เมืองที่ไร้คาร์บอน "ศูนย์ราชการ" ปอดแห่งใหม่กรุงเทพฯ
โปรเจ็กต์ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ มีพื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 300 ไร่ ปัจจุบันเหลือพื้นที่พัฒนาอีก 81 ไร่ ตามแผนพัฒนาของบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) โดยจะมีการลงทุนสร้างอาคารโซน C เพื่อรองรับหน่วยงานราชการ และปรับปรุงบางส่วนของอาคารโซน A และโซน B ทั้งยังปรับปรุงส่วนด้านหน้าด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อเพิ่มความร่มรื่นภายในด้วยต้นไม้ใหญ่เรียงรายกว่า 1,200 ต้น นับว่าช่วยกระตุ้นให้ประชาชนที่เข้ามาใช้บริการด้วยรถสาธารณะ และใช้วิธีเดินระหว่างอาคารภายในให้มากขึ้น
เมื่อโจทย์สำคัญคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของอาณาจักรศูนย์ราชการให้มากขึ้น“ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท” ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ผู้รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงเล่าให้ฟังว่าหน้าที่ของ ธพส.ในฐานะที่เป็น “developer” ของภาครัฐมีภารกิจ 2 ขา คือขาแรก บริหารจัดการทรัพย์สินของภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด และขาที่สอง พัฒนาพื้้นที่เพื่อสร้างคุณภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และดูแลสิ่งแวดล้อม
“โดยเฉพาะการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่ ธพส.ให้ความสำคัญมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่เข้ามาใช้บริการจะพบปัญหาคือที่จอดรถไม่เพียงพอต่อความต้องการ ฉะนั้น ธพส.จึงตัดสินใจจะสร้างอาคารจอดรถรองรับผู้มาใช้บริการอีก 4,000 คันแต่จะเป็นแค่อาคารจอดรถอย่างเดียวไม่ได้ เพราะ ธพส.มองว่าควรจะต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียวชั้นบนสุดของอาคารจอดรถด้วย ที่สำคัญ ยังจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด”
“ซึ่งเราจะมีความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด(มหาชน) หรือ EA ในการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายในอาคารจอดรถแห่งใหม่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้ประชาชนเห็นข้อดีของการใช้พลังงานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศด้วย เนื่องจากบริเวณพื้นที่ 22 ไร่ หรือหน้าบ้านของศูนย์ราชการ จะทำการปรับปรุงใหม่เพื่อให้เส้นทางเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู”
“เราจะถมที่ดินด้านหน้า จากเดิมที่เป็นสระน้ำแล้วปลูกต้นไม้ หรือปูหญ้าเพิ่มสีเขียวลงไปให้ตรงกับคอนเซ็ปต์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ส่วนพื้นที่ถนนด้านข้างจะเพิ่มการปลูกต้นไม้ใหญ่ อย่างเช่น ต้นราชพฤกษ์ เพื่อกระตุ้นให้คนมาใช้บริการของศูนย์ราชการ แล้วใช้การเดินแทนการใช้รถยนต์รวมถึงประชาชนที่เข้ามาใช้ประโยชน์ เช่น การออกกำลังกาย หรือกิจกรรมอื่น ๆที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิต และสุขภาพที่ดีของประชาชนไปในตัว”
“ดร.นาฬิกอติภัค” กล่าวต่อว่า ธพส.ร่วมมือกับนักภูมิสถาปัตย์ระดับโลก (กชกร วรอาคม) ให้ช่วยออกแบบสวนสาธารณะ มีการจัดกิจกรรมได้หลากหลายเพื่อสร้างให้คนรู้สึกอยากเข้ามาใช้บริการพร้อมทั้งต้องการให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ นอกจากนั้น เรายังมองเรื่องการต่อยอดในเรื่องของการท่องเที่ยว และทำให้ศูนย์ราชการเสมือนปอดแห่งใหม่กับคนกรุงเทพฯอีกด้วย
“เพราะเราจะมีการเชื่อมโยงกับสำนักงานของภาครัฐ และภาคเอกชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย และในช่วงที่ผ่านมา ธพส.ยังเดินสายหารือกับหน่วยงานบนถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหารถติดร่วมกัน ทั้งนั้น เพื่อสร้างระบบการขนส่งเชื่อมโยงกับการตัดถนนใหม่เพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะถนนตัดใหม่ที่จะเกิดขึ้นบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ, ถนนกำแพงเพชร 6 และถนนวิภาวดีรังสิต ที่ประกอบด้วย ถนนหมายเลข 8 ที่ตอนนี้เริ่มเปิดบริการแล้วเพื่อมาเชื่อมโยงกับศูนย์ราชการกับถนนกำแพงเพชร 6 (ส่วนขยายถึงถนนวิภาวดีรังสิต), ถนนหมายเลข 10 และแนวเส้นทางที่คาดว่าจะสร้างเชื่อมต่อกับถนนประชาชื่น และถนนหมายเลข 11 ที่คาดว่าจะปรับปรุงขยายช่องการจราจรถนนประชาชื่น”
“เพราะปัจจุบันการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน ประกอบด้วย 4 เส้นทางคือ รถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี), ถัดมาคือรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต), สถานีหลักสี่-โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ (คาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2564) และการสร้าง skywalk จากหลักสี่มายังโรงพยาบาลจุฬาภรณ์”
“ดร.นาฬิกอติภัค” กล่าวต่อว่า เมื่อมีรถไฟฟ้าก่อสร้างมาจนถึงหน้าศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ช่องทางที่จะกระตุ้นให้ลดการใช้รถยนต์น้อยลงจึงมีความเป็นไปได้สูง ฉะนั้น ธพส.ก็จะพยายามเพิ่มรถเมล์ไฟฟ้าในพื้นที่ให้มากขึ้นด้วย และตอนนี้มีการเปิดทางให้ผู้สนใจได้เข้ายื่นขอสัมปทานรถเมล์ไฟฟ้า และถ้ามีผู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้เข้ามาลงทุนจะยิ่งช่วยลดคาร์บอนในอากาศได้มากขึ้น
“แต่กระนั้น การดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานราชการอาจมีความเสี่ยงในแง่ของผลตอบแทนการลงทุน หรือ IRR (internal rate of return) เพราะมีการประเมินว่า การลงทุนควรให้อัตราผลตอบแทนได้เท่าไหร่ เพราะรัฐวิสาหกิจของภาครัฐถูกกำหนดไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 8% ที่สำคัญ การลงทุนบางอย่างไม่สามารถชี้วัดเป็นตัวกำไรได้แต่การลงทุนครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำเพื่อคุณภาพชีวิตของคน 30,000 คน ที่อยู่กับเราจะได้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น”
“แม้เม็ดเงินการลงทุนจะสูงถึง720 ล้านบาท (โซนหน้าบ้าน 22 ไร่) แต่ถ้าเกินจากนี้จะต้องกู้เงิน แต่กรณีแบบนี้การลงทุนไม่มี return แต่จะคืนในรูปแบบอื่น ๆ เช่น เมื่อคนในสังคม-ชุมชนมีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น พวกเขาก็จะเข้ารักษาในโรงพยาบาลน้อยลง ภาครัฐก็สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้ ฉะนั้นจะเห็นว่าทุกอย่างไม่ได้สะท้อนออกมาเป็นรายได้ หรือผลกำไรเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐพึงกระทำ”
“ดร.นาฬิกอติภัค” กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานอีกมากที่ยังไม่เข้าใจเรื่องการดูแลสังคม และสิ่่งแวดล้อม เพราะในระดับโลกมีการกล่าวถึงเรื่องของ “ความยั่งยืน” หรือ “SDGs” (sustainable development goals) ที่เป็นข้อเรียกร้องให้ทั่วโลกช่วยกันขจัดความยากจน ปกป้องสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมให้ประชากรของโลกใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ตามเป้าหมาย 17 ข้อ
“ผมจึงมองว่าไม่ว่าประเทศไหนจะมีแพทย์ที่เก่งมากก็ตาม แต่การรักษาก็ถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายทาง หากจะแก้ไขตั้งแต่ต้นทางก็ต้องให้ความสำคัญกับ public helth เนื่องจากแพทย์คือปลายทางของวงจรนี้ และปัจจุบันโครงการในลักษณะนี้พัฒนาค่อนข้างลำบาก แต่ ธพส.จะต้องเดินหน้าต่อในโปรเจ็กต์นี้ เพราะสุดท้ายแล้ว return ที่จะกลับมาคือ เรื่องของสุขภาพของประชาชนจะดีขึ้น”
“ดังนั้น ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการนี้คงต้องรอการพิจารณาอนุมัติจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แต่มีการคาดการณ์ว่าจะเริ่มเปิดประมูลผู้รับเหมาได้ภายในเดือนธันวาคม 2563 และหลังจากนั้นจะใช้เวลาการก่อสร้างประมาณ 18 เดือน และศูนย์ราชการดังกล่าวจะแล้วเสร็จอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2566 อันสอดคล้องกับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่จะดำเนินการแล้วเสร็จในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อพลิกโฉมศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะให้กลายเป็นเมืองใหม่ที่ไร้คาร์บอน”
ต้องติดตามดู