โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กามโรค เชื้อร้ายกลายพันธุ์ พัฒนาเป็น “ซูเปอร์กามโรค” 4 ชนิดที่สร้างความกังวลทางสาธารณสุข

Khaosod

อัพเดต 25 มี.ค. 2564 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2562 เวลา 04.01 น.
iStock

กามโรค เชื้อร้ายกลายพันธุ์ พัฒนาเป็น “ซูเปอร์กามโรค” 4 ชนิดที่สร้างความกังวลทางสาธารณสุข - BBCไทย

โรคภัยไข้เจ็บชนิดใหม่ ๆ อุบัติขึ้นตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และนี่คือกามโรค ที่กำลังสร้างความวิตกกังวลให้แก่บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข

1. เชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส (Neisseria meningitidis)

ออรัลเซ็กส์อาจเป็นตัวการสำคัญในการแพร่เชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส

ไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส เป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่ก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคติดเชื้อเมนิงโกค็อกคัส หรือไข้กาฬหลังแอ่น

บ่อยครั้งยังพบว่า เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ก่อให้เกิดอาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์

งานวิจัยที่น่าสนใจในช่วงทศวรรษที่ 1970 พบว่า ลิงชิมแปนซีเพศผู้ตัวหนึ่งมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เพราะแพร่เชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิสที่อยู่ในจมูกและลำคอไปยังอวัยวะเพศของตัวเอง หลังจากที่มันใช้ปากหรือลิ้นสัมผัสกับอวัยวะเพศของตัวเอง

ในกรณีของมนุษย์นั้น พบว่า ราว 5-10 % ของผู้ใหญ่มีเชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส อยู่ในลำคอและโพรงจมูกทางด้านหลัง

งานวิจัยบ่งชี้ว่า ผู้ใหญ่กลุ่มนี้มีโอกาสแพร่เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวไปยังคู่นนอน ผ่านการทำออรัลเซ็กส์ การจูบแบบดูดดื่ม หรือการกระทำอื่น ๆ ที่ถ่ายทอดเชื้อจากละอองเสมหะ

นักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการแพร่เชื้อรูปแบบใดที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส ในหมู่ชายรักชาย และชายที่เป็นไบเซ็กชวล ในยุโรป แคนาดา และสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับอาการท่อปัสสาวะอักเสบ (Urethritis) ที่เกิดจากเชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส ในกลุ่มผู้ชาย (เกือบทั้งหมดเป็นผู้ชายที่ชอบผู้หญิง ยกเว้นชายคนหนึ่งที่ชอบคนเพศเดียวกัน) พบหลักฐานบ่งชี้ว่า พวกเขาติดเชื้อดังกล่าวจากออรัลเซ็กส์

นักวิทยาศาสตร์พบว่า เชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์หนึ่งที่แพร่ระบาดในหลายเมืองของสหรัฐฯ เมื่อปี 2015 เกิดจากการที่เชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิสไปผสมกับเชื้อไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria gonorrhoea) ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคหนองใน

การกลายพันธุ์ดังกล่าวทำให้การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ชนิดนี้แพร่ระบาดได้มีประสิทธิภาพขึ้น

เชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส ที่มีคนติดเชื้อมากที่สุดมี 5 ชนิด และนับเป็นโชคดีที่ปัจจุบันมีวัคซีน 2 ชนิดที่สามารถป้องกันการติดเชื้อดังกล่าวทั้ง 5 ชนิดได้

2. เชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม(Mycoplasma genitalium)

เชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียมทำให้เกิดอาการคล้ายโรคหนองในเทียมและเป็นอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์ของสตรี

ไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม เป็นหนึ่งในเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กที่สุด และกำลังเป็นที่รู้จักในฐานะเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่น่าวิตกกังวลชนิดหนึ่ง

ไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม ถูกค้นพบช่วงทศวรรษที่ 1980 และคาดว่า ประชากรโลก 1-2% ติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและคนหนุ่มสาว

ผู้ติดเชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการใด ๆ อย่างไรก็ตาม เชื้อชนิดนี้สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายโรคหนองในเทียม (Chlamydia) และโรคหนองในแท้ (Gonorrhoea) ซึ่งก่อให้เกิดอาการระคายเคืองที่ท่อปัสสาวะ และปากมดลูก

การที่เชื้อชนิดนี้อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ ส่งผลให้มันอาจทำให้เกิดภาวะเป็นหมัน มีบุตรยาก การแท้งบุตร และทารกคลอดก่อนกำหนด

แม้ถุงยางอนามัยจะสามารถป้องกันการติดเชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียมได้ แต่บรรดานักวิจัยเตือนว่าเชื้อชนิดนี้กำลังปรับตัวให้ทนทานต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) และ ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline)

"ความกังวลของผมเกี่ยวกับเชื้อแบคทีเรียก็คือการที่มันจะดื้อยามากขึ้น และจะแพร่ระบาดมากขึ้น" ดร.แมตธิว โกลเดน ผู้อำนวยการสำนักงานสาธารณสุขนครซีแอตเทิลในสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การตรวจหาโรคเพิ่มขึ้นจะช่วยป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยารุนแรง (ซูเปอร์บั๊ก) ที่เกิดจากเชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียมได้

3. โรคบิดจากเชื้อชิเกลลา เฟล็กซ์เนอรี(Shigella flexneri)

โรคบิดจากเชื้อชิเกลลา เฟล็กซ์เนอรีทำให้มีอาการปวดท้องรุนแรง และถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด

โรคบิดไม่มีตัว หรือ โรคบิดชิเกลลา แพร่สู่กันผ่านการสัมผัสทางตรงและทางอ้อมกับอุจจาระมนุษย์

ผู้ติดเชื้อจะมีอาการปวดท้องรุนแรง และถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด

แม้โรคนี้จะพบบ่อยในเด็กเล็ก และนักเดินทางในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นักวิจัยเริ่มพบผู้ติดเชื้อโรคบิดไม่มีตัวในหมู่ชายรักชายและชายที่มีเพศสัมพันธ์ได้กับทั้งชายและหญิง

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เชื้อชิเกลลา เฟล็กซ์เนอรี แพร่ระบาดเพิ่มขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมาผ่านการสัมผัสทวารหนักด้วยปาก และยังนำไปสู่การแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกหลายชนิดไปทั่วโลก

4. ฝีมะม่วง(Lymphogranuloma Venereum หรือ LGV)

กามโรคส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ด้วยการสวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์

โรคฝีมะม่วง หรือกามโรคต่อมน้ำเหลือง เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อแบคทีเรียคลาไมเดียทราโคมาติส ( Chlamydia Trachomatis) นพ.คริสโตเฟอร์ ชีเซิล จากคลินิก One Medical ในนครซานฟรานซิสโก ของสหรัฐฯ ระบุว่า เชื้อชนิดนื้ทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงที่สร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้ป่วย

ผู้เป็นโรคฝีมะม่วง ในช่วงเริ่มแรกจะมีตุ่มนูน ใส หรือ แผลขนาดเล็กเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศ และหายไปเองภายใน 2-3 วันโดยที่ผู้ป่วยมักไม่ทันได้สังเกตพบ ต่อมาต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะบวมโตติดกันเป็นก้อนฝีขนาดใหญ่ และเจ็บมาก ตรงกลางเป็นร่องของพังผืดคล้ายร่องของมะม่วงอกร่อง จึงเรียกว่า "ฝีมะม่วง" ซึ่งอาจเกิดโรคเพียงข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้

ผิวหนังบริเวณที่เป็นฝีจะมีอาการอักเสบมีลักษณะบวมแดงร้อนร่วมด้วย บางคนอาจปวดฝีมากจนเดินไม่ถนัด บางครั้งจะทำให้อัณฑะบวม หรือบริเวณปากช่องคลอดบวมมาก

ในผู้มีอาการหนักจะมีอาการอักเสบที่ช่องทวารหนักอย่างมาก (Ulcerative proctitis) มีอาการปวดก้น อยากถ่ายอุจจาระตลอดเวลา มีหนองไหลทางรูทวาร และมีเลือดออกทางทวารหนักได้

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โรคนี้มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นในยุโรปและอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะในกลุ่มชายรักชาย และชายที่เป็นไบเซ็กชวล และเช่นเดียวกับโรคหนองในเทียม โรคฝีมะม่วงเพิ่มโอกาสให้ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้น

การใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดและทางทวารหนักสามารถช่วยลดอัตราการติดเชื้อได้ ส่วนการรักษาโรคฝีมะม่วงสามารถทำโดยใช้ยาปฏิชีวนะด็อกซีไซคลินเป็นเวลา 3 สัปดาห์

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทางเว็บไซต์วิทยาศาสตร์และสุขภาพ Mosaic และนำมาเผยแพร่อีกครั้งภายใต้ความยินยอม Creative Commons

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...