โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงสัย! ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกบุกไทย ทหารเรือหายไปไหน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 ธ.ค. 2568 เวลา 00.03 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2568 เวลา 23.50 น.
เรือหลวงธนบุรีก่อนการรบในยุทธนาวีเกาะช้าง

สงสัย! สงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกบุกไทย ทหารเรือหายไปไหน

สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นในวันที่ 1 กันยายน 2482 เมื่อกองทัพเยอรมันบุกโปแลนด์ หลังจากนั้น 4 วัน ไทยประกาศตัวเป็นกลาง ตามพระราชโองการลงวันที่ 5 กันยายน 2482

นี่เป็นจุดเริ่มต้นอันมีส่วนสำคัญที่นำไทยเข้าสู่สงครามย่อย ๆ คือกรณีพิพาทอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งไทยถือเอาโอกาสเหมาะระหว่างที่ฝรั่งเศสกำลังรบติดพันและเพลี่ยงพล้ำเป็นข้อได้เปรียบที่จะเรียกร้องขอดินแดนคืนที่เสียไปเมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 ในกรณี ร.ศ. 112

กองทัพไทยเริ่มบุกเข้าดินแดนฝรั่งเศสในอินโดจีนตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2483 และรุกคืบได้ชัยชนะเรื่อยมา จนในที่สุดญี่ปุ่นก็ยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ย จนมีการลงนามในอนุสัญญาสันติภาพในวันที่ 9 พฤษภาคม 2484

แม้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้เราได้ดินแดนบางส่วนคืน แต่กองทัพไทยก็ตกอยู่ในสภาพบอบช้ำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกองทัพเรือต้องเสียเรือรบที่ส่งเข้าสงครามครั้งนี้ไปทั้งหมด คือเรือหลวงธนบุรี เรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรี

ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2

จนกระทั่งวันที่ 7 ธันวาคม 2484 ประชาชนชาวไทยกำลังอยู่ในบรรยากาศของงานฉลองรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลจัดขึ้น โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเหตุการณ์ร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวทุกที และในที่สุดกลางดึกของคืนวันที่ 7 ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 8 ธันวาคม ฝันร้ายก็เกิดขึ้นแบบตั้งตัวไม่ทัน

ทางฝ่ายรัฐบาลและทหารเองได้เตรียมการเรื่องนี้มานานพอสมควรแล้ว แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าญี่ปุ่นจะบุกจริง ๆ เพราะยังมีสนธิสัญญาที่จะไม่รุกรานกันค้ำประกันอยู่ ทางด้านการข่าว ไทยได้รับข่าวจากฝ่ายสัมพันธมิตรอยู่ตลอดเวลาให้เตรียมการในเรื่องนี้ และยืนยันว่าญี่ปุ่นวางแผนจะยึดครองอินโดจีนเป็นที่แน่นอน

และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ประมาณตีสองของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกตลอดแนวชายฝั่งของไทย เป็นการบุกแบบสายฟ้าแลบ และก็ประสบผลสำเร็จแทบจะเป็นเวลาเดียวกับฐานทัพอเมริกันที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ถูกกองทัพญี่ปุ่นถล่มย่อยยับ

นี่คือลำดับเหตุการณ์คร่าว ๆ ของการเริ่มต้น สงครามมหาเอเชียบูรพา สิ่งที่สร้างความสงสัยอย่างยิ่งในเหตุการณ์ครั้งนี้คือ กองทัพเรือขนาดมหึมาของญี่ปุ่นเล็ดลอดการตรวจระวังชายฝั่งของกองทัพเรือมาได้อย่างไร โดยที่ไม่เกิดการปะทะกันแม้แต่พียงเล็กน้อย หรือไม่ปรากฏว่ามีการส่งข่าวใด ๆ จากกองทัพเรือ สู่แนวระวังชายฝั่งของกองทัพบก ทหารราบ ตำรวจ และชาวบ้าน มารู้ตัวกันก็เมื่อเห็นทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกแล้ว

ก่อนหน้านี้ข่าวทางการทหารที่ไทยได้รับจากฝ่ายสัมพันธมิตรก็มีมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม จนกระทั่งแน่ชัดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม เครื่องบินตรวจการณ์ของออสเตรเลียได้ตรวจพบเรือลำเลียงของญี่ปุ่นในอ่าวไทย นอกจากนี้ยังมีโทรเลขลับจากกระทรวงต่างประเทศอังกฤษส่งข่าวให้รัฐบาลไทยรู้ตัวตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม และ 7 ธันวาคม เตือนให้ไทยเตรียมการป้องกันการรุกรานของญี่ปุ่น

ป้องกันการรุกรานของญี่ปุ่น

ทางด้านกองทัพเรือเองก็มีการเตรียมการในการนี้อยู่ตลอด จากเอกสารคำสั่งเฉพาะที่ 5/84 เรื่องให้จัดกองเรือออกไปลาดตระเวนอ่าว ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2484 โดยมี น.อ.ชลิต กุลกำม์ธร เป็นผู้บังคับกองเรือ กำหนดออกเรือจากกรุงเทพฯ ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2484 ระยะเวลา 15 วัน เส้นทางเดินเรือตั้งแต่กรุงเทพฯ-หมู่เกาะอ่างทอง-สงขลา-นราธิวาส แล้วแล่นตัดข้ามอ่าวไปยังเกาะกูด-สัตหีบ-กรุงเทพฯ

กองเรือนี้ประกอบด้วยเรือ 8 ลำ เป็นเรือสลุป 2 ลำ คือเรือหลวงท่าจีน และเรือหลวงแม่หลอง เรือตอร์ปิโดใหญ่ 4 ลำ ได้แก่เรือหลวงระยอง เรือหลวงตราด เรือหลวงสุราษฎร์ และเรือหลวงปัตตานี เรือกวาดทุ่นระเบิด 1 ลำ คือ เรือหลวงบางระจัน กับเรือลำเลียง 1 ลำ คือเรือหลวงพงัน (ประวัติศาสตร์การสงครามของไทยในสงครามมหาเอเชียบูรพา, 2540)

นอกจากนี้กองทัพเรือได้กำลังบางส่วนเพื่อป้องกันฐานทัพชายทะเล เช่น กองต่อสู้อากาศยาน 1 กองร้อย เพื่อป้องกันฐานทัพเรือสัตหีบ เป็นต้น

จนถึงวันที่ 7-8 ธันวาคม ก่อนการยกพลขึ้นบกนั้นเองที่ทหาร ตำรวจ และชาวบ้าน ได้พบกองเรือญี่ปุ่นในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น ตีสามของวันที่ 8 นาวาโทหลวงวุฒิวารีรณ (วุฒิ สุทธิบุตร) สังเกตเห็นการลำเลียงทหารญี่ปุ่นจากเรือซิดนีย์ลงเรือเล็กเพื่อขึ้นบกทางอ่าวประจวบฯ มีเรือลำเลียงลำหนึ่งลักษณะเป็นเรือสินค้าแล่นเข้าไปจอดที่หลังเขาล้อมหมวกทางด้านเหนือ แล้วถ่ายกำลังพลลงเรือระบายพล ทางเกาะเสม็ดพบเรือลำเลียงพลจำนวน 2 ลำ ราษฎรบนเกาะสมุยพบเรือลำเลียงขนาดใหญ่ 2-3 ลำ เป็นต้น

จนกระทั่งเวลาประมาณตีสองถึงตีสี่ ทหารญี่ปุ่นจึงยกพลขึ้นบกพร้อม ๆ กัน 7 แห่ง คือ สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อกองทัพญี่ปุ่นผ่านด่านแรกในน่านน้ำไทยไปได้อย่างสบาย โดยไม่มีการสู้รบใด ๆ ในน่านน้ำทะเลอ่าวไทย จนกระทั่งมีการปะทะกันอย่างดุเดือดตลอดแนวชายฝั่งของประเทศไทย ระหว่างทหารญี่ปุ่นกับทหารราบ ตำรวจ ยุวชนทหาร และชาวบ้าน ที่นำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และกำลังใจ การสู้รบกินเวลาอยู่หลายชั่วโมง ก่อนจะมีคำสั่งหยุดยิงในเวลา 07.30 น. ของวันที่ 8

บทบาท พลเรือโทสินธุ์ กมลนาวิน

เหตุการณ์สำคัญที่เชื่อมโยงในกรณีนี้คือพลเรือโทสินธุ์ กมลนาวิน แม่ทัพเรือขณะนั้นถูกทหารญี่ปุ่นกักตัวไว้ที่บางปู แต่ก็ได้รับการปล่อยตัว และเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีในสายวันเดียวกัน

พลเรือโทสินธุ์ กมลนาวิน เดิมคือ นาวาโทหลวงสินธุ์สงครามชัย ผู้นำทหารเรือคนสำคัญในคราวก่อการ 2475 เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง

หลวงสินธุ์สงครามชัยได้รับทุนไปเรียนวิชาการทหารเรือที่เดนมาร์กถึง 11 ปี เป็นนายทหารเรือฝ่าย “บุ๋น” ที่นายทหารเรือยกย่องเป็น “ครู” และได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพเรือเรื่อยมา ในสายเสนาธิการ จนได้เป็นแม่ทัพเรือในที่สุด และยังดำรงตำแหน่งเป็นรับมนตรีในกระทรวงต่าง ๆ อีกหลายสมัย เป็นคนผลักดันให้เกิดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และท้ายสุดในช่วงสงครามนี้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ

หากจะกล่าวว่าจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้สร้างกองทัพบกให้แข็งแกร่ง หลวงสินธุ์สงครามชัย ก็คือผู้สร้างกองทัพเรือให้แข็งแกร่งเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นบุคคลสำคัญที่สร้างรากฐานในการดำเนินนโยบาย “วางตัวเป็นกลาง” ของกองทัพเรือ เริ่มจากการปฏิเสธการร่วมรบในสงครามกลางเมืองของไทย คือ กบฏบวรเดช จนเป็นเหตุให้กองทัพเรือขณะนั้นแบ่งออกเป็นสองขั้ว คือฝ่ายของหลวงสินธุ์ ผู้ยึดมั่นในประเพณีและหลักการกับฝ่ายของหลวงศุภชลาศัย ที่เป็นพันธมิตรกับกองทัพบก

ท้ายที่สุดทหารเรือก็เลือกหลวงสินธุ์ฯ หลวงศุภชลาศัยจำต้องย้ายออกจากกองทัพเรือไปเป็นอธิบดีกรมพลศึกษา

ถ้าหากหลวงสินธุ์ฯ หรือพลเรือโทสินธุ์ กมลนาวิน จะยึดมั่นหลักการ โดย “วางตัวเป็นกลาง” ตามคำประกาศตามพระราชโองการวันที่ 5 กันยายน โดยไม่ยอมนำทหารเรือเข้ารบกับญี่ปุ่น ก็คงจะขัดกับนโยบายป้องกันการรุกรานที่ประกาศให้ทุกเหล่าทัพเตรียมพร้อมเต็มกำลัง และขัดกับการสั่งการให้กองทัพเรือส่งเรือลาดตระเวนทั่วอ่าวไทย กับติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานไว้พร้อมแล้ว

จากคำให้การของ พล.ต.อ.อดุล อดุลเดชจรัส ในคดีอาชญากรสงคราม วันที่ 3 มกราคม 2489 เกี่ยวกับพลเรือโทสินธุ์ กมลนาวิน ความตอนหนึ่งว่า

“…ฝ่ายสหประชาชาติลงความเห็นว่า พลเรือโทสินธุ์เป็นหัวหน้าการสนับสนุนญี่ปุ่น เมื่อวันที่ญี่ปุ่นรุกรานไทย พลเรือโทสินธุ์ได้ไปอยู่สัตหีบ ข้าพเจ้าได้ให้กองทัพอากาศจัดเครื่องบินไปรับและโทรเลขไปให้รีบกลับกรุงเทพฯ ด่วน แต่พลเรือโทสินธุ์กับพวกได้เดินทางมาโดยรถยนต์แล้วถูกทหารญี่ปุ่นจับที่บางปู (ดิเรก ชัยนาม ระบุว่าถูกกักตัวที่คลองด่าน สมุทรปราการ)ในคืนวันนั้นปรากฏว่ากองทัพเรือได้ส่งเรือออกไปลาดตระเวนในอ่าวไทย แต่เหตุใดฝ่ายญี่ปุ่นจึงได้ส่งกำลังมาขึ้นที่บางปู โดยที่กองทัพเรือมิได้ทำการต้านทานนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบ…”

และยังกล่าวถึงความสัมพันธ์พิเศษระหว่าง นายวนิช ปานะนนท์ อธิบดีกรมพาณิชย์ (ต่อมาได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) น้องเขยพลเรือโทสินธุ์กับญี่ปุ่นว่า

“…เรื่องนี้ทางตำรวจได้สืบสวนอย่างเต็มที่ แต่ไม่ได้พยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้องร้องนายวนิชในขณะนั้น มาภายหลังเมื่อญี่ปุ่นบุกรุกเข้ามาเมืองไทยแล้ว จึงทราบแน่ชัดว่านายวนิชเป็นสปายให้ญี่ปุ่น ทั้งนี้ได้สังเกตว่าการประชุมปรึกษาหารือ หรือรายงานลับของรัฐบาลนั้นญี่ปุ่นมักล่วงรู้เสมอ…”

กับบันทึกของ อ.พิบูลสงคราม ที่ว่า “…เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ฟังรายงานจาก พล.อ.ต.มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษดิ์ แล้วก็ฉงนใจว่าทหารญี่ปุ่นเล็ดลอดผ่านน่านน้ำไทยเข้ามาถึงบางปูได้อย่างไร ยกพลขึ้นบกที่นั่นได้อย่างไร กองเรือรบแห่งราชนาวีไทยอยู่ที่ไหน…”

คำให้การเหล่านี้ชี้ชัดว่า หลายคนก็ตั้งข้อสงสัยในการปฏิบัติการของกองทัพเรือเช่นเดียวกัน แต่น่าเสียดายที่ข้อมูลเพื่อที่จะหักล้างคำกล่าวเหล่านี้ถูกเผยแพร่น้อยเต็มที คงมีแต่เพียงว่า การยกพลขึ้นบกของกองทัพเรือญี่ปุ่นนั้นอาศัยเรือสินค้าบังหน้า การเข้าตรวจค้นอาจกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ได้

และที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ภายหลังจากที่พลเรือโทสินธ์ กมลนาวิน ได้รับการปล่อยตัวแล้ว และเข้าประชุมในคณะรัฐมนตรีในสายวันที่ 8 ธันวาคม จากบันทึกการประชุมกลับไม่ปรากฏการซักไซ้ในเรื่องนี้แต่อย่างใด

สิ่งผิดปกติอีกอย่างหนึ่งคือ เอกสาร และบทความต่าง ๆ เกี่ยวกับสงครามมหาเอเชียบูรพา มักจะเริ่มต้นที่การเตรียมการของรัฐบาล และตัดตอนเข้าสู่เหตุการณ์การปะทะตามแนวชายฝั่ง โดย “ข้าม” ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดนี้ไป

คำตอบของเรื่องนี้ทั้งหมดน่าจะอยู่ในบันทึกการสั่งการของกองทัพเรือในคืนวันที่ 7-8 ธันวาคม 2484 ซึ่งตามระเบียบจะต้องมีคำสั่งเป็นเอกสารลงนามว่าหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติอย่างไร จึงมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ ซึ่งผิดกับวิสัยของลูกประดู่ที่เป็นนักรบเต็มตัว และเพิ่งสร้างวีรกรรมสำคัญเพื่อชาติไปเมื่อ 17 มกราคม 2484 ในยุทธนาวีเกาะช้าง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ปรามินทร์ เครือทอง. สงสัย! ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกบุกไทย ทหารเรือหายไปไหน. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2543 : 114-117.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 มกราคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงสัย! ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกบุกไทย ทหารเรือหายไปไหน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...