ่ายรูป ยังไม่เห็นความสำคัญของการติดต่อกับชาวต่างประเทศ จึงไม่มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก และเนื่องจากไม่มีข้อมูล จึงไม่มีหนทางที่จะติดต่อประสานกัน

ความเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้นสำหรับประเทศสยาม ที่แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่สยามก็มีประวัติความสัมพันธ์อันดีกับชาวตะวันตกมาหลายร้อยปี ความสัมพันธ์ต้องขาดตอนลงเพราะสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน ต่อมาก็เป็นสงครามกอบกู้อิสรภาพ

เมื่อเริ่มกรุงรัตนโกสินทร์ สยามยังห่างเหินชาวตะวันตกเพราะอุปสรรคในเรื่องภาษาและความแตกต่างทางวัฒนธรรม อังกฤษเป็นชาติแรกที่บุกเบิกเข้ามาในสยามอีกครั้ง ตั้งแต่ในรัชกาลที่ 2 และที่ 3 แต่พระเจ้ากรุงสยามก็ยังไม่ทรงเห็นความสำคัญของฝรั่ง เรามีสัมพันธ์อันดีกับเมืองจีน และสมัครใจที่จะติดต่อค้าขายกับจีนอย่างสนิทใจก่อนพวกฝรั่ง

โครงการนำร่องก่อนเกิดพระบรมสาทิสลักษณ์ภาพแรก

หนังสือพิมพ์จากตะวันตก เป็นฐานข้อมูลในการเปิดเผยพระบรมสาทิสลักษณ์ภาพแรกของ พระเจ้ากรุงสยาม แต่แหล่งข่าวตะวันตกที่เชื่อถือได้ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนที่พระบรมฉายาลักษณ์ภาพแรกจะเกิดขึ้นนั้น ยังเคยมีความพยายามที่จะแนะนำราชสำนักไทย โดยใช้ตราประจำรัชกาลเป็นสื่อในการเปิดตัว

หนังสือพิมพ์อังกฤษชื่อ THE ILLUSTRATED LONDON NEWS ฉบับวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1856 (พ.ศ. 2399) เปิดเผยว่า ภาพพจน์ครั้งแรกที่สุดของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็คือ พระราชลัญจกร (ตราของพระเจ้าแผ่นดิน) และ พระบรมนามาภิไธย (ลายเซ็นพระนาม) ต่างหาก ที่ชาวต่างประเทศเห็นก่อนรูปร่างหน้าตา โดยให้ข้อมูลว่า

“ทางเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการติดต่อประสานงาน (ผ่านทาง ศาสตราจารย์วิลสัน แห่งบริษัทอินเดียตะวันออก) จากพระเจ้ากรุงสยาม แจ้งพระราชประสงค์ในการเผยแพร่ลวดลายของตราประจำรัชกาลของพระองค์กับเรา เรามีความยินดีที่จะสนองพระราชบัญชานั้น

สยามมีพระเจ้าแผ่นดิน 2 พระองค์ในเวลาเดียวกัน องค์หนึ่งเป็นพี่ อีกองค์หนึ่งเป็นน้อง ทั้งสองพระองค์ทรงเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ คำบรรยายประกอบภาพพระราชลัญจกร เป็นสำเนาจากพระเจ้าแผ่นดินองค์พี่ที่ทรงส่งมาพร้อมกับพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ พระนามเต็มก็คือ สมเด็จพระศรีปรเมนทรมหามงกุฎ คำสุดท้ายเป็นภาษาไทย คำอื่นๆ เป็นภาษาสันสกฤต ฯลฯ

(1) พระราชลัญจกรดวงที่ 1 (ที่ส่งมาแสดง-ผู้เขียน) เป็นดวงตราใหญ่ประจำราชอาณาจักรสยามและเมืองประเทศราช ชื่อตราไอยราพต ใช้ประทับในสนธิสัญญากับต่างประเทศ
(2) ต่อมาเป็นพระราชลัญจกรประทับในพระบรมราชโองการ
(3) พระราชลัญจกรถัดมาเป็นตัวอักษรจีน เรียกตราพระมหาโลโตตราทั้ง 3 ดวงนี้แสดงพระราชอำนาจของพระองค์
(4) พระนามในภาษาจีนของพระเจ้ากรุงสยามองค์ปัจจุบัน

(5) พระราชลัญจกรประจำพระองค์ของพระเจ้ากรุงสยาม (และ) ลายเซ็นพระนาม” [5]

การเปิดเผยภาพแรกของ “พระเจ้ากรุงสยาม”

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเชื่อว่าอิทธิพลของชาวตะวันตก กำลังกดดันให้ไทยต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับฝรั่งมากขึ้นกว่าเดิม อังกฤษและฝรั่งเศสหันมาใช้นโยบายการค้านำการเมืองเช่นเดียวกับที่ทำกับจีน

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายเหตุผลที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงยอมทำสัญญากับอังกฤษ ความว่าอย่างไร ๆ ไทยก็คงต้องทำหนังสือสัญญากับอังกฤษ ผิดกันแต่ช้าหรือเร็ว ถ้าไม่ยอมทำก็คงเกิดภัยอันตรายแก่บ้านเมือง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงพระราชดำริว่า ทางที่จะปลอดภัยมีทางเดียวคือต้องรับทำหนังสือสัญญาโดยดีให้เกิดไมตรีจิตต่อกัน แล้วจึงชี้แจงกันฉันมิตรให้ลดหย่อนผ่อนผันในภายหลัง อย่าให้เกิดยุคเข็ญแก่บ้านเมืองในตอนนี้”

และทรงอธิบายถึงพระราชกุศโลบายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “การเปิดเผยตัวเอง ก่อนอื่นทรงตระหนักว่าต้องทำให้ฝรั่งนับถือ”

วิธีประชาสัมพันธ์ตนเองของรัชกาลที่ 4 มีข้อเท็จจริงระบุอยู่ในหนังสือกษัตริย์กับกล้อง ความว่า

“พระจอมเกล้าฯ ทรงเปิดประเทศสยามรับอารยธรรมจากชาวตะวันตก ทรงเป็นทั้งนักประชาสัมพันธ์และนักการทูตที่สำคัญมากพระองค์หนึ่ง ทรงส่งพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์เองฉายโดยระบบดาแกโรไทป์พระราชทานแก่พระประมุขในยุโรปและอเมริกา พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์เองเปรียบเสมือนสื่อเจริญพระราชไมตรีที่สำคัญ และยังแสดงให้เห็นว่าสยามได้เริ่มมีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 4 ได้มีบทบาทส่วนหนึ่งเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติในสมัยนั้นด้วย” [1]

ถึงบรรทัดนี้ ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ได้ก็คือ พระบรมฉายาลักษณ์ภาพที่ 1 ก็คือภาพของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายคู่กับสมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี ถูกส่งไปพระราชทานประธานาธิบดีแฟรงคลิน เพียซ (Franklin Pierce) แห่งสหรัฐอเมริกา ใน ค.ศ. 1856 (พ.ศ. 2399)

มีข้อสังเกตที่ควรกล่าวไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่าภาพนี้ถูกเผยแพร่อยู่ในวงแคบ ๆ ที่เห็นกันก็เฉพาะท่านประธานาธิบดีและบุคคลใกล้ชิดท่านเท่านั้น คนอเมริกันอื่น ๆ ไม่มีโอกาสได้เห็น [1]

แต่ภาพที่ 2, 3 และ 4 หลังจากนี้ต่างหากที่ เกิดขึ้นตามมาใน ค.ศ. 1857 (พ.ศ. 2400) เป็นภาพที่กว้างขวางที่สุด เผยแพร่ไปไกลที่สุด และมีคนเห็นมากที่สุด เพราะเผยแพร่อยู่ในหนังสือพิมพ์ที่มียอดจำหน่ายเป็นแสนฉบับต่อวันส่งไปจำหน่ายทั่วทุกมุมโลก และจะมีผลตอบรับมากมายในภายหลัง

สื่อมวลชนตะวันตกขานรับภาพทั้งสามนี้ โดยบรรยายสรรพคุณของรัชกาลที่ 4 ว่าเป็นคนใจกว้าง เปิดเผย และมีไมตรีจิตต่อชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นทรรศนะที่ผิดแผกแตกต่างจากพระเจ้ากรุงจีนที่เคยถูกตีแผ่มาก่อนหน้านี้ ต่อไปเป็นโฉมหน้าของภาพที่เหลือ

ภาพที่ 2 ปรากฏใน ค.ศ. 1857 (พ.ศ. 2400) พิมพ์อยู่ในหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส ชื่อ L’ILLUSTRATION ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 1857 อันเป็นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ มีจำนวนพิมพ์เป็นแสนฉบับส่งไปจำหน่ายทั่วฝรั่งเศส รวมทั้งยุโรป และทั่วโลกด้วย

ภาพที่พิมพ์เป็นภาพครึ่งพระองค์วาดด้วยลายเส้น พิมพ์อยู่บนหน้ากลางด้านซ้ายบน ประกอบเนื้อข่าวการที่พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ทรงจัดส่งคณะราชทูตฝรั่งเศสชุดแรก โดยการนำของมงตีญี่ เข้ามายังกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1856 (พ.ศ. 2399) [4]

หลักฐานใหม่ : พระบรมสาทิสลักษณ์รัชกาลที่ 4 ภาพนี้ ควรได้รับการจัดอันดับเป็นภาพวาดภาพแรกของพระองค์ วาดขึ้นประมาณวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1856 หรือหลังจากนั้นไม่นาน เป็นภาพฝาแฝดกับอีกภาพหนึ่ง วาดโดยศิลปินคนเดียวกันกับพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 4 ที่เก็บรักษาอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป กรุงเทพฯ (อ้างจาก อาจารย์อภินันท์ โปษยานนท์ ในหนังสือจิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก)

ผู้วาดคือ นายแปร์ แฟร์รี่ (M. Peyre-Ferry) ผู้ติดตามคณะทูตฝรั่งเศสเข้ามาใน ค.ศ. 1856 เป็นคนคนเดียวกันกับ นายพีซ เฟร์รี่ ที่ อาจารย์อภินันท์กล่าวถึงว่าเป็นชาวยุโรปคนแรกที่วาดภาพรัชกาลที่ 4 ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย โดยที่ นายแปร์ แฟร์รี่ เซ็นชื่ออยู่บนรูปเป็นหลักฐานไว้ ต่อมาภาพนี้ถูกนำไปพิมพ์ซ้ำในหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส ฉบับ ค.ศ. 1857 เผยแพร่ไปทั่วโลก

การเข้ามาของคณะราชทูตฝรั่งเศสชุดนี้ เป็นการเปิดศักราชใหม่ของประเพณีการเลียนแบบพระราชนิยมตามอย่างราชสำนักฝรั่งเศส โดยในการนี้รัชกาลที่ 4 ทรงคิดที่จะสร้างพระบรมรูปปั้น และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ส่งไปพระราชทานพระเจ้านโปเลียนที่ 3 เป็นการตอบแทน และยังทำให้เกิดมีพระบรมสาทิสลักษณ์พระเจ้านโปเลียนที่ 3 กับพระนางเออเจนี ที่พระเจ้านโปเลียนที่ 3 พระราชทานเข้ามาพร้อมกับราชทูต ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่ส่วนงานบูรณะราชภัณฑ์ สำนักพระราชวังกรุงเทพฯ

นอกจากพระบรมสาทิสลักษณ์รัชกาลที่ 4 “พระเจ้ากรุงสยาม” แล้ว หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ยังได้เปิดเผยพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และกรมหลวงวงศาธิราชสนิท รวมถึงภาพวาดขบวนเรือต้อนรับคณะราชทูต และภาพพิธีการเข้าเฝ้าภายในพระบรมมหาราชวังอีกด้วย (ดูภาพประกอบ) [4]

ภาพที่ 3 ปรากฏใน ค.ศ. 1857 (พ.ศ. 2400) พิมพ์อยู่ในหนังสือชื่อ THE KINGDOM AND PEOPLE OF SIAM เขียนโดย เซอร์จอห์น เบาริ่ง (Sir John Bowring) พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ John W. Parker & Son ประเทศอังกฤษ เป็นหนังสือปกแข็งเล่มสีเขียว มี 2 เล่มชุด พรรณนาถึงประเทศสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 4 ถือว่าเป็นสิ่งพิมพ์ชั้นยอด เท่าที่เทคโนโลยีการพิมพ์ของยุคนั้นจะทำได้ คาดว่าพิมพ์เป็นจำนวนหลายพันชุด เผยแพร่ในอังกฤษและทั่วโลก

นอกจากเนื้อหาที่น่าสนใจแล้ว ยังได้พิมพ์พระบรมสาทิสลักษณ์รัชกาลที่ 4 โดยพิมพ์เป็นรูปสอดสีด้วยเทคนิคการพิมพ์หิน หรือ Lighograph เป็นภาพที่ดัดแปลงมาจากภาพลักษณะเดียวกันกับภาพที่ นายแปร์ แฟร์รี่ วาดไว้ใน ค.ศ. 1856

ภาพที่ 4 ปรากฏใน ค.ศ. 1857 (พ.ศ. 2400) เช่นกัน ลงพิมพ์อยู่ในหนังสือพิมพ์ของสหรัฐอเมริกา ชื่อ HARPER’SWEEKLY ฉบับวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1857 มีลักษณะคล้ายคลึงกับภาพที่ 2 และ 3 กล่าวคือรัชกาลที่ 4 ทรงพระมาลาสูงประดับเพชรพลอย และทรงฉลองพระองค์เสื้อครุยปักดิ้นเงินดิ้นทอง โดยเลียนแบบมาจากภาพวาดของ นายแปร์ แฟร์รี่ ทั้งสิ้น

ค.ศ. 1857 ยังเป็นปีสำคัญเพราะราชทูตของรัชกาลที่ 4 ชุดแรกโดยการนำของพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เดินทางถึงกรุงลอนดอน ข่าวเรื่องเมืองไทยและรัชกาลที่ 4 ถูกเปิดเผยอย่างกว้างขวาง หนังสือพิมพ์ในโลกตะวันตกจึงต้องการตีพิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ให้เป็นที่รู้จักในโอกาสเดียวกัน [3]

สรุป ภาพลักษณ์แรกที่สุดของพระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลก เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1856 (พ.ศ. 2399) มีทั้งภาพถ่ายและภาพวาด โดยเฉพาะภาพวาดครึ่งพระองค์ ฝีมือจิตรกรชาวฝรั่งเศส ชื่อ แปร์ แฟร์รี่ นั้นถูกใช้เป็นต้นแบบ นำไปวาดซ้ำแล้วพิมพ์เผยแพร่บนหน้าหนังสือพิมพ์อย่างกว้างขวางในปีถัดมา คือ ค.ศ. 1857(พ.ศ. 2400) ล้วนสืบเนื่องมาจากความต่อเนื่องจากการติดต่อกับโลกตะวันตกด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ 1. การทำสนธิสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษ ใน ค.ศ. 1855 (พ.ศ. 2398) และ 2. การเดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีของคณะราชทูตฝรั่งเศส ใน ค.ศ. 1856 (พ.ศ. 2399)

นับแต่ ค.ศ. 1856 เป็นต้นมา พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เป็นที่รู้จักคุ้นตาชาวตะวันตก เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์องค์อื่น ๆ จากทั่วโลก

ที่น่าสังเกตคือ ภาพของพระองค์เป็นภาพของกษัตริย์ในลำดับที่ 3 จากทวีปเอเชีย รองจากพระเจ้ากรุงจีน และพระเจ้ากรุงตุรกีเท่านั้น และมีความหมายอย่างยิ่งต่อการประชาสัมพันธ์ภาพพจน์ของเมืองไทยในสมัยเปิดประเทศ เป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ในการแนะนำเมืองไทยอย่างเป็นรูปธรรมสืบต่อมา

หมายเหตุ : จัดย่อหน้า เว้นวรรค และเน้นคำโดยกอง บก. ออนไลน์

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เอกสารประกอบการค้นคว้า :

[1] ศักดา ศิริพันธ์. กษัตริย์กับกล้อง. กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์, 2535.

[2] GLEASON’S PICTORIAL, New York, 7 January 1854.

[3] HARPER’S WEEKLY, New York, 18 July 1857.

[4] L’ILLUSTRATION, Paris, 23 May 1857.

[5] THE ILLUSTRATED LONDON NEWS, London, 1 November 1856.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 ตุลาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค้นหาภาพแรกของ “พระเจ้ากรุงสยาม” ที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...