ศธ.จับมือ"OECD" ยกระดับการเรียนรู้เด็กไทย
วันนี้ (10 ธ.ค. 61) กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development :หรือ OECD ) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) พร้อมด้วยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดเวทีสัมมนาเรื่อง “ยกระดับการเรียนรู้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ประสบการณ์จาก PISA 61” (Raising Learning Outcomes in Southeast Asia : Insights from PISA) เมื่อวันที่ 29-30 พ.ย.ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเดอ สุโกศล พญาไท กรุงเทพฯ เพื่อร่วมกันยกระดับการศึกษาร่วมกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การสัมมนาครั้งนี้มี Mr.Andreas Schlicher,Director,Directorate of Education and Skills (OECD) เข้าร่วม พร้อมด้วยผู้บริหารและนักการศึกษาจาก 7 ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน,อินโดนีเซีย,กัมพูชา,มาเลเซีย,สิงคโปร์,ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายและนักการศึกษาในภูมิภาคอาเซียนได้นำเสนอนโยบายด้านการศึกษาที่เป็นผลสืบเนื่องจากการประเมิน (PISA) รวมทั้งประเด็นที่น่าสนใจ เชื่อมโยงหลักสูตรการเรียนการสอนกับการประเมินผล สนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีกรณีศึกษาจากประเทศที่ประสบความสำเร็จจากการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ พร้อมทั้งร่วมกันหาแนวทางพัฒนาประสิทธิภาพครูและผู้นำโรงเรียนในการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษารองรับศตวรรษที่ 21
นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการเปิดงานว่า การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญ เนื่องจากประธาน OECD พร้อมทีมงานได้มาร่วมประชุม โดยมีการประสานงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการสำรวจเพื่อประเมินระบบการศึกษาทั่วโลก ผ่านการทดสอบทักษะและความรู้ความสามารถของนักเรียน หรือ PISA ที่ผ่านมานั้น มีบางฝ่ายออกมาโจมตีระบบการศึกษาไทยและวิเคราะห์ไปในทางที่ไม่ดี ซึ่ง OECD แจ้งว่า ไม่ควรนำ PISA มาวิพากษ์วิจารณ์ระบบการศึกษา เพราะการประเมินดังกล่าวเป็นการออกแบบเพื่อนำข้อบกพร่องไปปรับปรุงแก้ไขและไม่ควรเปรียบเทียบระหว่างประเทศต่างๆ เพราะแต่ละประเทศมีบริบทต่างกัน
นพ. ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า การสัมมนาครั้งนี้ ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์และความรู้เต็มที่ การประเมินผลวัดมาตรฐานการศึกษาสามารถทำได้หลายรูปแบบ ซึ่ง PISA เป็นรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้ จะได้เรียนรู้ประสบการณ์จากประเทศอื่นๆเช่น จีน,สิงคโปร์ ซึ่งมีการพัฒนาอันดับต้นๆของโลก รวมถึงประเทศในภูมิภาคอาเซียนอื่นๆ
“PISA” (Programme for International Student Assessment) เป็นโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ ริเริ่มโดย OECD มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนมีศักยภาพ หรือความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลง โดย PISA เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนที่เรียกว่า Literacy หรือการรู้เรื่องใน 3 ด้านคือ การรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) การรู้เรื่องคณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy) และการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) และยังมีการสำรวจข้อมูลพื้นฐานของนักเรียน และการจัดการเรียนการสอน ซึ่งข้อสอบของ PISA มีความน่าสนใจและท้าทาย เน้นการใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า สสวท.จัดประชุมระดับภูมิภาคและระดับโลกโดยมีการเตรียมการเรื่อง PISA อย่างต่อเนื่อง การประชุมครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กับหน่วยงานที่ออกข้อสอบและประเมินผล ทำให้รู้ถึงมาตรฐานโลกว่าประเมินผลอย่างไรและนำมาช่วยในการดำเนินการของเรา เพราะไม่ใช่เด็กไทยไม่เก่งหรือระบบการศึกษาไทยแย่ แต่ต้องรู้แนวทางการประเมิน ซึ่ง OECD พร้อมให้ความร่วมมือ ทั้งนี้ การพัฒนาระบบการศึกษาต้องช่วยกันแก้ไขอย่างสร้างสรรค์มากกว่าโจมตี จึงจะทำให้ประเทศชาติพัฒนาอย่างแท้จริง
ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า การเรียนการสอนเป็นหลักสูตรการดำเนินการ และPISA เป็นเรื่องของผลการดำเนินงาน ซึ่งต้องพิจารณารายละเอียดอื่นๆ กล่าวคือ คะแนนประเภทไหนที่ดีแล้ว คะแนนประเภทไหนที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเร่งด่วน นอกจากนี้ การประชุมครั้งนี้สามารถส่งเสริมความรู้ระหว่างประเทศต่างๆ เช่น คะแนนด้านไหนมีผลต่อการพัฒนาอย่างไร โดยเฉพาะ OECD ตั้งใจสนับสนุนภูมิภาคของเราเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้าน Mr.Andreas Schleicher, Director, Directorate of Education and Skills OECD กล่าวว่า สิ่งที่เห็นมาตลอดคือ ประเทศไทยมีการวางรากฐานการศึกษาที่ดี วันนี้จะบอกให้ประเทศไทยทำอะไรอย่างไรคงไม่ได้ แต่เป็นการศึกษาว่าประเทศที่ทำได้ดีเป็นอย่างไร มั่นใจว่าระบบการศึกษาและการทดสอบตามโปรแกรม PISA ของไทยจะทำได้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาและเรียนรู้ร่วมกัน ปัญหาการศึกษาของไทยมีบางจุดที่ยังท้าทายให้ต้องปรับปรุงแก้ไข ในขณะเดียวกันมีหลายจุดที่ดีระดับโลกแม้อยู่ในถิ่นห่างไกล ซึ่งน่าสนใจว่าทำได้อย่างไร และหาแนวทางเพื่อให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่ใช่สมาชิก OECD แต่สมัครเข้าร่วมโครงการในฐานะประเทศร่วมโครงการ (Partner countries) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 (PISA 2000) เพื่อตรวจสอบคุณภาพของระบบการศึกษาและสมรรถนะของนักเรียนวัยจบการศึกษาภาคบังคับของชาติ เกี่ยวกับความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต โดยใช้มาตรฐานของประเทศพัฒนาแล้วเป็นเกณฑ์ชี้วัดผลสัมฤทธิ์ จากการทำแบบทดสอบและแบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียน รวมทั้งนโยบาย การบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอนจากผู้บริหารของโรงเรียนทำให้ได้ข้อมูลคุณภาพการศึกษาของประเทศ เพื่อนำไปสู่การประเมินและพัฒนานโยบายการศึกษา หลักสูตร พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งจัดการเรียนการสอนของประเทศ
ปัจจุบัน มีประเทศเข้าร่วมโครงการ PISA มากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการวิจัยนี้และดำเนินการต่อเนื่องมาใน PISA 2003, PISA 2006, PISA 2009, PISA 2012, PISA 2015 และ PISA 2018 โดยจัดการประเมินต่อเนื่องทุกสามปี ขณะนี้อยู่ในช่วงดำเนินงานโครงการ PISA 2021
ทั้งนี้ การสัมมนาครั้งนี้จึงนับว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์อย่างมาก ในการนำประสบการณ์ที่ได้รับจากการประเมินของ PISA มาใช้เป็นข้อมูลสำหรับพัฒนางานด้านการศึกษาของประเทศให้มีคุณภาพทัดเทียมกับนานาชาติต่อไป