โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศรีปราชญ์-พันท้ายนรสิงห์ ขุนนางคนโปรด "พระเจ้าเสือ" กับโทษประหารชีวิตแบบกรุงศรีฯ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 28 พ.ค. 2567 เวลา 02.01 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. 2567 เวลา 00.25 น.
“พระเจ้าเสือ” ภาพจากภาพยนตร์ “พันท้ายนรสิงห์” กำกับโดย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

“ศรีปราชญ์” และ “พันท้ายนรสิงห์” มีตัวตนจริงในรัชสมัย “พระเจ้าเสือ” หรือไม่? สำหรับในที่นี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญมากเท่าเรื่องของทั้งสองบอกอะไรแก่เราได้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องการประหารชีวิตแบบกรุงศรีๆ

ในแง่หลักฐาน, “ศรีปราชญ์” ไม่ปรากฏเรื่องในพระราชพงศาวดาร แต่ปรากฏในเอกสาร “คำให้การชาวกรุงเก่า” และ “คำให้การขุนหลวงหาวัด”

“ดาบนี้คืนสนอง”

“คำให้การชาวกรุงเก่า” ระบุว่าศรีปราชญ์เป็นนักเลงกลอนคนโปรดของพระเจ้าเสือ (ไม่ใช่พระนารายณ์) วันหนึ่งกระทำความผิดจากการแต่งโคลงส่งให้พระสนม พระเจ้าเสือทรงกริ้ว แต่ไม่ประหาร “ด้วยทรงเห็นว่าศรีปราชญ์เปนพหุสูตฉลาดในบทกลอน แลมิได้คิดร้ายอย่างร้ายแรงอะไร” [1] จึงให้เนรเทศไปเมืองนครศรีธรรมราช แต่ที่นครก็เกิดเรื่องขึ้นอีกว่าไปแต่งโคลงส่งให้ภรรยาของเจ้านคร เจ้านครโกรธให้นำตัวไปประหารชีวิต

“คำให้การชาวกรุงเก่า” ยังกล่าวด้วยว่า ก่อนการประหารจะเกิดขึ้น ขุนนางชาวเมืองนครและบรรดาคนที่ชอบพอกับเจ้านคร ต่างห้ามปรามว่า “ท่านอย่าให้ฆ่าศรีปราชญ์เสียเลย จะเกิดเหตุใหญ่ แต่เมื่อศรีปราชญ์ยังอยู่ที่กรุงศรีอยุทธยาลอบให้เพลงยาวแก่นางนักสนม พระเจ้าแผ่นดินๆ จับได้ยังไม่ให้ประหารชีวิตร ด้วยทรงพระอาไลยว่าเปนคนฉลาดในการแต่ง เพียงแต่ให้เนรเทศมาชั่วคราว ถ้าท่านฆ่าศรีปราชญ์เสีย เห็นว่าจะมีความผิดเปนแน่” [2]

แต่เจ้านครก็หาได้ฟังไม่ ยังคงยืนกรานให้นำตัวศรีปราชญ์ไปประหารชีวิต แต่ก่อนตายศรีปราชญ์ได้ประกาศแก่เทพยดาแช่งว่า “ดาบที่ฆ่าเรานี้ภายหลังจงกลับฆ่าคนที่ใช้ให้ฆ่าเราเถิด” [3]

ส่วนเอกสาร “คำให้การขุนหลวงหาวัด” ก็มีเนื้อความโดยมากตรงกัน ต่างกันบ้างก็ตรงที่ไม่ได้ระบุว่า ศรีปราชญ์เป็นบุตรของพระโหราธิบดี (เหมือนคำให้การชาวกรุงเก่า) [4] ระบุเพียงเป็นมหาดเล็กในราชสำนักสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี (พระเจ้าเสือ)

อีกทั้ง “ศรีปราชญ์” เป็นนามพระราชทานแก่ผู้ชำนาญทางการแต่งโคลง ไม่ใช่นามบุคคล เช่นว่า“อันพระสุริเยนทราธิบดีนั้น พระองค์พอพระทัยเล่นกาพย์โคลงฉันท์ ทั้งพระราชนิพนธ์ของพระองค์ก็ดี จึงมีมหาดเล็กคนหนึ่งเป็นนักปราชญ์ ช่างทำกาพย์โคลงฉันท์ดีนัก พระองค์โปรดปรานแล้วพระราชทานชื่อเสียงเรียกว่า ศรีปราชญ์” [5]

เกี่ยวกับถ้อยคำทิ้งท้ายก่อนถูกประหาร “คำให้ขุนหลวงหาวัด” กล่าวตรงกับ “คำให้การชาวกรุงเก่า” แต่มีข้อความยืดยาวขึ้นหน่อยตรงที่ระบุว่า “เมื่อจักฆ่าศรีปราชญ์นั้น ศรีปราชญ์จึงว่าเรานี้เป็นปราชญ์หลวง แล้วก็เป็นลูกครูบาอาจารย์ แต่องค์พระมหากษัตริย์ยังไม่ฆ่าเราให้ถึงแก่ความตาย ผู้นี้เป็นเจ้าเมืองนคร จักมาฆ่าเราให้ตาย เราก็จักต้องตายด้วยดาบเจ้าเมืองนคร สืบไปเบื้องหน้าขอให้ดาบนี้คืนสนองเถิด”[6]

และชะตากรรมของเจ้านครหลังประหารศรีปราชญ์ เอกสารทั้งสอง (ซึ่งมาจากคำให้สัมภาษณ์คนละคนกัน) ก็ระบุตรงกันอีกว่า ภายหลังเมื่อพระเจ้าเสือทรงหายกริ้ว รับสั่งให้ตามตัวศรีปราชญ์กลับมาจากนครศรีธรรมราช เมื่อทรงทราบว่าศรีปราชญ์ถูกเจ้านครประหารชีวิตเสียแล้ว ก็ทรงพิโรธรับสั่งให้จับกุมตัวเจ้านคร แล้วประหารด้วยดาบเดียวกับที่ประหารศรีปราชญ์

ตามนี้ความไม่พอใจของศรีปราชญ์ต่อโทษประหาร ก็คือความคิดที่ว่าตนเป็นคนโปรดของพระเจ้าแผ่นดินที่เมืองหลวง ทำผิดอย่างเดียวกันที่เมืองหลวง พระเจ้าแผ่นดินยังไม่ประหาร แต่เจ้านครเป็นเพียงเจ้าเมืองทางใต้กลับมาสั่งประหารตน สรุปคือผู้เล่าคำให้การได้ตัดสินคดีความแก่ศรีปราชญ์ ว่าศรีปราชญ์เป็นผู้ผิดจริง แต่โทษก็ไม่ควรถึงตาย

ศรีปราชญ์ ตายเพราะ “การเมือง”?

ภายหลังเกิดมุมมองและคำตัดสินใหม่คดีขึ้นใหม่ แก้ต่างให้ศรีปราชญ์เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีความผิดโดยสิ้นเชิง แต่ต้องมาตายเพราะการกลั่นแกล้งทางการเมือง ถึงแม้ว่าคำตัดสินของเจ้าเมืองถือเป็นสิ้นสุด แต่เมื่อมันกลายเป็นตำนานประวัติศาสตร์ ผู้คนก็จะรื้อฟื้นคดีขึ้นมาตัดสินใหม่ได้เสมอ เพราะคำตัดสินของนักประวัติศาสตร์ไม่ใช่จุดสิ้นสุดอยู่แล้ว และนั่นก็เป็นที่มาของโคลงที่ว่า :

“ธรณีนี่นี้ เป็นพยานเราก็ศิษย์อาจารย์ หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนองฯ”

อาจารย์ปิยชาติ สึงตี ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “การศึกษาเปรียบเทียบบทบาทของเมืองท่าปัตตานี นครศรีธรรมราช และสงขลา ระหว่างพ.ศ.2133-2231” [7] ได้วินิจฉัยมูลเหตุปัจจัยที่นำไปสู่การประหารคนที่ถูกส่งตัวไปจาก อยุธยา อย่างเช่นศรีปราชญ์หรือใครก็ตาม ก็เพราะเป็นความขัดแย้งระหว่าง อยุธยา (ส่วนกลาง) กับนครศรีธรรมราช (หัวเมืองชายขอบ) คือการต่อต้านกรุงศรีรูปแบบหนึ่งของกลุ่มชนชั้นนำในหัวเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งก็ดูจะสมเหตุสมผลเมื่อมองย้อนกลับไปถึงรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา ผู้สถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวง แต่ถูกต่อต้านอย่างหนักจากนครราชสีมาและนครศรีธรรมราช

การที่พระเจ้าเสือให้ประหารเจ้านคร จากกรณีศรีปราชญ์ จึงถือเป็นการกำจัดศัตรูทางการเมือง หรือผู้ที่ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจในเรื่องความจงรักภักดีต่อราชวงศ์บ้านพลูหลวง ด้วยเกรงจะทำเยี่ยงอย่างเหมือนเจ้านครคนก่อน

แง่นี้ศรีปราชญ์จึงเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ถูกกลั่นแกล้งมากขึ้นไปอีก ตายเพราะ “ความซวย” ที่ดันมาอยู่ตรงกลางระหว่างอำนาจของศูนย์กลางกับชายขอบ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการประหารชีวิตศรีปราชญ์ จะมีเหตุมาจากความ “เจ้าชู้ทำโคลง” หรือเพราะความขัดแย้งระหว่างกรุงศรีกับหัวเมือง หากเจ้านครไม่ลงโทษประหารศรีปราชญ์ ให้จำคุกไว้ เจ้านครก็ไม่ต้องโดนประหารเช่นเดียวกัน จะเป็นดาบเล่มเดียวกันจริงหรือไม่ ก็ไม่สำคัญอีก เพราะ “ดาบ” ในวัฒนธรรมแบบไทยถือเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจต่อชีวิตอยู่แล้ว “ดาบ” ที่ว่าอาจหมายถึงโทษประหารนั่นเอง

พันท้ายนรสิงห์ กับการปรากฏตัวในพระราชพงศาวดาร

อีกกรณีที่น่าเปรียบเทียบกัน คือกรณีของ “พันท้ายนรสิงห์”

เรื่องของพันท้ายนรสิงห์ ต่างจากเรื่องของศรีปราชญ์ทั้งด้านเอกสารหลักฐานและเนื้อเรื่อง พันท้ายนรสิงห์ไม่มีหลักฐานในเอกสารคำให้การ แม้เรื่องจะดูเป็นตำนานมากกว่าประวัติศาสตร์ แต่ก็กลับปรากฏในพระราชพงศาวดาร ที่ร้ายกว่านั้นก็คือการปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับชำระสมัยต้นรัตนโกสินทร์แล้ว ไม่มีเรื่องในพระราชพงศาวดารฉบับสมัย อยุธยา

กรณีพันท้ายนรสิงห์ตามเนื้อเรื่องพระราชพงศาวดาร ระบุว่าเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าเสือเช่นเดียวกับเรื่องของศรีปราชญ์ จะเพราะเหตุว่าพระเจ้าเสือเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง ซึ่งเป็นที่ไม่โปรดปรานแก่ชนชั้นนำในต้นรัตนโกสินทร์ จึงหยิบยกเอาเรื่องนี้มาบั่นทอนบุญบารมีของพระเจ้าเสือที่ไปประหารคนดี ผลักให้พระเจ้าเสือเป็นผู้ร้ายไปอย่างสมบูรณ์

เรื่องอะไรที่ดูเป็นเกียรติประวัติในรัชกาล ผู้ชำระพระราชพงศาวดารก็พอใจจะ“ก็อปปี เพสต์” ไปยกให้เป็นของช่วงสมัยก่อนสถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวง โดยเฉพาะในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ไปเสียหมด ไม่เว้นแม้แต่เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา จึงกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่พระเจ้าแผ่นดินจะมาทรงแต่งเพลงยาวกล่าวถึงความวิบัติล่มสลายต่างๆ นานาในยุคสมัยของพระองค์

ว่าตามความในพระราชพงศาวดาร พันท้ายนรสิงห์เป็นผู้ผิดทำเรือพระที่นั่งเอกชัยหักจริง เพราะคลองโคกขามที่ทรงเสด็จจะไปออกปากน้ำสาครบุรีนั้น “คลองที่นั่นคดเคี้ยวนักแลพันท้ายนรสิงห์ซึ่งถือท้ายเรือพระที่นั่งคัดแก้ไขมิทันที และศีรษะเรือพระที่นั่งนั้นโดนกระแทกกิ่งไม้อันใหญ่เข้า ก็หักตกลงในน้ำ” [8]

หลังกรณีพันท้ายนรสิงห์ ก็มีการขุดลอกคลองโคกขาม โดยประเด็นเหตุผลของการขุดปรับปรุงคลองนี้ไม่ให้คดเคี้ยวและตื้นเขินก็เพื่อประโยชน์ต่อการค้าทั้งภายในและภายนอก เพราะใช้เป็นทางออกไปสู่ย่านบริเวณปากน้ำสาครบุรี

แต่เหตุผลเรื่องนี้ก็ไม่เป็นที่ทราบแพร่หลาย จึงกลายเป็นช่องว่างให้เกิดการเติมเหตุผลเข้าไปให้แก่การขุดคลอง คือวีรบุรุษบ้านๆ ซื่อๆ อย่างพันท้ายนรสิงห์ ทั้งๆ ที่ความผิดฐานทำหัวเรือพระที่นั่งหักนั้น ไม่ถือเป็นความผิดของนายท้ายเรือเพียงคนเดียว เพราะคนคัดเรือนั้นมีหลายคน (ไม่เชื่อก็ลองพลิกดูในประชุมกฎหมายตราสามดวงเอาเองเถิด)

แต่แม้จะมีความผิดจริง ไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์หรือไม่ใช่ความผิดร้ายแรงเหมือนศรีปราชญ์ พันท้ายนรสิงห์สมควรถูกประหารเพื่อผดุงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของตัวบทกฎหมาย หรือตัวบทกฎหมายนั้นมันมีปัญหากันแน่ การทำเรือหักจึงต้องโทษถึงขั้นประหารชีวิต แม้ว่าพระเจ้าแผ่นดินจะไม่ทรงเอาผิดแล้วก็ตาม และแม้พระราชพงศาวดารอันเป็นผลจากการชำระอาจมีวัตถุประสงค์แอบแฝงที่ต้องการ “ถล่มพระเกียรติ” ของราชวงศ์บ้านพลูหลวงอย่างใดก็ตาม สิ่งที่ประหารคนดีเช่นพันท้ายนรสิงห์ ไม่ใช่พระเจ้าแผ่นดิน หากแต่เป็น “บทพระอัยการ”

สมมติว่าไม่มีโทษประหาร คนดีเช่นพันท้ายนรสิงห์ก็ไม่ต้องตาย พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีก็อาจได้คนดีคนซื่อสัตย์ไว้ในแผ่นดิน ดีกว่าตายกลายเป็นศาลอยู่ริมคลอง พันท้ายนรสิงห์ไม่ขอใช้สิทธิพิเศษในฐานะขุนนางคนโปรดของพระเจ้าแผ่นดิน ขณะที่ศรีปราชญ์มีการขอใช้สิทธิลดหย่อนโทษ แต่ไม่เป็นผล

ทั้งศรีปราชญ์และพันท้ายนรสิงห์ ต่างเป็นขุนนางคนโปรดของพระเจ้าแผ่นดิน จึงมีเรื่องปรากฏเป็นที่ทรงจำรับรู้ แต่หากเป็นคนธรรมดาสามัญก็คงเลือนหายไปกับกาลเวลา กระนั้นแม้ในยุคที่ไม่มีสื่อ ไม่มีโซเชียลมีเดีย ศรีปราชญ์ก็ยังต้องโพสต์สเตตัสก่อนตาย โดยการใช้หัวแม่เท้าเขียนโคลงลงบนพื้นดิน ยืนยันว่าตนไม่ผิด ในขณะที่พันท้ายนรสิงห์ก็เปิดอินสตาแกรมเซลฟีและเช็คอินไว้ริมคลอง เพื่อบอกกล่าวถึงความผิดของตนเอง คุณธรรมที่เด่นชัดของพันท้ายนรสิงห์ไม่ใช่ความซื่อสัตย์ หากแต่คือความจงรักภักดี ที่ต้องการตายเพื่อให้พระเจ้าเสือมีกิติศัพท์ว่ามีความเที่ยงธรรม ให้ความสำคัญแก่การยึดถือขื่อแปของบ้านเมืองเหนือพวกพ้อง

สุดท้ายแล้วเราไม่สามารถตัดสินใครเป็นคนดีหรือเลวเต็มขั้นได้จากความผิดที่ทำหรือไม่ทำได้จริงๆ หรอก เพราะความผิดบางอย่างโดยเฉพาะขั้นร้ายแรงนั้นมีประเด็นเกี่ยวข้องกับปัญหาในสังคมแวดล้อมบุคคลผู้นั้นด้วย ไม่อาจถือเป็นความผิดของปัจเจกบุคคลล้วนๆ แต่อย่างใด การประหารชีวิตจึงไม่เพียงไม่แก้ปัญหา ยังเป็นการซ้ำเติมให้ปัญหานั้นยังคงอยู่และสืบทอดเป็น “วัฏจักรความรุนแรง” ในสังคมต่อไป บางเรื่องก็ควรแก้ไขตามความเหมาะสมของยุคสมัย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เอกสารอ้างอิง :

[1] คำให้การชาวกรุงเก่า. (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2546), หน้า 115.

[2] เรื่องเดียวกัน, หน้า 115-116.

[3] เรื่องเดียวกัน, หน้า 116.

[4] กรณีนี้เคยทำให้เกิดความสับสนขึ้นว่า ศรีปราชญ์เป็นคนในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์หรือพระเจ้าเสือกันแน่ เพราะตำแหน่งนาม “พระโหราธิบดี” ชวนให้ระลึกถึงพระโหราธิบดีผู้เป็น 1 ใน 4 อาจารย์ของสมเด็จพระนารายณ์ และเป็นผู้แต่งพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ แต่ด้วยความที่ “พระโหราธิบดี” ก็เป็นชื่อตำแหน่งไปอีก ก็จึงอาจเป็นพระโหราธิบดีในรัชกาลพระเจ้าเสือก็ได้

ที่แน่ๆ หลักฐานที่มีคือ เอกสารคำให้การฯ ระบุแน่ชัดว่าศรีปราชญ์เป็นคนในรัชกาลพระเจ้าเสือ ยังไม่นับปัญหาว่า ศรีปราชญ์ในตำนานกับศรีปราชญ์ผู้แต่งโคลง “กำสรวลสมุทร” เป็นคนเดียวกันหรือไม่ และศรีปราชญ์ผู้แต่งโคลงดังกล่าวนี้เป็นพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาตอนต้นหรือคือเจ้าฟ้าน้อย (พระเยาวราช) ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์กันแน่ ที่แน่ๆ จากเอกสารคำให้การฯ ก็ให้ร่องรอยอยู่โดยนัยถึงเรื่องนี้อยู่ว่า ศรีปราชญ์เป็นสมญานามที่ได้รับพระราชทานจากพระเจ้าแผ่นดิน สำหรับคนที่มีความสามารถทางโคลงกลอน

ดังนั้น จึงอาจมีทั้งศรีปราชญ์สมัยอยุธยาตอนต้น ศรีปราชญ์ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ และศรีปราชญ์ในรัชกาลพระเจ้าเสือ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ศรีปราชญ์ตามเรื่องที่เรารู้จักกันนั้น คือคนในรัชกาลพระเจ้าเสือ

[5] คำให้การขุนหลวงหาวัด. (นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2549), หน้า 77.

[6] เรื่องเดียวกัน, หน้า 77.

[7] ปิยชาติ สึงตี. “การศึกษาเปรียบเทียบบทบาทของเมืองท่าปัตตานี นครศรีธรรมราช และสงขลา ระหว่างพ.ศ.2133-2231” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, 2550.

[8] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหมอบรัดเลย์. (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โฆษิต, 2549), หน้า 381.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มิถุนายน 2561

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศรีปราชญ์-พันท้ายนรสิงห์ ขุนนางคนโปรด “พระเจ้าเสือ” กับโทษประหารชีวิตแบบกรุงศรีฯ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...