“ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์” กับชีวิตที่เหนือการควบคุม
“ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์” กับ*ชีวิตที่เหนือการควบคุม *
วันนี้เราอยู่กับศิลปินที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน “ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์” ผู้ที่มีเอกลักษณ์และตัวตนที่โดดเด่นจนใคร ๆ ก็รู้จัก ที่ตอนนี้ก็เพิ่งปล่อยผลงานอัลบั้มเพลงชื่อว่า “LACUNA” หรือ “ช่องว่างที่ไม่ควรจะมี” ออกมาเมื่อไม่นานนี้…เราขอเชิญทุกท่านมาร่วมพูดคุยถึงบทบาทหน้าที่ของผู้เป็นทั้งพ่อและสามี รวมถึงชีวิตศิลปินอันเหนือการควบคุมของเขาได้ที่นี่
“ฮิวโก้-จุลจักร” ผู้ทำมาแล้วทุกอย่างทั้งนายแบบ นักร้อง นักแสดง หลังจากทุกบทบาทและหน้าที่ที่เขาคนนี้ได้ทำมาแล้วนั้น ทุกวันนี้เขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยอะไร?
“หน้าที่ครับ” เขาตอบ “หน้าที่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด หน้าที่ของสามี หน้าที่ของพ่อ อะไรที่มันละเลยจากตรงนั้นมันคงไม่ได้ เวลาที่เหลือก็แสวงหาความสะใจครับ” เขาพูดพลางมองลอดแว่นกันแดดมาหาเรา “การเป็นพ่อที่ดีกับการเป็นนักร้องที่ดีมันต่างกันมาก บางทีการเป็นหัวหน้าวงที่ดี กับพ่อที่ดี มันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ มีหยิบหมวกผิดบ้างนะ ก็ทำได้แต่หายใจลึก ๆ แล้วค่อยพูดออกมา มันเป็นสิ่งที่ควรทำนะในทุก ๆ เรื่อง” เขาเสริมต่อ
คำถามคือแล้วการแบ่งเวลาให้กับหน้าที่ที่ต้องทำ กับความสะใจส่วนตัวนั้น เขาจัดสรรมันอย่างไร คำตอบที่ได้คือเขา “ไม่ได้แบ่งอะไรเลย”
“ชีวิตแบ่งให้ผมเอง” เขาตอบแทบจะทันที “ลูกเปิดเทอมก็จะเป็นหน้าที่ของผมที่จะไปส่งลูก แต่ถ้ามีภารกิจ…ภรรยาก็จะเป็นคนไปส่ง ผมอยู่ในจุดที่มันไม่ได้ขึ้นกับเรา ผมจะมีงานก็ต่อเมื่อมีคนจ้างผม ผมไม่สามารถกำหนดหรือบาลานซ์อะไรได้ เราได้แต่รับมือกับสถานการณ์หน้างาน ช่วงไหนไม่มีงานก็จะอยู่กับลูกเยอะขึ้น ช่วงไหนมีงานก็ทำงาน งานดนตรีมันมีฤดูของมัน”
ถ้าอย่างนั้นแล้วเราอยู่กับความ “ควบคุมไม่ได้” ของชีวิตหรือเปล่า
“ใช่ สิ่งที่เรากำหนดได้คือ ลักษณะงาน เช่น นักดนตรีที่เราจะทำงานด้วย แนวเพลงที่มันจะออกมา แต่จังหวะของการใช้เวลาชีวิตในแต่ละปีมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา” เขาอธิบายถึงความควบคุมไม่ได้ของชีวิตที่เขายอมรับและอยู่กับมัน
“เพราะมันมีคำว่า ‘หน้าที่’ หน้าที่กับความสนใจของผมมันสวนทางกัน อาชีพที่ผมเลือกคือ โปรดิวเซอร์ นักดนตรี มันก็ไม่ขึ้นอยู่กับเรา เรามีลูกค้าที่ต้องเลือกเรา ลูกผมถ้าเค้าไม่ต้องการความช่วยเหลือ ผมก็ไม่ต้องช่วย แต่ถ้าเค้าต้องการความช่วยเหลือผมก็ต้องช่วย นอกจากจะบาลานซ์อารมณ์ส่วนตัวของตัวเองในแต่ละสถานการณ์”
พูดถึงหัวข้ออารมณ์แล้วประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ชีวิตศิลปินที่ไม่ได้เป็นคนจัดสรรเวลาให้ตัวเองได้อย่างเขานั้น สามารถปรับอารมณ์ส่วนตัวให้มั่นคงตลอดเวลาได้อย่างไร
“ผมบริหารไม่ค่อยดีเท่าไหร่” เขายอมรับ “ชีวิตมันขึ้น ๆ ลง ๆ บางอย่างเราไม่เคยเปลี่ยนเลย อีกทางหนึ่ง..ทัศนคติบางอย่าง ความต้องการหลายอย่างมันเปลี่ยนตลอดเวลา เราดันเลือกสายงานที่ไม่มั่นคงอีก”
“แต่ความสุขมันไม่ใช่ประเด็นนะ ความสะใจมันสำคัญกว่า มองหน้าตัวเองติด ตายตาหลับ อันนี้สำคัญกว่าความสุข ซึ่งตอนนี้ผมไม่รู้สึกเสียดายหรือเสียใจอะไรเลย เพราะเราก็ไหลตามโอกาสที่ได้มา ไม่ใช้ชีวิตแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ พยายามควบคุมสัญชาตญาณให้ดี บางทีเรามองว่ามันเหมือนขี่ม้าที่มันจะพยศเมื่อไหร่ก็ได้ เราต้องควบคุมมันให้ได้ มันเหมือนการทำงานเป็น team work ม้า คือตัวแทนของอารมณ์ คนอื่นที่อยู่ในชีวิตหรือสถานการณ์”
ความเป็นศิลปินของ “ฮิวโก้-จุลจักร” คือสิ่งที่เรายอมรับอย่างแท้จริง เพราะนี่คือตัวตนของเขาที่เราสัมผัสได้ผ่านทางผลงานต่าง ๆ ของผู้ชายคนนี้ ถ้าอย่างนั้นแล้วความเป็นศิลปินอย่างเขามองการใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะอย่างไร?
“ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและสภาพแวดล้อม” เขาตอบหลังเว้นไปชั่วอึดใจ “ในขณะเดียวกันก็มีน้ำใจ มีแต่ทำให้คนอื่นรู้สึกดี อะไรที่มันเรียลมันมีเสน่ห์” เขาเน้น “คนที่เลยคำว่าเด็กแนวไปแล้วรู้จักใช้ชีวิตให้ดี แต่ในขณะเดียวกันชีวิตส่วนตัวก็ยังมีรสชาติครับ”
ท้ายสุดนี้เราคงต้องถามว่า ขุมแรงบันดาลใจของผู้ชายคนนี้ที่คอยผลักดันให้เขายังเป็นศิลปินอยู่คืออะไรกันแน่
“ส่วนมากคือความแปลก ความขัดแย้ง เราชอบเรื่องที่มันก้ำกึ่ง จะดีก็ไม่ดี จะเลวก็ไม่เลว อะไรที่มันมองได้หลายด้าน เรื่องที่ค่อนข้าง conceptual บางทีเรื่องที่มันค่อนข้างจะปรัชญา เราชอบอะไรแปลก ๆ ดึงอะไรที่แปลก ๆ แต่ก็ยังบันเทิงมาใช้ สิ่งที่สำคัญคือ ห้ามซ้ำตัวเองและคนอื่นถ้าเป็นไปได้ มันคือการท้าทายตัวเองในทุกครั้ง”
อะไรที่ Happening ที่สุดในชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ “ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์”
“มันเป็นสิ่งที่สะสมมาจนมีผลกระทบมากกว่า เช่น การไม่ตั้งใจเรียน ที่ทำให้เราต้องมาโฟกัสงานในวงการบันเทิง จนทำให้เรามาทำวงดนตรี กลายมาเป็นฮิวโก้อย่างในทุกวันนี้ ถ้าผมไม่ได้เล่นละครผมก็ไม่เจอพี่แอ๊ด พี่เทียรี่ก็คงไม่ได้มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ผม ความสัมพันธ์ในมนุษย์ทุกอย่างมันสำคัญและมันลิงก์ถึงกันหมดครับ” เขาตอบถึงสิ่งที่ส่งต่อให้เขามาถึงทุกวันนี้
ขอขอบคุณสถานที่ถ่ายทำและสัมภาษณ์ : DUKE Contemporary Art Space, ชั้น 1 Gaysorn Shopping Centre
เสื้อผ้าจาก : POEM Menswear