จดหมายจากความเหงา - หมอเอิ้น พิยะดา
“ฉันคือความเหงา ที่เกิดจากวันที่เค้าทิ้งเธอไป
เธอกลายเป็นคนที่ไม่มีใคร ต้องทุกข์ใจ เหมือนชีวิตมันขาดหาย
ฉันคือความเหงา ที่ได้เวลามาทักทาย
ฉันอาจจะจำเธอร้องให้ เธอนั้นจะเกลียดฉันสักเท่าไร
แต่ความ จริงอยากบอกเธอให้ได้รู้ว่าความเหงาไม่ได้อยู่ตลอดไป”
เพลงจดหมายจากความเหงา เป็นบทเพลงที่หมอเขียนไว้เมื่อ 7 ปีก่อน
ในอัลบัม Club friday based on true story
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หมอได้มีโอกาสกลับมาร้องเพลงนี้อีกครั้งในงาน
รวมตัวของนักเรียนหลักสูตรมาหาสารความสุข
นักเรียนคนหนึ่งขอเพลงนี้ขึ้นมาด้วยเหตุผลว่า เธอเพิ่งผ่านมรสุมความเหงามาอย่างสะบักสะบอม
และเพิ่งจะเรียนรู้ในการเป็นเพื่อนจากความเหงาได้อย่างเป็นสุข
หมอจึงได้มีโอกาสเล่าเบื้องหลังเพลงนี้ให้ทุกคนได้ฟัง
ก่อนที่จะมาทำหน้าที่ของการเป็นจิตแพทย์ หมอก็ต้องขอสารภาพว่า ตัวเองก็ไม่ชอบความเหงาเช่นเดียวกัน เพราะความเหงามักมากับความรู้สึกว่าเราไม่มีใคร การไม่มีใครมักทำให้เราไม่แน่ใจในคุณค่าของตัวเราเอง ฉันไม่น่าคนหรือ ฉันไม่น่ารักหรือ ฉันไม่ดีพอหรือ
จนมีอยู่วันหนึ่งหมอนั่งฟังความเศร้าของผู้หญิงคนนึงที่ตัดสินใจเลิกกับสามีเป็นครั้งที่สาม
เธอเป็นผู้หญิงที่เกิดมาในครอบครัวที่มาฐานะร่ำรวย และการเป็นลูกสาวคนเล็กคนเดียวของบ้าน
ก็ทำให้เธอถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนที่คอยช่วยเหลือ และคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้เสมอ
จนเธอเองไม่เคยรู้เลยว่าจริงๆแล้วตัวเองอยากได้อะไร อยากเป็นอะไร อยากทำอะไรและไม่เคยต้องอยู่คนเดียว
จนเธอได้พบกับสามี ผู้ชายที่เธอบอกกับตัวเองว่า “ฉันขอเป็นคนเลือกคู่ชีวิตของฉันเอง”
แม้ว่าจะไม่มีใครในครอบครัวที่เห็นด้วยกับเธอเลย เธอย้ายออกจากบ้านที่เต็มไปด้วยคนคอยประคบประหงบเพื่อไปใช้ชีวิตอยู่กับสามี สองปีแรกของการแต่งงานเธอมีความสุขมาก กับชีวิตที่เธอได้เลือก
แต่ทุกคนรอบข้างเธอกลับแปลกใจในการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างสุดโต่ง เพื่อเอาใจสามี เช่น รสนิยม การแต่งตัว การสังสรรค์อย่างหนัก จนแทบไม่เหลือเค้าของคนเดิมยกเว้นหน้าตา
เข้าปีที่สามของการแต่งงานสามีเธอเปลี่ยนไป เริ่มมีผู้หญิงอื่น และทำร้ายจิตใจเธอจนเกินจะรับไหว เธอกลับมาอยู่ที่บ้านกับพ่อแม่อีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไปคืนดีกับสามีและถูกทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำอีก หมอถามเธอว่า “เพราะอะไรเราจึงเลือกกลับไปในวงจรเดิมซ้ำๆ แม้รู้ว่าจะเจออะไร?”
คำตอบคือ “มันเหงาอะหมอ” เธอไม่ชอบความเหงาเอามากๆ
หมอฟังแล้วก็ไม่แปลกใจ เพราะชีวิตที่ผ่านมาเธอไม่เคยมีช่วงเวลาที่ไม่มีใคร ไม่อยู่กับพ่อแม่ ก็อยู่กับสามี แต่ที่น่าสังเกตคือเธอมักมีคำพูดติดปากเสมอว่า “อะไรก็ได้” และเธอก็จะเปลี่ยนไปตามความต้องการของคนที่เธออยู่ใกล้เสมอ
หมอจึงถามเธอว่า
“คุณรู้ว่าชีวิตต้องการใคร แล้วคุณรู้มั้ยว่าชีวิตคุณต้องการอะไร?”
เธออึ้งกับคำถามนี้ แล้วตอบว่า
“ไม่รู้ และไม่กล้ารู้ เพราะชีวิตถูกคนรอบข้างเลือกให้ มาทั้งชีวิต จนไม่ได้คิดว่าจะรู้ความต้องการของตัวเองไปเพื่ออะไร”
“อันนี้ถือเป็นข้อเสียของการที่ชีวิตต้องมีคนอื่นอยู่ด้วยตลอดเวลาได้มั้ย” หมอลองถามดู
เธอตอบว่า “เอ่อ ก็ใช่นะหมอ”
“หมอ แล้วถ้าอยู่คนเดียวมันเหงา เราต้องทำยังไง?
หมอเลยถามกลับว่า “แล้วการอยู่คนเดียวมันมีประโยชน์ยังไงบ้างละ?”
“ ก็คงไม่ต้องแคร์ใคร ได้อยู่กับตัวเองบ้าง ได้ทบทวนตัวเอง ได้ทำอะไรที่อยากทำ ได้รู้ว่าจริงๆตัวเองต้องการอะไร “
หมอจึงสรุปให้ว่า “เห็นมั้ยว่าการอยู่คนเดียวแล้วเหงา เราก็ใช้ประโยชน์จากความเหงานั้นได้เหมือนกัน”
เธอได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะชอบใจ พลอยให้หมอเองก็มีความสุขไปด้วย
รู้เลยว่านี่คงเป็นการหัวเราะที่เธอต้องการจริงๆ
หลังจากวันนั้น เมื่อเธอเริ่มยอมรับและเป็นมิตรกับความเหงาได้
เมื่อไม่ต้องรีบวิ่งไปหาใครเพื่อคลายเหงา เธอก็เริ่มออกจากวงจรเดิมได้ เริ่มมีเวลาอยู่กับตัวเอง เริ่มรักตัวเองได้โดยไม่ต้องผ่านคนรัก เริ่มรู้ว่าชีวิตต้องการอะไร
สุดท้ายทั้งหมอและหญิงสาวก็ได้เรียนรู้ร่วมกันว่า การเป็นเพื่อนกับความเหงาก็ทำให้เรามีความสุขได้
น่าสงสารความเหงา ที่ไม่มีใครชอบและพากันวิ่งหนีแต่ยิ่งหนีก็ยิ่งเหงา เพราะสุดท้ายแล้วความเหงานี่ละที่ไม่เคยทิ้งเราไปไหน และยังอยู่ให้เราเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากมันอยู่เสมอ
เพลงจดหมายจากความเหงา จึงถูกเขียนขึ้นแทนความรู้สึกของความเหงา
ที่อยากให้เรามองความเหงาในแง่ดีบ้าง
"หากมองโลกนี้ในแง่ดีสักครั้ง
เธอจะรู้ว่าต่อให้เหงามากมายสักเท่าไร
ก็ไม่ทำร้ายใครให้ต้องถึงตาย สบายใจได้เสมอ
อดทนเอาไว้ในเวลาที่เหงา
กลับมามองตัวเอาและชีวิตจริงที่ต้องเจอ
เพราะเธออาจเปลี่ยนจากความเหงาเป็นเพื่อนเก่าที่แสนดี "
--
ติดตามบทความใหม่ ๆ จาก หมอเอิ้น พิยะดา ได้ทุกวันพฤหสบดี บน LINE TODAY