โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

300 ปี เหยือกเงินกะไหล่ทอง ราชบรรณาการจากพระนารายณ์แด่พระเจ้าหลุยส์ที่14

Sarakadee Lite

อัพเดต 19 ม.ค. 2564 เวลา 07.34 น. • เผยแพร่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 10.22 น. • ทศพร กลิ่นหอม

นับเป็นเวลา 300 กว่าปีที่ เหยือกเงินกะไหล่ทอง สลักลวดลายดอกไม้และนกที่ผลิตขึ้นในประเทศจีนซึ่งมีน้ำหนัก 533 กรัม หนึ่งในบรรดาเครื่องราชบรรณาการที่สมเด็จพระนารายณ์แห่งกรุงศรีอยุธยาถวายแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสได้กลับคืนสู่ พระราชวังแวร์ซาย ในฐานะมรดกของชาติด้านประวัติศาสตร์และศิลปะ ภายหลังรอดพ้นจากการถูกปล้นสะดมครั้งใหญ่และการถูกนำมาหลอมเป็นเหรียญรวมถึงการวนเวียนในตลาดซื้อขายศิลปะอยู่นานหลายปี

เหยือกเงินกะไหล่ทอง ก่อนและหลังได้รับการอนุรักษ์ ภาพ : © EPV/Christophe Fouin

การเดินทางของเหยือกเงินกะไหล่ทองเริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2229 เมื่อคณะทูตจากสยาม นำโดยพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการจากพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าแผ่นดินแห่งฝรั่งเศสในขณะนั้น คือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เหยือกเงินใบนี้ถูกนำมาวางไว้ที่บริเวณท้องพระโรงที่เป็นสถานที่ทางฝรั่งเศสได้จัดให้มีการต้อนรับคณะทูตจากสยาม (ปัจจุบันคือห้องกระจกของพระราชวังแวร์ซาย)

เหยือกเงินกะไหล่ทอง

ต่อมาในปีพ.ศ.2240 เหยือกเงินใบนี้ถูกประทับตรา “หมายเลข 65” ที่ด้านใต้ของฐานอันหมายถึงหมายเลขประจำตัวของข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกระบุไว้ในรายการบัญชีทรัพย์สินของราชสำนักฝรั่งเศส จนล่วงเข้าปีพ.ศ. 2272 ได้มีการจัดระเบียบรายการทรัพย์สินดังกล่าวใหม่ เหยือกได้ถูกเรียกขานใหม่ว่า“เครื่องเงินหมายเลข 314” แทน และเพิ่มเติมด้วยการสลักตราประจำราชสำนักฝรั่งเศสที่เรียกว่า ลา เฟลอร์ เดอ ลี(La Fleur de Lys) และเครื่องหมายที่เป็นมงกุฎ 3 องค์เพิ่มเข้าไปซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเป็นเครื่องเงินและเครื่องทองของราชสำนักในสมัยนั้น

ภาพ: Bibliothèquenationale de France (หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส)

จนกระทั่ง พ.ศ.2334 เหยือกใบนี้ได้ถูกเคลื่อนย้ายออกจากพระราชวังแวร์ซายไปเก็บไว้ที่ โอเต็ล ดู การด์ เมอบัล (L’Hôtel du Garde-Meuble) ซึ่งเป็นแมนชั่นสำหรับเก็บบรรดาทรัพย์สินส่วนของราชสำนักทั้งหมด ที่ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 (Place Louis XV) หรือในปัจจุบันคือจัตุรัสกงกอร์ด (Place de la Concorde) ในมหานครปารีส ณ ที่แห่งนี้เครื่องราชบรรณาการชิ้นนี้ได้เปลี่ยนกลับมาเป็น หมายเลข65 เช่นเดิมและถูกจัดให้อยู่ในหมวดของกาน้ำชา เหยือกเงินอันแสนงดงามใบนี้ถูกตั้งนิ่งๆเงียบๆอยู่บนชั้นที่ 3 ของตู้เก็บของหมายเลข 8 ในห้องเครื่องประดับและอัญมณีในแมนชั่นแห่งนี้

ภาพ: Bibliothèquenationale de France (หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส)

เหยือกล้ำค่าใบนี้สามารถรอดพ้นจากการปล้นสะดมเครื่องเพชรของราชสำนักครั้งใหญ่ในเดือนกันยายนปีต่อมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ มิหนำซ้ำในปีถัดมาคือพ.ศ. 2336 ที่มีการจัดลำดับสิ่งของเครื่องเงินเครื่องทองของราชสำนักเพื่อนำกลับไปหลอมเป็นเหรียญตราขึ้นมาใช้ใหม่ในช่วงหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส เหยือกใบนี้ก็ยังไม่ถูกจัดให้อยู่ในลิสต์ดังกล่าวอีกด้วย

แต่ 4 ปีต่อมา เหยือกเงินนี้ก็ไม่สามารถรอดพ้นจากการประมูลขายข้าวของเครื่องใช้ในราชสำนักที่จัดขึ้นที่ โอเต็ล เดอ บุยยง (L’Hôtel de Bullion) นี่เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวนเวียนเข้าสู่เส้นทางของการซื้อ-ขายในตลาดศิลปะปีแล้วปีเล่า ท้ายที่สุดในช่วงของยุคจักรววรดิที่ 2 ของบรรณาการจากสยามชิ้นนี้อยู่ในการถือครองของตระกูล แตร์เครย์ เดอ มอร์คแดล-เว็งเด (Terray de Mordel-Vindé) ที่เป็นสายตรงของปิแอร์ แตร์เครย์ (Pierre Terray) น้องชายของผู้ตรวจการทรัพย์สินแผ่นดินในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ระหว่างปี พ.ศ. 2312-2317 และที่นี่เองเหยือกใบงามถูกตั้งโชว์เงียบๆอยู่ในตู้เก็บของของตระกูลและถูกลืมเลือนอีกครั้ง

ภาพ: Bibliothèquenationale de France (หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส)

ด้วยวิถีของตระกูลใหญ่อันแสนจะมั่งคั่งทั้งหลายที่มักจะมีเรื่องของความวุ่นวายไม่ลงรอยกับการแบ่งทรัพย์สินและมรดก ตระกูลแตร์เครย์เองก็หลีกไม่พ้นเช่นกันเมื่อถึงเวลาของการแบ่งมรดก บรรดาตู้เก็บของที่ถูกลืมก็ถูกเปิดออกมาอีกครั้ง ทนายความผู้รับผิดชอบเรื่องการจัดการของทรัพย์สินของตระกูลคือ เอคริค โบซ็อง (Eric Beaussant) และ ปิแอร์-อีฟ เลอแฟร์ฟ (Pierre-Yves Lefèvre) ที่ถือว่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการประเมินราคาทรัพย์สินและผลงานทางศิลปะชื่อดังในกรุงปารีส ทั้งคู่สังเกตว่าการสลักตราประทับและศิลปะลวดลายรวมถึงการตกแต่งของเหยือกที่มีออกซิไดซ์และสนิมขึ้นเกรอะใบนี้มันช่างไม่สอดคล้องเข้ายุคเข้าสมัยกันเลย

ภาพ: Bibliothèque national de France (หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส)

ทั้งสองจึงได้ปรึกษาและทำการตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านเครื่องเงินเครื่องทองของปารีสนามว่า เอเมอร์คริก ป๊อกติเย่ร์ (Emeric Portier) ร่วมกับฟิลิปป์ ปาลาสซี่ (Philippe Palassi) ผู้เชี่ยวชาญด้านตราประจำตระกูลของฝรั่งเศสให้ทำการศึกษาและตรวจสอบเพิ่มเติมว่าของชิ้นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ในที่สุดความจริงก็ปรากฏว่า เหยือกเงินกะไหล่ทองใบนี้คือของขวัญที่พระเจ้าแผ่นดินสยามถวายแด่พระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสเมื่อครั้งกว่า300 ปีที่ผ่านมา

ห้องกระจกในพระราชวังแวร์ซาย

เมื่อพิสูจน์ได้ดังนี้แล้วรัฐบาลฝรั่งเศสจึงระงับการออกใบอนุญาตการซื้อขายอย่างอิสระเหยือกใบนี้ และเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2559 กระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสได้จัดให้เหยือกเงินใบนี้เป็นทรัพย์สมบัติแห่งชาติที่มีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์และด้านศิลปะ รวมถึงกำหนดราคาของเหยือกใบนี้ไว้ที่ 1,000,000 ยูโร ด้วยความอนุเคราะห์และสนับสนุนจากกลุ่มบริษัทในเครือแอลวีเอ็มเอช (LVMH) เหยือกเงินกะไหล่ทองใบนี้จึงได้กลับมาอยู่ที่ห้องกระจกของพระราชวังแวร์ซายที่เรียกได้ว่าเป็นสถานที่แรกที่เหยือกใบนี้ได้มาปรากฏตัวที่ฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561

หากเป็นไปตามกำหนดเดิมตามที่ประกาศในเว็บไซต์ของพระราชวังแวร์ซาย เหยือกเงินกะไหล่ทองใบนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการชื่อ“La Chine et Versailles” (ลา ซีน เอ แวร์ซาย)ที่จะจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 12เมษายน-4 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ภาพ: Château de Versailles/Christophe Fouin (พระราชวังแวร์ซาย/คริสตอฟ ฟูแอ็ง) และ Bibliothèque national de France (หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส)

Fact File

  • คณะทูตจากสยามที่มีออกพระวิสุทธสุนทร หรือ โกษาปาน เป็นราชทูตนั้น เป็นทูตคณะที่ 2 จากสยามที่สามารถเดินทางมาถึงประเทศฝรั่งเศส แต่เป็นทูตคณะแรกที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พร้อมด้วยนักเรียนนอกของสยามชุดแรกจำนวน 12 คน
  • คณะทูตของโกษาปานเป็นคณะที่ 3 ที่สมเด็จพระนารายณ์มีพระราชประสงค์ที่จะส่งมาเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศสและเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระสันตะปะปาที่กรุงโรม โดยคณะทูตชุดแรกเริ่มเมื่อปีพ.ศ.2224 โดยมี ออกพระพิพัฒน์ราชไมตรีเป็นราชทูต แต่เรืออัปปางก่อนถึงฝรั่งเศส
  • ครั้งที่ 2 เมื่อกลางเดือนตุลาคม พ.ศ. 2227 คณะทูตของพระเจ้าแผ่นดินสยาม นำโดยบาทหลวง เบนิญ วาเชต์ (BénignVachet)เป็นหัวหน้าและมีออกขุนพิชัยวาทิตและออกขุนพิชิตไมตรี ติดตามไปด้วย วัตถุประสงค์หลักเพื่่อสืบข่าวของทูตคณะแรกที่หายไปและเพื่อแจ้งกับทางฝรั่งเศสถึงเรื่องการเดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีด้วย โดยได้ถือหนังสือมาถึงเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศเท่านั้น ไม่ได้เป็นการอัญเชิญพระราชสาสน์มาเหมือนครั้งแรก จึงไม่ได้เข้าเผ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14
  • ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2228 มีเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) หรือออกพระวิสุทธสุนทรเป็นราชทูต เรือเข้าเทียบฝั่งเมืองแบร็ตส์ (Brest) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2229 เป็นคณะทูตชุดแรกที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โปรดให้มีการจัดการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่และเป็นทางการ
  • ครั้งที่ 4 ออกขุนชำนาญเป็นทูตเชิญพระราชสาส์นและเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่14 และสมเด็จพระสันตะปะปาที่กรุงโรมอีกครั้งหนึ่ง ถึงฝรั่งเศสเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2231 และคณะทูตก็ได้พำนักอยู่ที่ฝรั่งเศสเกือบปี เมื่อทางฝรั่งเศสได้รับแจ้งข่าวการสวรรคตของพระนารายณ์และทางกรุงศรีอยุธยาไม่ต้อนรับและขับไล่ชาวฝรั่งเศสออกจากสยาม เมื่อพ.ศ. 2232 ราชสำนักฝรั่งเศสจึงส่งคณะทูตและเด็กนักเรียนไทยฝรั่งเศสกลับมาขึ้นฝั่งที่เมืองมะริดที่เป็นเมืองท่าของสยาม ซึ่งถือว่าเป็นการสิ้นสุดการส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีในรัชสมัยของกษัตริย์ของทั้งสองแผ่นดินเพียงเท่านี้

อ้างอิง

The post 300 ปี เหยือกเงินกะไหล่ทอง ราชบรรณาการจากพระนารายณ์แด่พระเจ้าหลุยส์ที่14 appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...